คู่มือ AFP รับมือความผันผวนธุรกิจ: วิเคราะห์เชิงลึกการสร้าง Financial Resilience ในโลกที่ไม่แน่นอน

คู่มือ AFP รับมือความผันผวนธุรกิจ: วิเคราะห์เชิงลึกการสร้าง Financial Resilience ในโลกที่ไม่แน่นอน

ในอดีต หลายองค์กรอาจมองความผันผวนทางธุรกิจเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว เช่น วิกฤตเศรษฐกิจโลกหรือปัญหาซัพพลายเชนที่เกิดเฉพาะช่วงเวลา แต่ในปัจจุบัน ความผันผวนได้กลายเป็น “สภาพแวดล้อมถาวร” ที่ธุรกิจต้องเผชิญอยู่ตลอดเวลา

แรงกดดันจากหลายปัจจัย เช่น ภาวะเงินเฟ้อ การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และพฤติกรรมผู้บริโภคที่ไม่แน่นอน ทำให้องค์กรไม่สามารถใช้วิธีคิดแบบเดิมที่เน้นการวางแผนระยะยาวแบบตายตัวได้อีกต่อไป

ด้วยเหตุนี้ Association for Financial Professionals จึงได้จัดทำคู่มือ “AFP FP&A Guide to Navigating Business Turbulence” เพื่อเป็นแนวทางเชิงกลยุทธ์และเชิงปฏิบัติ สำหรับองค์กรที่ต้องการเพิ่มความสามารถในการรับมือกับความไม่แน่นอน และสร้างความแข็งแกร่งทางการเงินอย่างยั่งยืน

Financial Resilience: มากกว่าการเอาตัวรอด

แนวคิด “Financial Resilience” ไม่ได้หมายถึงเพียงการอยู่รอดในช่วงวิกฤต แต่หมายถึงความสามารถขององค์กรในการ “ยืนหยัดและเติบโต” แม้ต้องเผชิญกับความผันผวน

องค์กรที่มี Financial Resilience จะมีความสามารถในหลายด้าน ได้แก่:

  • รับแรงกระแทก (Absorb shocks):
    องค์กรสามารถรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดคิด เช่น รายได้ลดลงอย่างฉับพลัน หรือซัพพลายเชนสะดุด โดยไม่กระทบต่อการดำเนินงานหลักอย่างรุนแรง เช่น มีเงินสำรองเพียงพอ หรือมีโครงสร้างต้นทุนที่ยืดหยุ่น
  • ปรับตัวได้รวดเร็ว (Adapt quickly):
    เมื่อสถานการณ์เปลี่ยน องค์กรสามารถปรับกลยุทธ์ได้ทันที เช่น เปลี่ยน supplier, ปรับ pricing model หรือปรับช่องทางการขายโดยใช้ digital platform
  • ฟื้นตัวและเติบโต (Recover and grow):
    หลังผ่านวิกฤต องค์กรสามารถกลับมาเติบโตได้เร็วกว่า competitors เพราะมีระบบและข้อมูลที่พร้อมกว่า

วิเคราะห์เชิงลึก

องค์กรที่มี resilience สูง มักมีโครงสร้างที่ “ยืดหยุ่น” มากกว่าบริษัททั่วไป เช่น:

  • มี cash buffer
  • มี data visibility
  • มีทีมงานที่ตัดสินใจได้เร็ว

ในทางกลับกัน องค์กรที่ไม่มี resilience มักเผชิญปัญหา chain reaction เช่น:
“รายได้ลด → ขาดเงินสด → ตัดสินใจผิด → สูญเสียความสามารถแข่งขัน”

การฝัง “ความผันผวน” ลงในกระบวนการวางแผน

AFP เน้นว่าองค์กรต้องเปลี่ยน mindset จาก:
“วางแผนเพื่อความแน่นอน” → “วางแผนเพื่อความไม่แน่นอน”

เครื่องมือสำคัญ

1. Scenario Planning (การวางแผนหลายสถานการณ์)

องค์กรควรสร้างหลาย scenario เช่น:

  • Best Case:
    เศรษฐกิจดี ยอดขายเติบโต → วางแผนขยายธุรกิจ เพิ่มการลงทุน
  • Base Case:
    สถานการณ์ปกติ → ดำเนินงานตามแผน
  • Worst Case:
    รายได้ลด ต้นทุนเพิ่ม → เตรียมแผนลดค่าใช้จ่าย รักษาสภาพคล่อง

ข้อดี: ทำให้ไม่ต้อง “คิดใหม่” ทุกครั้งที่เกิดวิกฤต เพราะมีแผนรองรับอยู่แล้ว

2. Rolling Forecast (การคาดการณ์แบบต่อเนื่อง)

แทนที่จะ forecast ปีละครั้ง:

  • องค์กรควร update ทุกเดือน หรือทุกไตรมาส
  • ใช้ข้อมูลล่าสุดในการตัดสินใจ

ตัวอย่าง:
ถ้ายอดขายไตรมาสแรกต่ำกว่าคาด องค์กรสามารถปรับ forecast ทั้งปีทันที

3. Risk Awareness (การสร้างวัฒนธรรมรับรู้ความเสี่ยง)

ไม่ใช่แค่ทีม finance เท่านั้น แต่ทั้งองค์กรต้อง:

  • เข้าใจ risk
  • report risk
  • มี mindset proactive

วิเคราะห์

ปัญหาที่พบบ่อยคือ:

  • องค์กรใช้ข้อมูลย้อนหลังมากเกินไป
  • ไม่มี integration ระหว่างทีม
  • ระบบข้อมูลไม่ real-time

ดังนั้น การพัฒนา “process + mindset” สำคัญกว่าเครื่องมือเพียงอย่างเดียว

Framework VUCA: เครื่องมืออ่านเกมธุรกิจ

VUCA เป็น framework ที่ช่วยให้เข้าใจโลกที่ซับซ้อน:

  • Volatility (ความผันผวน):
    การเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว เช่น ราคาน้ำมันหรือค่าเงิน
  • Uncertainty (ความไม่แน่นอน):
    ไม่สามารถคาดการณ์ได้ เช่น นโยบายรัฐบาล
  • Complexity (ความซับซ้อน):
    มีหลายปัจจัยเกี่ยวข้อง เช่น supply chain global
  • Ambiguity (ความคลุมเครือ):
    ข้อมูลไม่ชัดเจน เช่น พฤติกรรมลูกค้าใหม่

วิเคราะห์เชิงลึก

VUCA ช่วยให้ผู้บริหาร:

  • แยกแยะประเภทของปัญหา
  • เลือกเครื่องมือแก้ไขที่เหมาะสม
  • ลด bias ในการตัดสินใจ

บทบาท CFO: จาก Growth Driver → Risk Guardian

ในช่วงปกติ CFO จะเน้น:

  • ROI
  • Growth
  • Investment

แต่ในช่วงวิกฤต CFO ต้องเปลี่ยนบทบาทเป็น:

  • ผู้ปกป้องสภาพคล่อง:
    ตรวจสอบ cash flow อย่างใกล้ชิด
  • ผู้บริหารความเสี่ยง:
    วิเคราะห์ risk scenario
  • ผู้สื่อสาร:
    สื่อสารกับ stakeholder อย่างโปร่งใส

วิเคราะห์

CFO ยุคใหม่ต้อง combine:

  • Financial skill
  • Strategic thinking
  • Leadership

“Cash is King”: การบริหารเงินสดเชิงลึก

เงินสดคือ “เส้นเลือด” ขององค์กร

แนวทาง

  • ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น:
    เช่น เลื่อน project ที่ไม่ critical
  • เพิ่ม visibility:
    ใช้ dashboard เพื่อติดตาม cash real-time
  • เพิ่ม liquidity:
    เช่น credit line หรือ refinancing

วิเคราะห์

บริษัทจำนวนมาก “กำไรดีแต่ล้ม” เพราะ cash flow ไม่พอ

Supply Chain: จาก Efficiency → Resilience

ในอดีตองค์กรเน้น:

  • ลดต้นทุน
  • optimize efficiency

แต่ปัจจุบันต้องเน้น:

  • ความยืดหยุ่น
  • ความต่อเนื่อง

แนวทาง

  • Diversify supplier:
    ไม่พึ่งพาแหล่งเดียว
  • Flexible contract:
    ปรับปริมาณได้
  • Inventory strategy:
    balance ระหว่าง cost กับ risk

Data & Analytics: อาวุธเชิงกลยุทธ์

องค์กรควร:

  • ใช้ real-time dashboard:
    เห็น performance ทันที
  • ใช้ predictive model:
    คาดการณ์แนวโน้ม
  • standardize analysis:
    ลดความผิดพลาด

วิเคราะห์

องค์กรที่ใช้ data:

  • react เร็ว
  • decision แม่น
  • competitive advantage สูง

Forecasting & Reporting

แนวทางใหม่

  • อัปเดตบ่อยขึ้น
  • ใช้ scenario
  • report ละเอียดขึ้น

ผลลัพธ์:
ผู้บริหารมี visibility และตัดสินใจได้เร็ว

Upside vs Downside Strategy

องค์กรต้องเตรียม 2 แผน:

Downside:

  • ลดต้นทุน
  • รักษา cash
  • ลดหนี้

Upside:

  • ลงทุนเพิ่ม
  • ขยายตลาด
  • ทำ M&A

วิเคราะห์

องค์กรที่พร้อมทั้ง 2 ด้าน จะ:
“ไม่เพียงรอด แต่โตได้ในวิกฤต”

Insight เชิงกลยุทธ์จาก AFP

1. Speed สำคัญกว่า Perfection

การตัดสินใจเร็วช่วยลดความเสียหาย

2. Data คือหัวใจ

ไม่มี data = ตัดสินใจแบบเดา

3. Resilience คือความได้เปรียบ

องค์กรที่ยืดหยุ่นจะชนะในระยะยาว

บทสรุป

ในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
องค์กรต้องเปลี่ยนจาก “การวางแผนแบบคงที่”
ไปสู่ “การวางแผนแบบยืดหยุ่น”

คู่มือ AFP แสดงให้เห็นว่า:

  • ความผันผวนไม่ใช่ศัตรู
  • แต่เป็นสิ่งที่ต้องเตรียมรับมือ

และท้ายที่สุด

องค์กรที่แข็งแกร่งที่สุด
ไม่ใช่องค์กรที่ไม่มีวิกฤต
แต่คือองค์กรที่ “พร้อมรับมือทุกวิกฤต และใช้มันเป็นโอกาส”

Similar Posts

  • เงินทุนโลกพลิกขั้ว! ETF บอนด์ตลาดเกิดใหม่ผลตอบแทนพุ่ง รับยุคดอลลาร์อ่อนปี 2026

    ตลาดการเงินโลกกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ หลังจากนักลงทุนสถาบันทั่วโลกเริ่มทยอยปรับโครงสร้างพอร์ตการลงทุนครั้งใหญ่ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2026 โดยกระแสเงินทุนที่เคยกระจุกตัวอยู่ในสินทรัพย์สหรัฐฯ โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ กำลังไหลออกไปสู่ตลาดต่างประเทศมากขึ้น ทั้งในรูปแบบหุ้นและตราสารหนี้ ปรากฏการณ์นี้ถูกขนานนามในวงการว่า “Sell America” trade ซึ่งสะท้อนความกังวลเรื่องระดับการกระจุกตัวของพอร์ตลงทุนที่สูงเกินไปในสินทรัพย์อเมริกัน ประกอบกับเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่าต่อเนื่อง และผลตอบแทนที่โดดเด่นของตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่ทั้งในปี 2025 ที่ผ่านมาและต่อเนื่องมาถึงปีนี้ จากการรวบรวมข้อมูลของสำนักข่าวและบริษัทจัดการกองทุนชั้นนำระดับโลก พบว่าตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets Bonds) เป็นกลุ่มสินทรัพย์ที่ทำผลตอบแทนโดดเด่นที่สุดในกลุ่มตราสารหนี้ทั้งปี 2025 ที่ผ่านมา และยังคงรักษาโมเมนตัมเชิงบวกต่อเนื่องมาในปี 2026 ขณะเดียวกัน หุ้นต่างประเทศนอกสหรัฐฯ ก็กลับมาเป็นที่สนใจของนักลงทุนอีกครั้ง หลังจากตกอยู่ในเงาของตลาดสหรัฐฯ มานานนับทศวรรษ บทความนี้จะพาไปสำรวจภาพรวมของกระแสการลงทุนที่กำลังเปลี่ยนแปลง พร้อมเจาะลึกมุมมองผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันการเงินชั้นนำ และวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับนักลงทุนไทยที่ต้องการกระจายความเสี่ยงไปยังต่างประเทศ กระแส “Sell America” และจุดเปลี่ยนของพอร์ตลงทุนทั่วโลก ปรากฏการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในตลาดการเงินโลกขณะนี้ไม่ใช่การที่นักลงทุนเทขายสินทรัพย์สหรัฐฯ ออกไปทั้งหมด แต่เป็นการกระจายความเสี่ยงให้กว้างขึ้น ทีมผู้เชี่ยวชาญด้าน ETF ที่ปรากฏตัวในรายการ “ETF Edge” ของ CNBC ระบุว่า เงินทุนจำนวนมากกำลังไหลเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ ไม่เพียงแค่ในส่วนของหุ้น แต่ยังรวมถึงตราสารหนี้เครดิตของตลาดเกิดใหม่และกลยุทธ์การลงทุนในตราสารหนี้รูปแบบอื่นๆ ด้วย โดยปัจจัยที่ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนี้ ได้แก่…

  • กลยุทธ์พอร์ตหุ้นของ Greg Abel: 60% ของ Berkshire ลงทุนใน 9 หุ้นหลัก บอกอะไรนักลงทุนได้บ้าง?

    การเปลี่ยนแปลงผู้นำจาก Warren Buffett ไปสู่ Greg Abel ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนตัวบุคคล แต่เป็น “การเปลี่ยนโครงสร้างทางความคิด” ของหนึ่งในองค์กรลงทุนที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง Berkshire Hathaway ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา Berkshire ถูกขับเคลื่อนด้วยแนวคิดแบบ Buffett คือ: แต่เมื่อ Greg Abel เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ภาพที่เริ่มปรากฏคือ “การจัดระเบียบพอร์ต” ให้ชัดเจนขึ้นผ่านการสร้าง core holdings ที่มีน้ำหนักสูงมากในพอร์ต ซึ่งสะท้อนแนวคิดที่ต่างจาก Buffett เล็กน้อยในเชิง “โครงสร้างการบริหาร” แม้จะยังอยู่บนพื้นฐานเดียวกันในเชิง “คุณภาพของธุรกิจ” สิ่งที่น่าสนใจคือ Berkshire ไม่ได้ลดความซับซ้อนของพอร์ตเพียงเพราะความง่ายในการบริหาร แต่กำลังสะท้อนแนวคิดใหม่ว่า ในโลกที่ข้อมูลล้นและตลาดผันผวนสูง การมี “แกนหลักของพอร์ต” ที่ชัดเจนคือสิ่งจำเป็นต่อการรักษาความมั่นคงของผลตอบแทนระยะยาว โครงสร้าง Core Holdings: 9 หุ้นที่กำหนดทิศทางพอร์ต 60% ของ Berkshire หนึ่งในประเด็นสำคัญที่สุดคือการที่ 9 หุ้นหลักคิดเป็นประมาณ 60% ของพอร์ตหุ้นมูลค่ารวมกว่า 320,000…

  • | |

    ทองคำ-เงินทำนิวไฮ น้ำมันผันผวนรับเกมฮอร์มุซ เฟดพลิกความคาดหวัง

    ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์โลกกลับมาเป็นศูนย์กลางความสนใจของนักลงทุนอีกครั้งในสัปดาห์แรกของเดือนสิงหาคม 2026 เมื่อราคาทองคำพุ่งขึ้นเฉียดระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่บริเวณ 4,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่ราคาเงิน (Silver) ทะยานทะลุ 64 ดอลลาร์ต่อออนซ์ สร้างสถิติสัปดาห์ที่ดีที่สุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ส่วนราคาน้ำมันดิบเบรนต์แกว่งตัวรุนแรงในกรอบ 83–90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ตามข่าวความคืบหน้าของดีลเปิดช่องแคบฮอร์มุซระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นท่ามกลางรายงานการจ้างงานสหรัฐฯ ที่อ่อนแอเกินคาดอย่างมาก จนพลิกความคาดหวังของตลาดเรื่องทิศทางนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และผลักดันดัชนีวอลล์สตรีททำสถิติปิดสูงสุดใหม่ บทความนี้จะพาผู้อ่านเจาะลึกทีละประเด็น พร้อมประเมินผลกระทบต่อพอร์ตของนักลงทุนไทย ทองคำทะยานเฉียดนิวไฮ แรงหนุนจากจ้างงานอ่อนแอและความหวังเฟดผ่อนคลาย ทองคำยังคงเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่โดดเด่นที่สุดของปี 2026 โดยสัปดาห์ที่ผ่านมาราคากลับมาเคลื่อนไหวใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์อีกครั้ง CNBC รายงานว่า ราคาทองคำตลาดสปอต ณ ช่วงเช้าวันศุกร์ที่ 7 สิงหาคม อยู่ที่ราว 4,356 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพิ่มขึ้นจากระดับ 4,252 ดอลลาร์ในวันพฤหัสบดีก่อนหน้าอย่างชัดเจน ขณะที่ Yahoo Finance ระบุว่าราคาทองคำขยับขึ้นไปแตะ 4,411 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในช่วงเช้าวันเดียวกัน ถือเป็นระดับที่ไม่เคยเห็นมาตั้งแต่กลางเดือนมิถุนายน แรงขับเคลื่อนหลักมาจากรายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) ประจำเดือนกรกฎาคมที่ออกมาผิดคาดอย่างรุนแรง TheStreet รายงานว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ…

  • กลยุทธ์พอร์ตการลงทุนปี 2026: ETF พันธบัตร และตลาดเกิดใหม่ โอกาสทองที่นักลงทุนไทยไม่ควรพลาด

    นับเป็นช่วงเวลาที่น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับโลกการลงทุน เมื่อภาพรวมตลาดการเงินโลกในปี 2026 ถูกพลิกโฉมด้วยสามปัจจัยสำคัญที่ทำงานสอดประสานกัน ได้แก่ เงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่าลงต่อเนื่อง คลื่นเงินทุนมหาศาลที่ไหลทะลักเข้าสู่ ETF และพันธบัตรตลาดเกิดใหม่ที่กลับมาส่องประกายอีกครั้งหลังจากถูกมองข้ามมาหลายปี สำหรับนักลงทุนไทยที่กำลังมองหาโอกาสในตลาดต่างประเทศ ปีนี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ต้องจับตามอง ETF พันธบัตร: ดาวเด่นแห่งปี 2025 ต่อเนื่องสู่ 2026 ปี 2025 เป็นปีแห่งการพิสูจน์ตัวเองอย่างแท้จริงของ ETF พันธบัตร ข้อมูลจาก Morningstar ระบุว่า ตลาด ETF ตราสารหนี้บันทึกยอดเงินไหลเข้าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2025 ด้วยกระแสเงินรวมกว่า 384,000 ล้านดอลลาร์ โดย active ETF สามารถดึงดูดเงินทุนได้ถึง 38% ของกระแสเงินไหลเข้าทั้งหมดในตลาด ETF ตราสารหนี้ ความสำเร็จนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ปี 2025 เพราะ Morningstar คาดการณ์ว่าแนวโน้มนี้จะยังคงดำเนินต่อไป ปัจจุบัน เงินที่ลงทุนใน bond ETF คิดเป็น 29.6% ของเงินลงทุนรวมในกองทุนพันธบัตรทั้งหมด ณ สิ้นเดือนพฤศจิกายน 2025…

  • น้ำมัน-ทองคำ-เงิน ผันผวนหนัก! วิกฤตฮอร์มุซพลิกโฉมตลาดสินค้าโภคภัณฑ์โลกปี 2026

    โลกการเงินกำลังเผชิญกับพายุลูกใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ เมื่อความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลและอิหร่านที่ปะทุขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ได้ส่งคลื่นกระแทกรุนแรงผ่านตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วโลก ตั้งแต่น้ำมันดิบที่พุ่งทะยานเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทองคำที่ขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์แล้วดิ่งลงอย่างน่าตกใจ ไปจนถึงเงินที่กำลังเปลี่ยนบทบาทจากโลหะมีค่าเป็นวัตถุดิบอุตสาหกรรมแห่งอนาคต บทความนี้จะพาคุณผ่านทุกมิติของตลาดสินค้าโภคภัณฑ์โลกในขณะนี้ พร้อมวิเคราะห์ผลกระทบที่นักลงทุนไทยควรเตรียมรับมือ น้ำมันดิบ: วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซและการหยุดชะงักครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและพันธมิตรสหรัฐฯ-อิสราเอล ส่งผลให้การสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซหยุดชะงักแทบทั้งหมด ซึ่งเป็นเส้นทางที่น้ำมันโลกราว 20% ต้องผ่านทุกวัน สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ได้ตั้งชื่อเหตุการณ์นี้ว่า “การหยุดชะงักของอุปทานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดน้ำมันโลก” อย่างไม่มีข้อสงสัย ข้อมูลจาก IEA ระบุว่า การปิดกั้นเส้นทางขนส่งในช่องแคบฮอร์มุซส่งผลให้ปริมาณน้ำมันที่ขาดหายไปจากการผลิตของประเทศในตะวันออกกลางสะสมแตะ 1 พันล้านบาร์เรลแล้ว โดยมีกำลังการผลิตที่หยุดชะงักถึง 14 ล้านบาร์เรลต่อวัน ตัวเลขนี้มหาศาลถึงขนาดที่ทำให้นักวิเคราะห์หลายรายถึงกับเปรียบเทียบกับวิกฤตพลังงานในทศวรรษ 1970 ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งขึ้นเกิน 6% แตะระดับ 118.03 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2022 ขณะที่น้ำมัน WTI ของสหรัฐฯ ปิดตลาดที่ 106.88 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพื่อบรรเทาแรงกระแทก IEA ได้ตัดสินใจปล่อยน้ำมันสำรองฉุกเฉิน 400 ล้านบาร์เรล อย่างไรก็ตาม…

  • |

    ตลาดหุ้นเอเชียระส่ำ นิกเกอิดิ่ง-เซตร่วง ขณะนักลงทุนจับตาซัมมิต Trump-Xi และสงครามอิหร่าน

    ตลาดหุ้นเอเชียสัปดาห์นี้ดำเนินไปท่ามกลางความไม่แน่นอนหลายชั้น ทั้งผลลัพธ์ของการประชุมสุดยอด Trump-Xi ณ กรุงปักกิ่ง ความตึงเครียดจากสงครามอิหร่านที่กระทบเส้นทางพลังงานโลก และการตีความนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ดัชนีนิกเกอิ 225 ของญี่ปุ่นปรับตัวลงแตะระดับ 61,644 จุด ในขณะที่ฮั่งเส็งของฮ่องกงเคลื่อนไหวรอบ 25,962 จุด ส่วนดัชนี SET ของไทยปิดที่ 1,517.95 จุด ลดลง 21.17 จุด สะท้อนแรงกดดันรอบด้านที่นักลงทุนต้องเผชิญในช่วงสัปดาห์สำคัญนี้ ซัมมิต Trump-Xi: เหตุการณ์ที่โลกจับตา การเดินทางเยือนปักกิ่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อวันที่ 14-15 พฤษภาคมที่ผ่านมา ถือเป็นการเยือนจีนของผู้นำสหรัฐฯ ที่นั่งตำแหน่งครั้งแรกในรอบเกือบ 10 ปี การเดินทางครั้งนี้ยังมีซีอีโอรายใหญ่ของสหรัฐฯ ร่วมคณะด้วย ไม่ว่าจะเป็นอีลอน มัสก์ จากเทสลา, ทิม คุก จากแอปเปิล, แลร์รี ฟิงก์ จากแบล็คร็อก และเคลลี ออร์เทอร์เบิร์ก ซีอีโอของโบอิ้ง นักวิเคราะห์จาก Goldman Sachs ระบุว่าการพูดคุยครั้งนี้มีแนวโน้มมุ่งเน้นประเด็นการค้าและการควบคุมการส่งออก ครอบคลุมทั้งภาษีศุลกากร…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *