กลยุทธ์พอร์ตการลงทุนปี 2569: ETF ตราสารหนี้ และตลาดเกิดใหม่คือโอกาสทองในยุคดอลลาร์อ่อนค่า
ในช่วงกลางปี 2569 นักลงทุนทั่วโลกกำลังเผชิญกับสภาวะตลาดที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในรอบหลายทศวรรษ ดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่าลงกว่าร้อยละ 10 นับตั้งแต่ต้นปี การปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่ต่อเนื่อง และกระแสเงินทุนหลีกหนีจากสินทรัพย์สหรัฐที่ทำสถิติใหม่ ได้สร้างจุดเปลี่ยนสำคัญที่นักวางกลยุทธ์พอร์ตการลงทุนต้องทบทวนแนวคิดใหม่ทั้งหมด ตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market Bonds) กำลังกลายเป็นดาวเด่นของปีนี้ ขณะที่ ETF ตราสารหนี้เชิงรุก (Active Fixed Income ETF) ทุบสถิติเงินไหลเข้าทุกรายงานที่ออกมา บทความนี้จะพาผู้อ่านสำรวจแนวโน้มสำคัญและกลยุทธ์ที่นักลงทุนไทยควรรู้ในครึ่งหลังของปีนี้
ดอลลาร์อ่อนค่า: แรงขับเคลื่อนหลักที่เปลี่ยนภูมิทัศน์การลงทุนโลก
หัวใจของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในตลาดโลกขณะนี้ไม่ใช่อัตราดอกเบี้ย ไม่ใช่ตัวเลขเศรษฐกิจ แต่คือทิศทางของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ที่กำลังเผชิญแรงกดดันครั้งใหญ่
บริษัทที่ปรึกษาการลงทุนระดับโลก Cambridge Associates ได้ออกคำแนะนำอย่างชัดเจนให้นักลงทุนพิจารณาลดการถือครองหุ้นสหรัฐ เนื่องจากประเมินว่าหุ้นตลาดเกิดใหม่อยู่ในเส้นทางที่จะให้ผลตอบแทนดีกว่าตลาดพัฒนาแล้วเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี ท่ามกลางดอลลาร์ที่อ่อนค่า โดยระบุว่าคาดการณ์ว่าดอลลาร์จะอ่อนค่าต่อเนื่องในปี 2569 เริ่มต้นตลาดหมีหลายปี โดยมีปัจจัยกดดันจากความไม่แน่นอนด้านนโยบายเศรษฐกิจ สินทรัพย์ที่มูลค่าสูงเกินจริง และแรงกดดันทางการคลัง
ตัวเลขสนับสนุนมุมมองนี้ชัดเจนมาก ดัชนีดอลลาร์ (DXY) ร่วงลงกว่าร้อยละ 9 นับตั้งแต่ต้นปี และหุ้นนอกสหรัฐในตลาดพัฒนาแล้วและตลาดเกิดใหม่รวมกัน ให้ผลตอบแทนสูงกว่าหุ้นสหรัฐถึง 11.2 เปอร์เซ็นต์พอยท์ในหน่วยดอลลาร์ในปี 2568 nus
Invesco ได้อธิบายถึงกลไกที่เกิดขึ้นว่า ตลาดเกิดใหม่มักได้รับประโยชน์จากดอลลาร์ที่อ่อนค่าผ่านการดึงดูดกระแสเงินทุน และคาดว่าแนวโน้มนี้จะต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งของตลาดเกิดใหม่ในปัจจุบัน ปรากฏการณ์ที่น่าสังเกตคือในยุคสงครามการค้าครั้งก่อน (Trade War 1.0) ปี 2018–2019 ดอลลาร์แข็งค่าขึ้น แต่ในรอบนี้ (Trade War 2.0) กลับอ่อนค่า ซึ่ง VanEck ระบุว่านี่คือความแตกต่างสำคัญที่ทำให้ผลลัพธ์สำหรับตลาดเกิดใหม่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
สำหรับนโยบายการเงินของเฟด เฟดได้ปรับลดดอกเบี้ยมาแล้ว 3 ครั้งในช่วง 6 เดือน โดยกรอบบนลดลงจาก 4.5% ในเดือนกันยายน 2568 มาอยู่ที่ 3.75% ในปัจจุบัน และ BlackRock ผ่าน iShares ประเมินว่าเส้นทางที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุดคือเฟดจะปรับลดดอกเบี้ยจากกรอบปัจจุบัน 3.50%–3.75% ลงมาอยู่ใกล้ระดับ 3% ตลอดช่วงที่เหลือของปี
ตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่: ดาวเด่นที่นักลงทุนยังมองข้าม
ถ้าจะพูดถึงความประหลาดใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในตลาดตราสารหนี้โลก นั่นคือการพลิกกลับของตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่ที่หลายคนคาดไม่ถึง
ตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่ (EM Bonds) ให้ผลตอบแทนชนะทั้งตราสารหนี้สหรัฐและตราสารหนี้ทั่วโลกในปี 2568 แม้จะเผชิญกับแรงกดดันจากนโยบายภาษีของรัฐบาลทรัมป์และความกังวลเกี่ยวกับการเติบโตของจีน โดยปัจจุบัน EM Bonds ให้ผลตอบแทน 6.9% เทียบกับตราสารหนี้ทั่วโลกที่ 3.6% และตราสารหนี้สหรัฐที่ 4.2%
ตัวเลขที่ชัดเจนกว่านั้นมาจาก VanEck ที่ระบุว่า ตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่ให้ผลตอบแทนเหนือกว่าตราสารหนี้ตลาดพัฒนาแล้วถึง 8.71% และเหนือตราสารหนี้สหรัฐถึง 9.64% ในปี 2568 ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่ผลบังเอิญ แต่มาจากเหตุผลเชิงโครงสร้างที่แข็งแกร่ง
ดัชนี J.P. Morgan EMBI Global Diversified Index สำหรับตราสารหนี้อัตราดอกเบี้ยดอลลาร์ของรัฐบาลตลาดเกิดใหม่ให้ผลตอบแทน 14.3% ณ สิ้นปี 2568 ซึ่งเป็นผลงานที่ดีที่สุดในบรรดาสินทรัพย์ตราสารหนี้ทั้งหมด
สำหรับแนวโน้มปี 2569 VanEck ระบุว่ามีมุมมองเชิงบวกต่อ EM Bonds โดยชี้ว่าตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่ถูกมองข้ามแม้จะให้ผลตอบแทนสูงกว่าตลาดพัฒนาแล้วทั้งในแง่ตัวเลขสัมบูรณ์และในแง่ความเสี่ยงที่ปรับแล้วมาตลอดกว่า 20 ปี และ EM ส่วนใหญ่ไม่ได้รับผลกระทบจาก “Fiscal Dominance” ที่เป็นปัญหาของตราสารหนี้ตลาดพัฒนาแล้ว โดยรัฐบาลกลางของประเทศตลาดเกิดใหม่มีหนี้สาธารณะเพียงครึ่งถึงหนึ่งในสามของประเทศพัฒนาแล้ว
ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับไทยโดยตรง ตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่สกุลเงินท้องถิ่น เช่น ที่ลงทุนในพันธบัตรไทย อินโดนีเซีย หรืออินเดีย ได้รับประโยชน์จากการแข็งค่าของสกุลเงินท้องถิ่นเทียบกับดอลลาร์ VanEck ชี้ว่าตราสารหนี้สกุลเงินท้องถิ่นของตลาดเกิดใหม่ถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจเมื่อเทียบกับตราสารหนี้สหรัฐหรือดัชนีตราสารหนี้ทั่วโลก โดยสกุลเงินตลาดเกิดใหม่ยังล้าหลังยูโรอยู่ประมาณ 5% ซึ่งบ่งชี้ว่ายังมีพื้นที่ให้แข็งค่าต่อได้อีก
อย่างไรก็ตาม ไตรมาสแรกของปี 2569 สอนบทเรียนที่สำคัญว่าตลาดเกิดใหม่ไม่ได้ไร้ความเสี่ยง Morningstar รายงานว่าในไตรมาสแรกของปี 2569 กองทุนตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่โดยเฉลี่ยขาดทุน 0.94% ขณะที่กองทุนที่ลงทุนในสกุลเงินท้องถิ่นขาดทุน 2.23% เนื่องจากสถานการณ์ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ทำให้นักลงทุนหนีเข้าสู่ดอลลาร์ชั่วคราว ก่อนที่ตลาดจะฟื้นตัวกลับมาในช่วงหลัง
ETF ตราสารหนี้: สถิติใหม่ที่เปลี่ยนโฉมการลงทุนรายย่อย
หนึ่งในเทรนด์ที่กำลังปฏิวัติวิธีที่นักลงทุนรายย่อยเข้าถึงตราสารหนี้คือการเติบโตอย่างไม่หยุดยั้งของ ETF ตราสารหนี้ โดยเฉพาะรูปแบบเชิงรุก (Active Fixed Income ETF)
iShares ของ BlackRock รายงานว่า Fixed Income ETF ทำสถิติใหม่ในปี 2568 ด้วยเงินไหลเข้ารวมกว่า 3.84 แสนล้านดอลลาร์ โดย Active ETF ดักจับส่วนแบ่งเงินไหลเข้าในตราสารหนี้ถึง 38% ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดเท่าที่เคยมีมา
ในแง่ตัวเลขรวม Active Fixed Income ETF ดึงดูดเงินไหลเข้าสุทธิทั่วโลกถึง 2.38 แสนล้านดอลลาร์ในปี 2568 ซึ่งสะท้อนถึงความต้องการที่แท้จริงของนักลงทุนในการบริหารจัดการแบบเชิงรุกในสภาวะตลาดที่ซับซ้อนมากขึ้น
เหตุใดกระแสนี้จึงเกิดขึ้น? ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าในส่วนตราสารหนี้ มีหลักทรัพย์หลายพันรายการ สภาพคล่องที่จำกัด และความไม่สมมาตรของข้อมูลที่ผู้จัดการที่มีทักษะสามารถใช้ประโยชน์ได้ โดย Active Fixed Income ETF ให้ผลตอบแทนที่ปรับความเสี่ยงแล้วดีกว่า Passive ETF โดยเฉพาะในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยขาขึ้นและความผันผวนของตลาดสูง และในปี 2569 ปัจจัย 3 ประการสนับสนุนโอกาสของ Active Fixed Income ต่อเนื่อง ได้แก่ Credit Spread ที่แคบต้องการการเลือกหลักทรัพย์อย่างพิถีพิถัน ความไม่แน่นอนของนโยบายเฟดที่ต้องการการบริหาร Duration แบบยืดหยุ่น และความซับซ้อนของตลาดที่กลยุทธ์แบบ Passive ไม่สามารถรับมือได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ภาพรวมของอุตสาหกรรม ETF ในปี 2568 น่าตื่นตาอย่างยิ่ง Active ETF ได้รับเงินไหลเข้าสถิติใหม่ 4.59 แสนล้านดอลลาร์ คิดเป็น 31% ของเงินไหลเข้าสุทธิใน ETF ทั้งหมด มีการเปิดตัว Active ETF ใหม่ถึง 962 กองทุน คิดเป็น 85% ของ ETF ที่เปิดตัวใหม่ทั้งหมดในปีนั้น และเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่จำนวน Active ETF แซงหน้า Passive ETF
สำหรับ ETF ตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่โดยเฉพาะ กองทุน EMB ของ iShares (iShares J.P. Morgan USD Emerging Markets Bond ETF) ปิดราคาที่ประมาณ 96 ดอลลาร์ โดยให้ผลตอบแทนรวม 12% ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา และมี Distribution Yield ที่ 5.4% ต่อปี กองทุนนี้ถือครองพันธบัตรรัฐบาลสกุลเงินดอลลาร์จากประเทศต่างๆ เช่น เม็กซิโก ซาอุดีอาระเบีย ตุรกี และอินโดนีเซีย ซึ่งทั้งหมดมีราคาในรูปสเปรดบวกกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ
ตัวเลือก ETF ตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่ที่น่าสนใจในปีนี้ ได้แก่ Vanguard Emerging Markets Government Bond ETF (VWOB), VanEck EM Local Currency Bond ETF (EMLC) และ iShares J.P. Morgan USD Emerging Markets Bond ETF (EMB) สำหรับนักลงทุนที่ต้องการ Passive Exposure ในวงกว้าง
กลยุทธ์พอร์ต: “Belly of the Curve” และการกระจายความเสี่ยงแบบใหม่
ท่ามกลางความซับซ้อนของตลาด นักวิเคราะห์ชั้นนำกำลังแนะนำกลยุทธ์พอร์ตการลงทุนที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยมีหลักการสำคัญหลายประการ
หลักที่ 1: ตราสารหนี้กลับมาทำหน้าที่ “Ballast” แล้ว แต่ต้องเลือกอายุให้ถูกต้อง
แนวคิดนี้สอดคล้องกับที่ BlackRock ระบุว่า Credit Spread ยังคงตึงตัวอยู่ที่ 0.7% สำหรับ Investment Grade และ 2.7% สำหรับ High Yield แต่ผลตอบแทนสัมบูรณ์ยังน่าสนใจ โดยการถือครองตราสารหนี้เกรด Investment Grade อาจให้รายได้มากกว่าการขยายอายุตราสารสู่พันธบัตรระยะยาว
iShares ระบุว่าตราสารหนี้ได้กลับมาทำหน้าที่ดั้งเดิมในฐานะ “ตัวถ่วงดุล” ของพอร์ตการลงทุนในปี 2568 แม้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างหุ้นและตราสารหนี้ยังคงมีความเสถียรน้อยกว่าในทศวรรษก่อน และแนะนำว่าส่วนกลางของเส้นอัตราผลตอบแทน (Belly of the Yield Curve) นั้นให้ส่วนผสมที่น่าสนใจระหว่างการป้องกันความเสี่ยงและรายได้
หลักที่ 2: ผสมพันธบัตรสกุลเงินดอลลาร์และสกุลเงินท้องถิ่นเพื่อกระจายความเสี่ยง
VanEck แนะนำให้ผสมผสานระหว่าง Hard Currency EM Bonds (พันธบัตรสกุลเงินดอลลาร์) และ Local Currency EM Bonds (พันธบัตรสกุลเงินท้องถิ่น) เพื่อกระจายผลตอบแทนข้ามรอบเศรษฐกิจ โดยชี้ว่าดอลลาร์ที่อ่อนค่าและงบดุลที่แข็งแกร่งขึ้นของประเทศตลาดเกิดใหม่สร้างเงื่อนไขที่สนับสนุน
หลักที่ 3: ออกจาก Cash เข้าสู่ตราสารหนี้ก่อนที่ผลตอบแทนจะลดลงอีก
BlackRock ผ่าน iShares แนะนำให้นักลงทุนย้ายออกจาก Cash ไปสู่ตราสารหนี้ที่มีศักยภาพรายได้สูงกว่า บริหารความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ยด้วยการทำ Bond Laddering และแสวงหารายได้สูงกว่านอกเหนือจากตราสารหนี้ Core ทั่วไป
หลักที่ 4: Active ETF ไม่ใช่แค่แฟชั่น แต่เป็นความจำเป็น
PIMCO ระบุว่าการบริหารจัดการเชิงรุกกำลังมีความสำคัญมากขึ้นในการนำทางรอบเครดิตในปัจจุบัน เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่สูงค้างยาว (Higher-for-Longer) และความเปลี่ยนแปลงด้านความเป็นผู้นำที่ธนาคารกลางสหรัฐก่อให้เกิดความไม่แน่นอนในตลาด
แนวทางของ Dimensional สำหรับตลาดเกิดใหม่ในปี 2569 มุ่งเน้นการกระจายความเสี่ยงในหลายประเทศและหลายอุตสาหกรรม แทนที่จะกระจุกตัวในภูมิภาคเดียว ครอบคลุมบริษัทในภาคบริการทางการเงิน เทคโนโลยี สินค้าอุปโภคบริโภค และพลังงาน โดยเป้าหมายคือการจับการเติบโตทางเศรษฐกิจในวงกว้างขณะที่บริหารความเสี่ยงผ่านการกระจายและวิธีการลงทุนที่ขับเคลื่อนด้วยการวิจัย
มุมมองผู้เชี่ยวชาญ: สัญญาณที่นักลงทุนต้องจับตา
ผู้จัดการกองทุนและนักวิเคราะห์ชั้นนำต่างให้มุมมองที่น่าสนใจสำหรับครึ่งหลังของปี 2569
Invesco ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้จัดการ ETF รายใหญ่ของโลก ระบุว่า หุ้นตลาดเกิดใหม่ให้ผลตอบแทนที่โดดเด่นในปี 2568 และเชื่อว่ายังมีเหตุผลที่การ Outperform นั้นจะต่อเนื่องในปี 2569 โดยปัจจัยสำคัญคือการอ่อนค่าของดอลลาร์ที่คาดการณ์ไว้ การปรับลดดอกเบี้ยในสหรัฐที่เปิดพื้นที่ให้ธนาคารกลางตลาดเกิดใหม่ลดดอกเบี้ยต่อเนื่อง สนับสนุนอุปสงค์ภายในประเทศและตลาดหุ้น และเศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่จำนวนมากคาดว่าจะเติบโต GDP แซงหน้าตลาดพัฒนาแล้ว ขับเคลื่อนโดยประชากรที่เป็นใจ การบริโภคที่เพิ่มขึ้น และกระแสเงินลงทุน
Morningstar ซึ่งเป็นผู้ให้บริการข้อมูลการลงทุนอิสระ คาดการณ์ว่า เงินสดที่ไหลเข้า Cash-like ETF ที่ทำสถิติในปี 2568 ด้วยมูลค่ากว่า 1 แสนล้านดอลลาร์นั้น น่าจะถูกแซงหน้าในปี 2569 เนื่องจากนักลงทุนยังคงแสวงหาผลตอบแทนที่สูงกว่าจากเงินออม และหุ้นสหรัฐมีมูลค่าสูงเกินจริงในเกือบทุกเมตริก ทำให้นักลงทุนหันหาที่หลบภัยในสินทรัพย์ปลอดภัย
iShares/BlackRock ในฐานะผู้จัดการ ETF ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ยืนยันว่า ตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่นำเสนอแหล่งรายได้ที่น่าสนใจ สนับสนุนโดยดอลลาร์ที่อ่อนค่า เงื่อนไขทางการเงินโลกที่ผ่อนคลาย และงบดุลของรัฐบาลตลาดเกิดใหม่ที่ปรับตัวดีขึ้น
สัญญาณเตือนที่ต้องจับตาสำหรับผู้ถือ EM Bond ETF อย่าง EMB นั้น นักวิเคราะห์ระบุว่ามีปัจจัยหลัก 3 ประการที่ต้องติดตาม ได้แก่ ทิศทางของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ 10 ปี ที่ปัจจุบันอยู่แถว 4.4% ซึ่งเป็นปัจจัยกำหนดสเปรดของ EM Bonds ทั้งหมด ทิศทางดอลลาร์ที่ขับเคลื่อนโดยนโยบายเฟด และพัฒนาการทางภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจทำให้นักลงทุนหนีเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัย
ในด้าน Active EM Bond ETF EMLC ของ VanEck ที่ลงทุนในพันธบัตรสกุลเงินท้องถิ่น ให้ผลตอบแทนประมาณ 10% ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา โดยให้ Yield 6.09% ต่อปี แต่ประสิทธิภาพชะลอตัวในปี 2569 ข้อร้องเรียนหลักของผู้ถือกองทุนนี้คือความผันผวน เนื่องจากสกุลเงินตลาดเกิดใหม่ที่อ่อนค่าเพียงเดือนเดียวอาจลบล้างผลตอบแทนคูปองหนึ่งไตรมาสได้
ภาพรวมตลาด ETF ทั่วโลก: เมื่อ ETF กลายเป็นภาษาสากลของการลงทุน
ปี 2568 เป็นปีที่พิสูจน์อย่างชัดเจนว่า ETF ไม่ใช่แค่เครื่องมือลงทุนทางเลือก แต่กำลังกลายเป็นกระแสหลักในพอร์ตการลงทุนทั่วโลก
ตลาด ETF สหรัฐเข้าสู่ปี 2569 ด้วยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง หลังจากทำสถิติใหม่ในปี 2568 ด้วยสินทรัพย์ภายใต้การจัดการ (AUM) ประมาณ 13 ล้านล้านดอลลาร์ ณ สิ้นปี ขับเคลื่อนด้วยเงินไหลเข้าสุทธิ 1.48 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นตัวเลขสูงสุดเป็นประวัติการณ์
ในส่วนของ Fixed Income ETF เพิ่มขึ้นกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์เทียบกับสถิติปีก่อน ทะลุ 3.84 แสนล้านดอลลาร์สำหรับปี 2568 โดยเงินไหลเข้า Government Bond ETF เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าจากปีก่อน เงินไหลเข้า Corporate Bond ETF สูงขึ้น และ Inflation-Protected ETF ได้รับเงิน 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์หลังจากมีเงินไหลออกต่อเนื่อง 3 ปี
ในส่วนที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนที่พิจารณา Portfolio Allocation แบบ 60/40 แบบดั้งเดิมนั้น หากใช้กระแสเงิน ETF เป็นตัวแทนของ Portfolio ทั่วไป ส่วนผสมในปี 2567 คล้ายกับ 70/30 ระหว่างหุ้นและตราสารหนี้ แต่ในปี 2568 ภาพนี้เปลี่ยนอย่างมีนัยสำคัญ โดยสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodities) มีสัดส่วน 4% ของส่วนผสมเงินไหลเข้าโดยรวม
ผลกระทบต่อนักลงทุนไทย: โอกาสและความเสี่ยงที่ต้องประเมินใหม่
สำหรับนักลงทุนไทยโดยเฉพาะ สถานการณ์ปัจจุบันมีนัยสำคัญหลายประการที่ต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน
โอกาสที่ 1: กองทุนรวมตราสารหนี้ต่างประเทศ (FIF) ที่เน้น EM Bonds
นักลงทุนไทยที่ถือกองทุน FIF ที่ลงทุนในตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่กำลังได้รับประโยชน์ทั้งจากผลตอบแทน Yield สูงและการแข็งค่าของสกุลเงินตลาดเกิดใหม่เทียบกับดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม นักลงทุนที่ไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน (Unhedged) จำเป็นต้องพิจารณาว่าบาทที่แข็งค่าขึ้นเทียบกับดอลลาร์อาจกัดกินผลตอบแทนเมื่อแปลงกลับมาเป็นบาท
โอกาสที่ 2: กองทุน ETF ที่ลงทุนใน EM Bonds ผ่านตลาดหลักทรัพย์
ปัจจุบันนักลงทุนไทยสามารถเข้าถึง EM Bond ETF เช่น EMB, EMLC หรือ VWOB ผ่านบัญชีหลักทรัพย์ต่างประเทศได้โดยตรง ETF เหล่านี้มีข้อดีในแง่ความคุ้มค่า ประสิทธิภาพทางภาษี และความยืดหยุ่นในการซื้อขาย ซึ่งเหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการกระจายพอร์ตออกนอกสินทรัพย์ไทยแต่ยังคงได้รับรายได้ที่สม่ำเสมอ
โอกาสที่ 3: พันธบัตรไทยในฐานะส่วนหนึ่งของ EM Bond Universe
ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ถูกรวมอยู่ในดัชนีตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่หลายดัชนี ดอลลาร์ที่อ่อนค่าอาจดึงดูดนักลงทุนต่างชาติเข้ามาถือพันธบัตรไทยมากขึ้น ซึ่งจะสนับสนุนราคาพันธบัตรและทำให้อัตราผลตอบแทน (Yield) ในประเทศปรับลดลง เป็นประโยชน์ต่อผู้กู้ยืมและตลาดอสังหาริมทรัพย์
ความเสี่ยงที่ต้องระวัง:
ประการแรก ความเสี่ยงจากภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเป็นตัวแปรสำคัญ ดังที่เห็นจากไตรมาสแรกของปี 2569 ที่ตลาดปั่นป่วนชั่วคราว เหตุการณ์ไม่คาดฝันสามารถทำให้นักลงทุนหนีเข้าดอลลาร์ในช่วงสั้น ซึ่งส่งผลเสียต่อ EM Bonds สกุลเงินท้องถิ่น
ประการที่สอง ความเสี่ยงด้านนโยบายเฟด แม้คาดว่าเฟดจะลดดอกเบี้ยต่อ แต่การประชุมเดือนธันวาคม 2568 ที่มีความเห็นแตกแยกกัน 9 ต่อ 3 แสดงให้เห็นว่าไม่ใช่ทุกคนในเฟดเห็นด้วย และมีบางเสียงที่ไม่เห็นด้วยกับการปรับลดดอกเบี้ยเลยในปี 2569 หากเฟดหยุดลดดอกเบี้ยหรือกลับมาขึ้นดอกเบี้ย ดอลลาร์อาจแข็งค่ากลับ ซึ่งจะส่งผลเสียต่อ EM Bonds ทันที
ประการที่สาม ความเสี่ยงด้าน Credit ของบางประเทศ ตลาดเกิดใหม่ไม่ได้มีคุณภาพเท่ากันทุกประเทศ บางประเทศมีปัญหาการเงินสาธารณะหรือความเสี่ยงด้านการเมืองสูง นักลงทุนจึงควรเลือกกองทุนที่มีการกระจายความเสี่ยงในหลายประเทศและมีทีมวิเคราะห์เฉพาะทาง
ประการที่สี่ ในแง่ Portfolio Construction นักลงทุนไทยที่ถืออยู่แต่สินทรัพย์ไทยควรพิจารณาเพิ่มสัดส่วนตราสารหนี้ต่างประเทศ โดยเฉพาะ EM Bonds ที่ให้ Yield สูงกว่าพันธบัตรรัฐบาลไทยอย่างมีนัยสำคัญ โดยวิธีที่สะดวกที่สุดคือผ่านกองทุนรวม FIF ที่มีทีมผู้เชี่ยวชาญบริหารจัดการให้
บทสรุป: ยุคทองของ EM Bonds และ Active ETF กำลังดำเนินอยู่
ภาพรวมของตลาดการเงินโลกในกลางปี 2569 บ่งชี้ว่าเราอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญที่ผู้ลงทุนทุกระดับต้องทบทวนกลยุทธ์อย่างจริงจัง
ดอลลาร์สหรัฐที่กำลังเข้าสู่ตลาดหมีหลายปีตามคาดการณ์ของ Cambridge Associates เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่ายุคที่สหรัฐฯ ครองตลาดโลกอย่างเบ็ดเสร็จกำลังสิ้นสุดลง และโอกาสกำลังกระจายตัวไปยังตลาดเกิดใหม่ที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งขึ้น ตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่ที่ให้ Yield 6.9% เทียบกับตราสารหนี้สหรัฐที่ 4.2% และตราสารหนี้โลกที่ 3.6% นั้นเป็นตัวเลขที่สื่อสารตัวเองได้อย่างชัดเจน
ขณะเดียวกัน การเติบโตของ Active Fixed Income ETF ที่ดูดซับเงิน 2.38 แสนล้านดอลลาร์ในปีเดียวสะท้อนให้เห็นว่าตลาดตระหนักแล้วว่าในสภาวะที่ซับซ้อน การบริหารจัดการเชิงรุกสร้างความแตกต่างได้อย่างมีนัยสำคัญ
สำหรับนักลงทุนไทย กลยุทธ์ที่สมดุลในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ควรพิจารณาการเพิ่มสัดส่วนตราสารหนี้ต่างประเทศผ่านกองทุน FIF หรือ ETF ที่เน้นตลาดเกิดใหม่ ผสมผสานระหว่าง Hard Currency และ Local Currency EM Bonds เพื่อกระจายความเสี่ยง และพิจารณาลด Duration ยาวในพอร์ตตราสารหนี้ไทยเพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราดอกเบี้ย โดยไม่ลืมที่จะประเมินต้นทุนการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน (Hedging Cost) ที่เหมาะสมกับสถานการณ์
ที่สำคัญที่สุดคือการรักษาความยืดหยุ่น ตลาดที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วแบบนี้ต้องการพอร์ตที่ปรับตัวได้ ไม่ใช่พอร์ตที่แช่แข็งอยู่กับกลยุทธ์เดิม และนั่นคือเหตุผลที่ Active ETF และผู้จัดการกองทุนที่มีประสบการณ์กำลังได้รับความนิยมสูงขึ้นเรื่อยๆ ในยุคที่ความไม่แน่นอนกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่
