วิกฤตพลังงานโลก 2569: สงครามอิหร่านฉุด GDP เงินเฟ้อพุ่ง กระทบไทยหนัก
เมื่อโลกเพิ่งจะเริ่มหายใจได้สะดวกขึ้นหลังจากผ่านพ้นคลื่นภาษีนำเข้าครั้งใหญ่ของสหรัฐฯ ในปี 2568 บททดสอบใหม่ก็ถาโถมเข้ามาอย่างไม่ทันตั้งตัว เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน ก่อให้เกิดวิกฤตพลังงานที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุว่าเป็น “บททดสอบครั้งใหญ่” ของเศรษฐกิจโลก ช่องแคบฮอร์มุซ—ทางน้ำที่ขนส่งน้ำมันถึงราว 20% ของโลก—ถูกปิดตัว ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งพรวด เงินเฟ้อที่กำลังจะสงบลงกลับฟื้นคืนชีพ และธนาคารกลางทั่วโลกต้องเผชิญกับสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ระหว่างการดูแลเสถียรภาพราคาและการพยุงการเติบโตทางเศรษฐกิจ บทความนี้รวบรวมภาพรวมล่าสุดของสถานการณ์เศรษฐกิจมหภาค นโยบายการเงิน และผลกระทบต่อนักลงทุนไทยที่ควรจับตา
วิกฤตพลังงานจากสงครามอิหร่าน: จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของปี 2569
การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันราว 20% ของการค้าน้ำมันโลก พร้อมกับการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในอิหร่านและกลุ่มประเทศ GCC ก่อให้เกิดการหยุดชะงักของอุปทานพลังงานโลกครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ตามการประเมินขององค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA)
ราคาน้ำมันดิบ Brent ซึ่งเป็นดัชนีอ้างอิงโลก พุ่งขึ้นมากกว่า 40% นับตั้งแต่วันที่เกิดความขัดแย้งเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ไปแตะระดับประมาณ 102 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงกลางเดือนมีนาคม ขณะที่ในช่วงเวลาสูงสุด ราคา Brent ทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยพุ่งสูงสุดที่ 126 ดอลลาร์ในต้นเดือนมีนาคม
Goldman Sachs ได้ออกการวิเคราะห์ฉุกเฉิน โดยคาดการณ์ว่าราคา Brent จะเฉลี่ยอยู่ที่ 105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในเดือนมีนาคม และ 115 ดอลลาร์ในเดือนเมษายน ก่อนจะลดลงสู่ระดับ 80 ดอลลาร์ในไตรมาสสุดท้ายของปี 2569 ภายใต้สมมติฐานที่การขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังคงอยู่ในระดับต่ำมากนาน 6 สัปดาห์ ในสถานการณ์เลวร้าย หาก Brent ทะลุ 140 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลและยืนอยู่นาน 10 สัปดาห์ คาดว่าจะส่งผลให้เงินเฟ้อ PCE สิ้นปีของสหรัฐฯ พุ่งสูงถึง 3.1%
นักวิเคราะห์เตือนว่าราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นมีผลกระทบโดยตรงและทันทีต่อค่าครองชีพผู้บริโภค ไม่เพียงแต่ที่ปั๊มน้ำมัน แต่ยังรวมถึงค่าขนส่ง ราคาตั๋วเครื่องบิน และสินค้าที่ใช้น้ำมันเป็นวัตถุดิบ ซึ่งแตกต่างจากภาษีนำเข้าที่ใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะส่งผ่านไปยังราคาสินค้า ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงสะท้อนผลกระทบได้อย่างรวดเร็วกว่ามาก
สถานการณ์นี้เปรียบเสมือนพายุที่ซ้อนทับกัน เพราะโลกยังคงรับมือกับผลพวงของสงครามการค้าที่เพิ่งบรรเทาลงในปี 2568 ด้วยอัตราภาษีนำเข้าที่มีผลบังคับใช้จริงที่ราว 18.5% หลังจากลดลงจากจุดสูงสุด 25% ในช่วงเมษายน 2568
IMF ปรับลดคาดการณ์ GDP โลก — เงาของสงครามยังคงหนาทึบ
IMF ระบุในรายงาน World Economic Outlook เดือนเมษายน 2569 ที่ใช้ชื่อว่า “Global Economy in the Shadow of War” ว่า ภายใต้สมมติฐานที่ความขัดแย้งจำกัดขอบเขตและระยะเวลา เศรษฐกิจโลกคาดว่าจะขยายตัวเพียง 3.1% ในปี 2569 และ 3.2% ในปี 2570 ขณะที่เงินเฟ้อโลกคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในปีนี้ก่อนจะกลับสู่แนวโน้มลดลงในปี 2570
ก่อนเกิดสงคราม ตัวเลข GDP โลกที่คาดการณ์ไว้สูงถึง 3.4% เนื่องจากภาคเอกชนสามารถปรับตัวรับมือกับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลง ประกอบกับอัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่ลดลงจากที่ประกาศไว้เดิม การสนับสนุนทางการคลังจากบางประเทศ สภาวะทางการเงินที่เอื้ออำนวย และการเติบโตของกระแสเทคโนโลยี AI ที่แข็งแกร่ง แต่สงครามในตะวันออกกลางได้หยุดยั้งโมเมนตัมดังกล่าว
ภายใต้สถานการณ์ “เลวร้าย” ที่ความขัดแย้งยืดเยื้อและราคาน้ำมันยืนอยู่ที่ราว 100 ดอลลาร์ตลอดทั้งปี 2569 IMF ประเมินว่า GDP โลกอาจลดลงเหลือเพียง 2.5% ในปีนี้ และหากสถานการณ์เลวร้ายยิ่งกว่านั้น GDP โลกอาจร่วงลงสู่ระดับ 2% ซึ่งจะทำให้โลกเข้าใกล้ภาวะถดถอยทางเทคนิค
IMF ระบุด้วยว่าเงินเฟ้อโลกภายใต้สถานการณ์อ้างอิงอยู่ที่ 4.4% ซึ่งเป็นการเบี่ยงออกจากแนวโน้มก่อนหน้าอย่างชัดเจน ขณะที่ในสถานการณ์เลวร้ายเงินเฟ้ออาจพุ่งถึง 5.4% ผลกระทบกระจายออกไม่เท่ากัน โดยภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือเผชิญการปรับลด GDP สะสมราว 3 เปอร์เซ็นต์พอยต์สำหรับปี 2569–2570
Pierre-Olivier Gourinchas หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ IMF ระบุชัดเจนว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในอ่าวเปอร์เซียนั้น “ใหญ่โตมากมาย มากกว่าที่คิด” และมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกมากกว่าภาษีนำเข้ารอบแรกของทรัมป์ในปีที่แล้วอย่างมีนัยสำคัญ
ในขณะเดียวกัน OECD คาดการณ์ว่าหากสงครามยืดเยื้อ เงินเฟ้อในสหรัฐฯ อาจพุ่งสูงถึง 4.2% ในปี 2569 ซึ่งจะเป็นอัตราสูงสุดในกลุ่มประเทศ G7 โดยรวมเงินเฟ้อ G20 คาดจะแตะ 4% ซึ่งสูงกว่าปี 2568 ที่ 3.4% อย่างเห็นได้ชัด
เฟดสหรัฐฯ: กลืนไม่เข้าคายไม่ออกระหว่างเงินเฟ้อและการเติบโต
ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) คือหนึ่งในสถาบันที่ต้องเผชิญกับสภาวะที่ยากลำบากที่สุดท่ามกลางวิกฤตนี้
Fed คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่กรอบ 3.5–3.75% ในการประชุมเดือนเมษายน 2569 โดยระบุว่าพัฒนาการในตะวันออกกลางก่อให้เกิดความไม่แน่นอนในระดับสูงต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ คณะกรรมการยืนยันว่ามุ่งมั่นทั้งในด้านการสนับสนุนการจ้างงานสูงสุดและการดึงเงินเฟ้อกลับสู่เป้าหมาย 2%
รายงานการประชุม FOMC เดือนเมษายนที่เปิดเผยต่อสาธารณะเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เผยให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่ Fed ส่วนใหญ่ในการประชุมล่าสุดมองว่าการขึ้นอัตราดอกเบี้ยอาจจำเป็น หากสงครามอิหร่านยังคงกดดันเงินเฟ้อต่อไป การประชุมครั้งดังกล่าวยังมีเสียงโหวต “ไม่เห็นด้วย” ถึงสี่เสียง ซึ่งเป็นจำนวนสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2535
ตามคาดการณ์เศรษฐกิจล่าสุด (SEP) ของ Fed เจ้าหน้าที่มองว่าเงินเฟ้อทั้ง headline และ core จะอยู่ที่ 2.7% ณ สิ้นปี 2569 เพิ่มขึ้นจากที่คาดไว้เดิมในเดือนธันวาคมที่ 2.5% ขณะที่ GDP สหรัฐฯ คาดว่าจะขยายตัว 2.4% ในปีนี้ ซึ่งสูงขึ้นเล็กน้อยจากคาดการณ์ก่อนหน้าที่ 2.3%
ความซับซ้อนยิ่งทวีขึ้นเมื่อ วาระการดำรงตำแหน่งของประธาน Fed เจอโรม พาวเวลล์ สิ้นสุดลงในเดือนพฤษภาคม 2569 การเปลี่ยนถ่ายผู้นำอาจนำมาซึ่งความไม่แน่นอนในด้านนโยบาย โดยนักวิเคราะห์บางส่วนคาดว่าประธานคนใหม่อาจพยายามลดดอกเบี้ยลง 1–2 ครั้งเพื่อนำอัตราดอกเบี้ยเข้าใกล้กรอบ 3.0–3.25% ขึ้นอยู่กับข้อมูลเงินเฟ้อและตลาดแรงงาน
รายงาน FOMC เดือนเมษายนยังระบุว่าสมาชิกหลายรายต้องการยกเลิกถ้อยคำที่แสดงนัย “easing bias” ออกจากแถลงการณ์หลังการประชุม โดยเน้นว่านโยบายการเงินไม่ได้เดินบนเส้นทางที่กำหนดไว้ล่วงหน้า และการตัดสินใจในแต่ละครั้งจะขึ้นอยู่กับข้อมูลในการประชุมนั้นๆ
ECB และธนาคารกลางยุโรป: ยืนอยู่บนทางสองแพร่ง
ฝั่งยุโรปก็ไม่ได้อยู่ในสภาวะที่สบายกว่านัก ธนาคารกลางยุโรป (ECB) เผชิญกับแรงกดดันสองด้านพร้อมกัน
ในการประชุมเดือนมีนาคม 2569 ECB ตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยหลักทั้งสามไว้ไม่เปลี่ยนแปลง พร้อมระบุว่าสงครามในตะวันออกกลางทำให้แนวโน้มเศรษฐกิจมีความไม่แน่นอนสูงมาก สร้างความเสี่ยงด้านบวกต่อเงินเฟ้อและความเสี่ยงด้านลบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ ในสถานการณ์อ้างอิง เงินเฟ้อ headline ในยูโรโซนคาดว่าจะเฉลี่ยอยู่ที่ 2.6% ในปี 2569
เงินเฟ้อยูโรโซนเร่งตัวขึ้นสู่ระดับ 2.6% ในเดือนมีนาคม ซึ่งสูงสุดนับตั้งแต่กรกฎาคม 2567 ขับเคลื่อนโดยต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ตลาดปัจจุบันคาดการณ์การขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ ECB ถึง 3 ครั้งในปี 2569 โดยครั้งแรกอาจมาเร็วสุดในเดือนมิถุนายน
ทั้ง ECB และธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) คงอัตราดอกเบี้ยไว้ในการประชุมเดือนมีนาคม เมื่อสงครามเริ่มเขย่าเศรษฐกิจโลก ขณะที่ตลาดรีบสะท้อนความคาดหวังการขึ้นดอกเบี้ยโดยทั้งสองธนาคารกลาง นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดว่าผู้กำหนดนโยบายจะ “มองผ่าน” เสียงรบกวนของการพุ่งขึ้นของเงินเฟ้อชั่วคราวและคงอัตราดอกเบี้ยไว้นานกว่าที่ตลาดคาด ที่ 2% สำหรับ ECB และ 3.75% สำหรับ BOE
ก่อนหน้าที่สงครามจะเริ่มต้น เส้นทางของ ECB ดูเหมือนจะชัดเจนกว่านี้มาก ในเดือนกุมภาพันธ์ ECB หยุดวงจรการลดดอกเบี้ยเป็นครั้งที่ 5 ติดต่อกัน โดยเงินเฟ้อยูโรโซน ณ เดือนมกราคม ลงมาแตะ 1.7% ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมาย 2% ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์บางส่วนมองว่าค่าเงินยูโรที่แข็งค่าขึ้นอาจทำให้ ECB ต้องพิจารณาลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม
ธนาคารกลางญี่ปุ่น: ระหว่างสภาวะ Stagflation และเป้าหมายเงินเฟ้อ
ญี่ปุ่นเป็นอีกหนึ่งเศรษฐกิจหลักที่เผชิญกับความท้าทายที่เป็นเอกลักษณ์ในปี 2569
ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ไม่เปลี่ยนแปลง พร้อมปรับลดคาดการณ์การเติบโตเศรษฐกิจปีงบประมาณ 2569 เหลือเพียง 0.5% จากเดิม 1.0% ขณะที่ปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อ core อย่างรวดเร็วจาก 1.9% ขึ้นมาสู่ 2.8% ธนาคารเตือนว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นมีแนวโน้มชะลอตัว เนื่องจากราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้นจากวิกฤตตะวันออกกลางคาดว่าจะกดดันกำไรของภาคธุรกิจและรายได้จริงของครัวเรือน
Shigeto Nagai หัวหน้าทีมเศรษฐศาสตร์ญี่ปุ่นของ Oxford Economics ระบุกับ CNBC ว่า สถานการณ์ “stagflation เบาๆ” อาจเกิดขึ้นในญี่ปุ่นปีนี้ โดยรายได้ที่แท้จริงของครัวเรือนติดลบมาระยะหนึ่งแล้ว และคาดว่าประเทศจะเผชิญกับการเติบโตที่ซบเซาในขณะที่เงินเฟ้อยืนสูงเกิน 2%
ภาพรวมดังกล่าวสะท้อนความท้าทายที่ญี่ปุ่นต้องเผชิญมาหลายปี ขณะที่ BOJ เพิ่งเริ่มปรับขึ้นดอกเบี้ยออกจากกรอบติดลบ ก็ต้องหยุดชะงักอีกครั้งเมื่อวิกฤตพลังงานใหม่ถาโถมเข้ามา
เศรษฐกิจโลกก่อนสงคราม: บทเรียนแห่งความยืดหยุ่น
เพื่อให้เข้าใจบริบทได้อย่างครบถ้วน ควรย้อนกลับไปดูว่าเศรษฐกิจโลกอยู่ในสภาพใดก่อนที่สงครามจะเริ่มต้น
ในเดือนมกราคม 2569 IMF ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP โลกปี 2569 ขึ้นเป็น 3.3% เพิ่มขึ้น 0.2 เปอร์เซ็นต์พอยต์จากคาดการณ์เดิมในเดือนตุลาคม ขับเคลื่อนโดยความสามารถในการปรับตัวของภาคธุรกิจต่ออัตราภาษีสหรัฐฯ ที่ลดลงสู่ระดับ 18.5% และกระแสการลงทุนใน AI ที่แข็งแกร่ง
ธนาคารโลกก็ปรับเพิ่มคาดการณ์เช่นกัน โดยมองว่า GDP โลกจะขยายตัว 2.6% ในปี 2569 ดีขึ้นจากคาดการณ์เดิม 2.4% เมื่อเดือนมิถุนายน ชี้ว่าเศรษฐกิจโลกแสดงให้เห็นความ “ยืดหยุ่นอย่างน่าประหลาดใจ” แม้เผชิญกับความตึงเครียดทางการค้าในระดับ “ประวัติศาสตร์”
ก่อนเกิดสงคราม IMF คาดการณ์ว่าเงินเฟ้อโลกจะลดลงสู่ประมาณ 3% ในปี 2569 จาก 4.2% ในปี 2568 ส่งผลให้คาดว่าธนาคารกลางหลักๆ จะสามารถลดอัตราดอกเบี้ยต่อไปได้ เอื้อต่อการบริโภคภาคครัวเรือนและการขยายตัวของธุรกิจ
ปัจจัยเชิงบวกก่อนสงครามได้แก่ การเติบโตของ AI ที่ดันการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ศักยภาพการเติบโตของการค้าภาคบริการ และการที่ภาคเอกชนปรับตัวได้เร็วกว่าที่คาด แต่ทั้งหมดนั้นถูกหยุดชะงักโดยการปิดช่องแคบฮอร์มุซและความเสียหายต่อสิ่งอำนวยความสะดวกด้านพลังงานที่สำคัญในภูมิภาค
ผลกระทบต่อไทย: เศรษฐกิจเล็กเปราะบาง ท่ามกลางพายุใหญ่
ประเทศไทยเป็นหนึ่งในเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตนี้อย่างเด่นชัด เนื่องจากพึ่งพาการนำเข้าพลังงานในสัดส่วนสูง
ธนาคารแห่งประเทศไทยกับการตอบสนองเชิงนโยบาย
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ในการประชุมเดือนเมษายน 2569 โดยคณะกรรมการนโยบายการเงินลงมติเป็นเอกฉันท์ ระบุว่าต้องการประเมินผลกระทบของราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจากสงครามตะวันออกกลาง ขณะที่ยังต้องพยุงเศรษฐกิจที่เผชิญการบริโภคอ่อนแอและหนี้ครัวเรือนสูง ธปท. ลดดอกเบี้ยครั้งสุดท้ายในเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นเซอร์ไพรส์ตลาด
ธปท. ปรับลดคาดการณ์ GDP ปี 2569 เหลือ 1.3% ขณะที่ในสถานการณ์ที่ความขัดแย้งยืดเยื้อ 6–9 เดือน ราคาน้ำมันอาจพุ่งสู่ 135–145 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทำให้เศรษฐกิจไทยอาจขยายตัวได้เพียง 0.2% ขณะที่เงินเฟ้อพุ่งสูงถึง 5.8%
KKP Research คาดการณ์ว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะอยู่ที่ราว 1.0% ตลอดปี 2569 และ 2570 โดยการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกถูกเลื่อนออกไปเป็นปี 2571 อย่างไรก็ดี คณะกรรมการนโยบายการเงินยังคงเปิดทางสำหรับการลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมหากสภาวะเศรษฐกิจเลวร้ายลงอีก
ค่าเงินบาทและแรงกดดันเงินเฟ้อ
เงินบาทอ่อนค่าลงราว 6% นับตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่เกิดสงคราม โดยอยู่ที่ระดับประมาณ 32.79 บาทต่อดอลลาร์ มีการพยากรณ์ว่าอาจลื่นไถลลงสู่ 35 บาทหากความขัดแย้งยืดเยื้อ
นักวิเคราะห์ระบุว่าทุกการขึ้นราคาน้ำมัน 10% เหนือระดับอ้างอิง 72 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะผลักดันเงินเฟ้อ headline ของไทยเพิ่มขึ้นประมาณ 0.8 เปอร์เซ็นต์พอยต์
ผลกระทบไม่ได้มาในรูปแบบการขาดแคลนน้ำมันโดยตรง แต่มาในรูปแบบของต้นทุนที่สูงขึ้นต่อเนื่อง ราคาเชื้อเพลิง ค่าขนส่ง ต้นทุนวัตถุดิบ และการหยุดชะงักด้านโลจิสติกส์ ล้วนส่งผ่านไปสู่ค่าครองชีพของครัวเรือนและต้นทุนการดำเนินธุรกิจ
ภาคการท่องเที่ยวและความเปราะบางเชิงโครงสร้าง
ไทยนำเข้าสินค้าจากตะวันออกกลางถึง 8.3% ของมูลค่านำเข้ารวม โดยมีความเสี่ยงสำคัญด้านปุ๋ย ซึ่งประมาณหนึ่งในสามของการนำเข้าปุ๋ยมาจากภูมิภาคนี้ คาดว่าสต๊อกสำรองจะเพียงพอถึงเดือนสิงหาคม 2569 นอกจากนี้ยังมีอะลูมิเนียม เคมีภัณฑ์ปิโตรเคมี และเรซินพลาสติก
ภาคการท่องเที่ยวก็ได้รับผลกระทบหนักเช่นกัน การปิดน่านฟ้าในศูนย์กลางตะวันออกกลางสำคัญทำให้นักท่องเที่ยวระยะไกลจากยุโรปและสหรัฐฯ ลังเล โดยองค์การการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ปรับลดคาดการณ์รายได้ท่องเที่ยวปี 2569 ลงเหลือ 1.52 ล้านล้านบาท จากเป้าหมายเดิม
รัฐบาลไทยประกาศแผนกู้เงินสูงสุด 500,000 ล้านบาท (ราว 15,400 ล้านดอลลาร์) ภายในเดือนตุลาคม เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจ พร้อมคงอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่ 7% ไปอีกหนึ่งปี และวางแผนเปิดตัวโครงการอุดหนุนผู้บริโภคในเดือนมิถุนายน
แนวโน้มสถานการณ์และสัญญาณที่ต้องติดตาม
ณ ปลายเดือนพฤษภาคม 2569 สถานการณ์โดยรวมมีความไม่แน่นอนสูง แต่มีแนวโน้มสำคัญที่นักลงทุนควรติดตามอย่างใกล้ชิด
สัญญาณบวก (ที่ต้องติดตาม): การหยุดยิงชั่วคราวระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ประกาศในเดือนเมษายน ส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นสู่ระดับประมาณ 32 บาทต่อดอลลาร์ และรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านยืนยันว่าการเข้าถึงช่องแคบฮอร์มุซจะยังคงเปิดอยู่ โดยขึ้นอยู่กับการประสานงานกับกองทัพอิหร่าน แม้ว่าสถานการณ์ยังเปราะบาง แต่นี่คือสัญญาณเชิงบวกที่ควรจับตา
สัญญาณลบ (ที่ต้องระวัง):
- ความขัดแย้งที่อาจยืดเยื้อเกินคาด
- เงินเฟ้อที่ฝังตัวในระบบเศรษฐกิจยาวนานกว่าที่ธนาคารกลางคาดไว้
- การขึ้นดอกเบี้ยของ Fed หรือ ECB ที่จะส่งแรงกระแทกมาสู่ตลาดเกิดใหม่ รวมถึงประเทศไทย
- ความเสี่ยง stagflation ที่ทั้ง IMF และ OECD เตือนไว้
IMF ยังเน้นย้ำว่าธนาคารกลางอาจ “มองผ่าน” การพุ่งขึ้นของราคาพลังงานชั่วคราวและคงดอกเบี้ยไว้ท่ามกลางกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอลงได้ แต่ก็ต่อเมื่อความคาดหวังเงินเฟ้อระยะยาวยังคง “ยึดเหนี่ยว” อยู่ได้
บทสรุป: กลยุทธ์สำหรับนักลงทุนไทยในภาวะไม่แน่นอน
เศรษฐกิจโลกในปี 2569 เดินมาถึงจุดที่ซับซ้อนที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตพลังงานในทศวรรษ 1970s สงครามอิหร่านได้พลิกผันทุกสมมติฐานที่วางไว้ต้นปี ทำให้ทั้งธนาคารกลาง นักเศรษฐศาสตร์ และนักลงทุนต้องปรับกรอบการวิเคราะห์ใหม่ทั้งหมด
สำหรับนักลงทุนไทย บทเรียนสำคัญที่ควรนำมาพิจารณาในการวางกลยุทธ์พอร์ตโฟลิโอได้แก่:
1. ระมัดระวังความผันผวนของค่าเงินบาท ในสถานการณ์ที่ยังไม่มีความชัดเจน เงินบาทยังคงมีความเสี่ยงด้านอ่อนค่า โดยเฉพาะหากสงครามยืดเยื้อและนักลงทุนต่างชาติถอนเงินออกจากตลาดเกิดใหม่
2. จับตาแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของ Fed อย่างใกล้ชิด ในขณะที่ตลาดคาดการณ์ว่า Fed อาจปรับขึ้นดอกเบี้ยหากเงินเฟ้อไม่ลดลงตามคาด การขึ้นดอกเบี้ยใดๆ จะกดดัน SET index ผ่านการแข็งค่าของดอลลาร์และแรงขายจากนักลงทุนต่างชาติ
3. กระจายความเสี่ยงสู่สินทรัพย์ที่ได้ประโยชน์จากราคาพลังงานสูง หุ้นกลุ่มพลังงาน โดยเฉพาะบริษัทที่มีรายได้จากการสำรวจและผลิตน้ำมันในประเทศ อาจได้รับประโยชน์จากราคาที่สูงขึ้น
4. หลีกเลี่ยงหุ้นที่ไวต่อต้นทุนพลังงานสูง กลุ่มสายการบิน ปิโตรเคมีต้นน้ำ และโลจิสติกส์มีความเสี่ยงสูงกว่าค่าเฉลี่ยตลาด
5. ติดตามการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน ทุกสัญญาณในเชิงการเจรจาสันติภาพจะส่งผลโดยตรงต่อราคาน้ำมัน ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่สุดของเศรษฐกิจไทยในขณะนี้
โลกอยู่ในช่วงเวลาที่ต้องการความอดทนและความระมัดระวังมากที่สุด การตัดสินใจลงทุนในช่วงนี้ควรคำนึงถึงสถานการณ์หลายสถานการณ์พร้อมกัน มากกว่าการเดิมพันกับสถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่งเพียงอย่างเดียว
