โลกเศรษฐกิจในเงาสงคราม: ภูมิรัฐศาสตร์เขย่าการค้าโลก กระทบไทยอย่างไร 2569
| |

โลกเศรษฐกิจในเงาสงคราม: ภูมิรัฐศาสตร์เขย่าการค้าโลก กระทบไทยอย่างไร 2569

ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับแรงกดดันหลายทิศทางพร้อมกันในลักษณะที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในรอบหลายทศวรรษ ไม่ว่าจะเป็นสงครามสหรัฐฯ-อิสราเอล-อิหร่านที่ปะทุขึ้นตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ การปิดช่องแคบฮอร์มุซที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุว่าเป็น “การหยุดชะงักด้านอุปทานที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดน้ำมันโลก” ควบคู่กับสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีนที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ “การแข่งขันแบบมีการจัดการ” หลังการประชุมสุดยอดทรัมป์-สีจิ้นผิงในกรุงปักกิ่งเมื่อกลางเดือนพฤษภาคม และมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียที่กำลังดันให้เศรษฐกิจมอสโกเข้าสู่ภาวะซบเซาอย่างเป็นทางการ

IMF ปรับลดคาดการณ์เติบโตเศรษฐกิจโลกในรายงาน World Economic Outlook เดือนเมษายน 2569 เหลือเพียง 3.1% ลดลงจาก 3.4% ในปี 2568 โดยตั้งชื่อรายงานครั้งนี้อย่างตรงไปตรงมาว่า “Global Economy in the Shadow of War” หรือ “เศรษฐกิจโลกในเงาสงคราม” สะท้อนให้เห็นบรรยากาศความเสี่ยงที่ปกคลุมการตัดสินใจลงทุนทั่วโลก สำหรับประเทศไทย ผลกระทบเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว ทั้งในแง่ราคาน้ำมัน เสถียรภาพค่าเงินบาท การท่องเที่ยว และทิศทางของตลาดหุ้น SET ในช่วงที่เหลือของปี

สงครามอิหร่าน: ช็อคพลังงานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

เหตุการณ์ที่พลิกโฉมตลาดพลังงานโลกในปีนี้คือปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งนำมาซึ่งการปิดช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางขนส่งน้ำมันที่มีน้ำมันดิบราว 20% ของการค้าโลกไหลผ่านเป็นประจำทุกวัน ผลที่ตามมาคือราคาน้ำมันดิบ Brent ทะยานจากระดับ 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลก่อนสงคราม ขึ้นสู่จุดสูงสุด 126 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงต้นเดือนมีนาคม และยังคงอยู่ในระดับเฉลี่ย 103 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลตลอดเดือนมีนาคม

IEA ระบุว่าวิกฤตนี้เป็นการหยุดชะงักด้านอุปทานที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดน้ำมันโลก เทียบได้กับวิกฤตพลังงานทศวรรษ 1970 ที่สั่นสะเทือนเศรษฐกิจตะวันตกอย่างรุนแรง ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะน้ำมัน แต่ลุกลามไปถึงก๊าซ LNG รวมถึงเส้นทางการบินระหว่างประเทศที่ต้องหยุดชะงักเนื่องจากการปิดน่านฟ้าในภูมิภาค ทำให้สายการบินใหญ่อย่าง Emirates และ Qatar Airways เกือบหยุดให้บริการในช่วงวิกฤต

บนชายฝั่งฝั่งอ่าวเปอร์เซีย ประเทศสมาชิก GCC ซึ่งพึ่งพาช่องแคบฮอร์มุซสำหรับการนำเข้าอาหารกว่า 80% ของความต้องการด้านแคลอรี่ เผชิญกับภาวะสินค้าอาหารขาดแคลนอย่างรุนแรง ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในภูมิภาคพุ่งขึ้น 40-120% ทำให้ UNDP ประมาณการว่าสงครามครั้งนี้อาจดึงเม็ดเงิน GDP ของประเทศอาหรับออกไปถึง 120-194 พันล้านดอลลาร์

ทว่าเมื่อสัปดาห์ต้นเดือนเมษายน สัญญาณผ่อนคลายก็ปรากฏขึ้นเมื่อสหรัฐฯ และอิหร่านบรรลุข้อตกลงหยุดยิง 2 สัปดาห์ รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านยืนยันว่าช่องแคบฮอร์มุซจะยังเปิดให้เรือขนส่งผ่านได้ ส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งขึ้นจากระดับต่ำสุดในรอบ 10 เดือนกลับมาอยู่ที่ราว 32 บาทต่อดอลลาร์ ตลาดหุ้นทั่วโลกเข้าสู่โหมด “risk-on” อีกครั้ง แม้จะยังมีความไม่แน่นอนสูงว่าการเจรจาสันติภาพจะนำไปสู่ข้อตกลงถาวรได้หรือไม่

ทรัมป์-สีจิ้นผิง ปักกิ่งซัมมิท: สงครามการค้าเข้าสู่ยุค “การแข่งขันแบบมีการจัดการ”

หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญที่สุดของเดือนพฤษภาคม 2569 คือการประชุมสุดยอดระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีสีจิ้นผิงในกรุงปักกิ่ง เมื่อวันที่ 14-15 พฤษภาคม นับเป็นการเยือนจีนครั้งแรกของทรัมป์นับตั้งแต่ปี 2560 และเป็นการประชุมที่ตลาดการเงินจับตามองอย่างใกล้ชิดที่สุดในรอบปี

การประชุมครั้งนี้มีพื้นหลังที่ซับซ้อน หลังจากสงครามการค้าในปี 2568 ทั้งสองฝ่ายเคยปรับขึ้นภาษีนำเข้าถึงระดับมากกว่า 100% ก่อนจะค่อยๆ ลดระดับลงตามข้อตกลงเบื้องต้นที่เมืองกัวลาลัมเปอร์เมื่อเดือนตุลาคม 2568 ปัจจุบันอัตราภาษีสหรัฐฯ ต่อสินค้าจีนยังคงอยู่ในระดับเฉลี่ยเกือบ 48% สูงกว่าอัตรา 3.1% ก่อนยุคทรัมป์อย่างมาก

นักวิเคราะห์จาก Economist Intelligence Unit ระบุว่าผลลัพธ์ของการประชุมครั้งนี้ส่งสัญญาณถึงช่วงเวลาของ “เสถียรภาพที่มีการจัดการ” ซึ่งจะยั่งยืนไประยะหนึ่ง โดยความขัดแย้งจะยังคงมีอยู่แต่จะมี “กำแพงกั้น” ที่ป้องกันไม่ให้สถานการณ์ลุกลามเหมือนในปี 2568

ในแง่ผลลัพธ์เชิงธุรกิจ จีนตกลงสั่งซื้อเครื่องบิน Boeing จำนวน 200 ลำ ซึ่ง Reuters รายงานว่ามีมูลค่ารวมกว่า 37 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์โฆษณาข้อตกลงว่าเป็น “fantastic trade deals” ท่ามกลางการเดินทางร่วมของซีอีโอชั้นนำจากบริษัทใหญ่ อาทิ Elon Musk จาก Tesla และ Tim Cook จาก Apple

อย่างไรก็ตาม CBC News วิเคราะห์ว่าการประชุมครั้งนี้ “หนักไปทางพิธีกรรมมากกว่าเนื้อหาที่เป็นรูปธรรม” เพราะไม่มีข้อตกลงการค้าแบบครอบคลุม (comprehensive trade deal) ที่ผูกพันกันอย่างเป็นทางการ ฝ่ายจีนเพียงแต่แสดงความหวังว่าสหรัฐฯ จะรักษาคำมั่นว่าจะไม่ขึ้นภาษีเกินระดับที่ตกลงไว้ในกรอบกัวลาลัมเปอร์

สำหรับนักลงทุน ความสำคัญของซัมมิทปักกิ่งอยู่ที่การส่งสัญญาณว่าสงครามการค้าระหว่างสองเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของโลกกำลังเปลี่ยนจาก “การช็อคด้านภาษีแบบฝ่ายเดียว” สู่ “การแข่งขันแบบมีการจัดการ” ซึ่งแม้จะไม่ใช่ภาพที่ดีที่สุด แต่ก็ดีกว่าสถานการณ์ปีที่แล้วอย่างมาก

มาตรการคว่ำบาตรรัสเซีย: เศรษฐกิจมอสโกเข้าสู่ภาวะซบเซา

ขณะที่ตะวันออกกลางเผชิญกับวิกฤตพลังงาน รัสเซียก็กำลังสาละวนอยู่กับผลพวงจากมาตรการคว่ำบาตรตะวันตกที่เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ควบคู่กับภาระค่าใช้จ่ายทางทหารจากสงครามยูเครนที่ยังไม่มีทีท่าจะจบลง

กระทรวงเศรษฐกิจรัสเซียปรับลดคาดการณ์การเติบโต GDP ปีนี้เหลือเพียง 0.4% จากเดิมที่คาดไว้ 1.3% ขณะที่ Reuters รายงานว่าเศรษฐกิจรัสเซียหดตัว 0.3% ในไตรมาสแรก ซึ่งเป็นการหดตัวรายไตรมาสครั้งแรกนับตั้งแต่ต้นปี 2566 สะท้อนให้เห็นว่ากระแสแรงหนุนจากการใช้จ่ายทางทหารในช่วงปี 2566-2567 กำลังหมดลง

Moscow Times วิเคราะห์ว่ารัสเซียกำลังเปลี่ยนจากช่วง “การชะลอตัวแบบมีการจัดการ” ไปสู่ภาวะซบเซาอย่างเต็มรูปแบบ โดยมีสาเหตุหลักจากรายได้น้ำมันที่ลดลงเนื่องจากมาตรการคว่ำบาตร (รายได้พลังงานรัสเซียลดลงสู่ประมาณครึ่งหนึ่งของระดับปลายปี 2565) รวมถึงการขาดดุลงบประมาณที่กำลังกดดันให้รัฐบาลต้องเพิ่มภาษี ค่าใช้จ่ายกลาโหมในปี 2569 อยู่ที่ 12.93 ล้านล้านรูเบิล หรือราว 161.6 พันล้านดอลลาร์

ประเด็นที่น่าสนใจคือสงครามอิหร่านในช่วงต้นปี 2569 กลับส่งผลบวกต่อรัสเซียในระยะสั้น เนื่องจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงทำให้รายรับน้ำมันของรัสเซียเพิ่มขึ้นเฉลี่ยราว 150 ล้านดอลลาร์ต่อวันในเดือนมีนาคม แม้ว่ากองทัพเรือสหรัฐฯ จะเข้าขัดขวางเส้นทางส่งออกน้ำมันรัสเซียในเวลาต่อมา

ในระยะยาว World Bank ประเมินว่าเศรษฐกิจรัสเซียกำลังมุ่งสู่ภาวะซบเซา โดยคาดการณ์ว่า GDP จะเติบโตไม่เกิน 1% ต่อปีจนถึงปี 2571 ในขณะที่ประธานาธิบดีปูตินยังคงยืนหยัดในการต่อสู้จนกว่าจะบรรลุเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ในยูเครน

การแตกกระจายของห่วงโซ่อุปทานโลก: โอกาสและความเสี่ยงใหม่สำหรับเอเชีย

ปรากฏการณ์ที่น่าจับตามองที่สุดในภาคเศรษฐกิจจริงคือการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลกอย่างเร่งด่วน ซึ่ง IMF เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “Reorientation of Global Trade” หรือ “การปรับทิศทางการค้าโลก”

สหรัฐอเมริกา จีน และบริษัทข้ามชาติต่างพบว่าตนเองไม่สามารถตัดความพึ่งพาซึ่งกันและกันได้อย่างง่ายดาย บริษัทอเมริกันหลายแห่งที่ย้ายฐานการผลิตออกจากจีนตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมาหันไปพึ่งพาเวียดนาม อินเดีย ไทย และประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะที่บริษัทจีนก็หาลูกค้าใหม่ในยุโรปและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่มมากขึ้น

ข้อมูลน่าสนใจจากรายงานของ U.S.-China Economic and Security Review Commission เดือนพฤษภาคม 2569 ระบุว่าการส่งออกของจีนในไตรมาสแรกของปีนี้เติบโต 14% จากปีก่อนหน้า คิดเป็นมูลค่า 977.6 พันล้านดอลลาร์ โดยการส่งออกไปยังกลุ่มประเทศ Southeast Asia เติบโตถึง 20% และไปยังแอฟริกาเติบโตถึง 32% สะท้อนให้เห็นว่าจีนประสบความสำเร็จในการเปิดตลาดใหม่ทดแทนตลาดสหรัฐฯ

IMF ประมาณการว่าการค้าระหว่างประเทศในปี 2568 เติบโต 3.8% แต่ปีนี้คาดว่าจะชะลอตัวลงเหลือเพียง 2.2% สะท้อนให้เห็นว่าแม้ห่วงโซ่อุปทานจะปรับตัว แต่ค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนเส้นทางการค้ายังคงเป็นภาระต่อการเติบโตโดยรวม

เลขาธิการ UN António Guterres ระบุว่า “การผสมผสานของแรงกดดันทางเศรษฐกิจ ภูมิรัฐศาสตร์ และเทคโนโลยีกำลังปรับโฉมภูมิทัศน์โลก สร้างความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจใหม่และช่องว่างความเปราะบางทางสังคม” ซึ่งนักลงทุนในตลาดเกิดใหม่รวมถึงไทยต้องนำมาพิจารณาในการวางกลยุทธ์การลงทุนอย่างจริงจัง

ภูมิทัศน์ใหม่ที่กำลังก่อร่างขึ้นคือโลกที่แบ่งออกเป็นกลุ่มการค้าตามแนวเขตภูมิรัฐศาสตร์มากขึ้น ทั้งกลุ่มสหรัฐฯ-พันธมิตร และกลุ่มจีน-ประเทศ Global South ซึ่ง World Bank ระบุว่าการก่อตัวของ “regional trade blocs” เหล่านี้กำลัง “จำกัดศักยภาพการเติบโตของโลก”

ผลกระทบต่อไทย: พึ่งพามากเกินไปในจุดเสี่ยง

สำหรับประเทศไทย ความเปราะบางของเศรษฐกิจต่อแรงกระแทกจากภายนอกในปีนี้สะท้อนออกมาในรูปแบบที่เป็นรูปธรรมหลายด้าน

ด้านพลังงาน: ไทยพึ่งพาตะวันออกกลางถึงราว 52% ของการนำเข้าพลังงานทั้งหมด ทำให้ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงในช่วงวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตและต้นทุนชีวิตประจำวัน Nation Thailand รายงานว่าราคาน้ำมัน Brent พุ่งเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และสูงสุดถึง 126 ดอลลาร์ในต้นเดือนมีนาคม ก่อนที่จะเริ่มลดลงหลังการหยุดยิง

TRIS Rating ประมาณการว่าในสถานการณ์ที่ความขัดแย้งยืดเยื้อ 6 เดือน ราคาน้ำมัน Dubai Crude จะอยู่ที่ประมาณ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งจะผลักดันให้เงินเฟ้อไทยเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 4-5% และจะดึงให้ GDP เติบโตเหลือเพียง 1.0% จากคาดการณ์พื้นฐาน 2.1%

ด้านการท่องเที่ยว: TRIS ประเมินว่านักท่องเที่ยวต่างชาติอาจลดลงจากเป้าหมาย 35 ล้านคน เหลือเพียง 32-33 ล้านคนในสถานการณ์ที่ความขัดแย้งยืดเยื้อ เนื่องจากการปิดน่านฟ้าและค่าตั๋วเครื่องบินที่สูงขึ้น 10-20% ทำให้นักท่องเที่ยวจากยุโรปและสหรัฐฯ ลังเล Thailand Business News รายงานว่า TAT ปรับลดเป้าหมายรายได้การท่องเที่ยวปีนี้ลงเหลือ 1.52 ล้านล้านบาท

ด้านค่าเงิน: ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 25 bps สู่ระดับ 1.0% ในเดือนกุมภาพันธ์ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ค่าเงินบาทอ่อนลงราว 6% นับตั้งแต่สงครามปะทุในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ และเคยอ่อนค่าสูงสุดถึงระดับ 33 บาทต่อดอลลาร์ก่อนที่จะแข็งค่ากลับมาอยู่ที่ราว 32 บาทหลังข่าวหยุดยิง คาดการณ์ว่าหากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังยืดเยื้อ ค่าเงินบาทอาจอ่อนลงสู่ระดับ 33-35 บาทต่อดอลลาร์ได้อีกครั้ง

ด้านตลาดหุ้น: Kongkiat Opaswongkarn ซีอีโอของ Asia Plus Group Holdings ระบุผ่าน Bangkok Post ว่า แม้ไทยจะไม่ได้อยู่ในสมรภูมิโดยตรง แต่โครงสร้างเศรษฐกิจไทยทำให้ต้อง “รับผลกระทบอย่างเต็มๆ” ทั้งนี้ SET Index เคยมีความเสี่ยงที่จะทดสอบระดับ 1,400 จุด ในช่วงที่ความตึงเครียดสูงสุด แต่ปัจจุบันบริษัทหลักทรัพย์ประมาณการกำไรต่อหุ้นของบริษัทจดทะเบียนรวมที่ 95 บาทในปีนี้ เติบโต 7.2% จากปีก่อน พร้อมตั้งเป้าหมายดัชนีสิ้นปีที่ 1,580 จุด หลังความตึงเครียดเริ่มลดลง

ด้านการนำเข้าจากตะวันออกกลาง: ไทยนำเข้าสินค้าจากตะวันออกกลางราว 8.3% ของมูลค่านำเข้ารวม โดยเฉพาะปุ๋ยที่มาจากภูมิภาคนี้ราวหนึ่งในสาม ซึ่งหากขาดแคลนต่อเนื่องจะกระทบภาคเกษตรไทยในช่วงปลายปี

มองไปข้างหน้า: โลกในยุคความเสี่ยงซ้อนทับ

รายงาน World Economic Outlook ของ IMF เดือนเมษายน 2569 ชี้ให้เห็นว่าความเสี่ยงต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโลก “ยังคงเอียงไปทางด้านลบ” (tilted to the downside) โดยตัวแปรสำคัญที่ต้องติดตามมีอยู่หลายประการ

ประการแรก ผลของการประชุมสุดยอดทรัมป์-สีจิ้นผิงในปักกิ่งว่าจะนำไปสู่ข้อตกลงการค้าที่ครอบคลุมได้หรือไม่ เนื่องจากนักวิเคราะห์ตั้งข้อสังเกตว่าการประชุมสุดยอดทรัมป์ครั้งแรกในปี 2560 ที่สร้างข้อตกลงเชิงพาณิชย์มูลค่ากว่า 250 พันล้านดอลลาร์ ก็ไม่ได้ป้องกันการเสื่อมสลายของความสัมพันธ์ในปี 2561 ได้

ประการที่สอง วิวัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางว่าการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านจะมีความคืบหน้าอย่างไร กาบิเน็ตทรัมป์ยังคงประชุมอยู่เพื่อหาทางออกตามรายงานล่าสุดเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม ขณะที่ AP รายงานว่าสหรัฐฯ อาจต้องใช้เวลาหลายปีในการเติมเต็มคลังอาวุธล้ำสมัยที่ใช้ไปในสงครามอิหร่าน

ประการที่สาม ทิศทางการเติบโตของจีน ซึ่ง World Bank คาดการณ์ว่า GDP จีนจะชะลอตัวสู่ 4.4% ในปีนี้ และ 4.2% ในปีหน้า เนื่องจากอุปสงค์ภายในที่ซบเซาและปัญหาโครงสร้างที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข ซึ่งจะมีผลสำคัญต่อการส่งออกของไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยรวม

ประการที่สี่ นโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างแรงกดดันเงินเฟ้อจากราคาพลังงานและความต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจที่กำลังชะลอตัว IMF คาดว่าเงินเฟ้อโลกจะลดลงจาก 4.1% ในปี 2568 สู่ 3.8% ในปีนี้ แต่ความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางทำให้คาดการณ์นี้มีความเสี่ยงด้านสูงอย่างมีนัยสำคัญ

สรุปและมุมมองสำหรับนักลงทุนไทย

เศรษฐกิจโลกในปี 2569 กำลังดำเนินไปภายใต้แรงกดดันที่ซับซ้อนและหลากหลายมิติกว่าช่วงใดในรอบหลายทศวรรษ ทั้งสงครามร้อนในตะวันออกกลาง สงครามการค้าที่กำลังปรับสู่ภาวะสมดุลใหม่ระหว่างสหรัฐฯ และจีน มาตรการคว่ำบาตรที่กำลังฉุดรั้งเศรษฐกิจรัสเซีย และการแตกกระจายของห่วงโซ่อุปทานโลก

สำหรับนักลงทุนไทย ประเด็นที่ควรติดตามอย่างใกล้ชิดในช่วงไตรมาส 2-3 ของปี 2569 ได้แก่

ระยะสั้น (1-3 เดือน): ติดตามความคืบหน้าการเจรจาสันติภาพสหรัฐฯ-อิหร่าน ซึ่งจะกำหนดทิศทางราคาน้ำมันและค่าเงินบาท หากการเจรจาสำเร็จและราคาน้ำมันลดลงสู่ระดับ 75-80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ตลาดหุ้นไทยจะได้รับแรงหนุนอย่างมีนัยสำคัญ หุ้นกลุ่มที่จะได้ประโยชน์มากที่สุดหากสถานการณ์คลี่คลายคือกลุ่มท่องเที่ยว การบิน เทคโนโลยี และการบริโภค

ระยะกลาง (3-6 เดือน): ติดตามการดำเนินงานตามข้อตกลงทรัมป์-สีจิ้นผิง โดยเฉพาะในส่วนของ Boeing สินค้าเกษตร และ rare earths ที่อาจเปิดโอกาสใหม่ให้ห่วงโซ่อุปทานในอาเซียนซึ่งไทยเป็นส่วนหนึ่ง นอกจากนี้การที่จีนขยายตลาดส่งออกมายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่มขึ้น อาจสร้างทั้งโอกาสในฐานะ “ประเทศทางผ่าน” และความเสี่ยงจากการแข่งขันทางการค้าที่รุนแรงขึ้น

ระยะยาว (มากกว่า 6 เดือน): ในยุค geoeconomic fragmentation ที่โลกแบ่งออกเป็นกลุ่มการค้าตามแนวภูมิรัฐศาสตร์ ไทยจำเป็นต้องวางตำแหน่งตนเองอย่างระมัดระวังในฐานะประเทศที่ยังคงรักษาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับทั้งสองกลุ่มได้ นี่อาจเป็นทั้งโอกาสและความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเศรษฐกิจไทยในทศวรรษข้างหน้า

Kongkiat จาก Asia Plus สรุปได้อย่างกินใจว่า “วิกฤตไม่ได้กำจัดโอกาส แต่เพียงเปลี่ยนตำแหน่งว่าโอกาสนั้นอยู่ที่ไหน” นักลงทุนที่สามารถอ่านแผนที่ภูมิรัฐศาสตร์ใหม่นี้ได้ถูกต้องและรวดเร็ว คือผู้ที่จะได้เปรียบในสภาวะตลาดที่ยังคงผันผวนสูงตลอดช่วงที่เหลือของปีนี้

Similar Posts

  • | |

    S&P 500 ทะลุ 7,800 จุดทำนิวไฮ! เงินเฟ้อชะลอ-เฟดจ่อคงดอกเบี้ย

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันพฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม 2026 ด้วยการทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์อีกครั้ง เมื่อดัชนี S&P 500 ทะยานผ่านระดับ 7,800 จุดได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ท่ามกลางบรรยากาศการลงทุนที่ผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด หลังตัวเลขเงินเฟ้อฝั่งผู้ผลิต (PPI) ประจำเดือนกรกฎาคมออกมา “แบนราบ” เกินความคาดหมายของนักเศรษฐศาสตร์ ตอกย้ำสัญญาณจากดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ในวันก่อนหน้าที่บ่งชี้ว่าแรงกดดันด้านราคากำลังคลี่คลาย และเปิดทางให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจ “คงดอกเบี้ย” ต่อไปได้ แทนที่จะต้องเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมตามที่ตลาดหวาดกลัวมาตลอดหลายเดือน ทว่าเบื้องหลังตัวเลขนิวไฮที่ดูสวยงามนั้น กลับซ่อนความเปราะบางและความขัดแย้งเชิงโครงสร้างเอาไว้หลายชั้น ทั้งภาวะสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ยืดเยื้อและยังปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ เส้นเลือดใหญ่ของการค้าน้ำมันโลก การแบ่งฝ่ายภายในคณะกรรมการนโยบายการเงินของเฟดที่ยังหาข้อยุติไม่ได้ ตลอดจนปรากฏการณ์ที่หุ้นกลุ่มปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่าง Cisco และ Cerebras ถูกเทขายอย่างหนัก ทั้งที่รายงานผลประกอบการออกมาเติบโตแข็งแกร่ง สะท้อนว่าตลาดกำลังเข้าสู่ช่วงที่ “ดีแค่ไหนก็ยังไม่พอ” บทความนี้จะพาผู้อ่านไปสำรวจภาพรวมทั้งหมดของวอลล์สตรีทในสัปดาห์นี้ พร้อมวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจส่งตรงถึงพอร์ตของนักลงทุนไทย ภาพรวมตลาด: สามดัชนีหลักปิดบวก S&P 500 นำทัพทำนิวไฮเหนือ 7,800 จุด ในการซื้อขายวันพฤหัสบดี ดัชนี S&P…

  • ตลาดคริปโตสะเทือน! Bitcoin หลุด 65,000 ดอลลาร์ STRC ของ Saylor เริ่มสะดุด

    ตลาดคริปโทเคอร์เรนซีทั่วโลกยังคงอยู่ในภาวะ “อ่อนแรง” ต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 4-5 นับตั้งแต่ปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดยล่าสุด Bitcoin (BTC) ซื้อขายอยู่ที่ระดับประมาณ 64,000-64,200 ดอลลาร์สหรัฐ ลดลงกว่า 2% ในรอบสัปดาห์ ขณะที่เหรียญกลุ่ม DeFi และ Smart Contract Platform ร่วงลงหนักกว่าตลาดโดยรวม สาเหตุหลักมาจากแรงเทขายต่อเนื่องของกองทุน Spot Bitcoin ETF ในสหรัฐฯ ที่สูญเสียเงินทุนไปแล้วกว่า 5,000-6,000 ล้านดอลลาร์ในช่วงเดือนมิถุนายน รวมถึงความปั่นป่วนในตลาดหุ้นบุริมสิทธิ์ของบริษัท Strategy (เดิมชื่อ MicroStrategy) ที่ราคาหุ้น STRC ร่วงลงทำสถิติต่ำสุดใหม่ จนต้องระงับการขายหุ้นเพิ่มทุนชั่วคราว นอกจากนี้ยังมีแรงกดดันจากกลุ่มผู้ขุดเหมือง (Miners) ที่กว่า 20% กำลังขาดทุนจากต้นทุนการผลิตที่สูงกว่าราคาตลาด ขณะที่ฝั่ง Ethereum (ETH) ซึ่งซื้อขายอยู่ในช่วง 1,700-1,750 ดอลลาร์ ยังมีปัจจัยบวกจากการอัปเกรดเครือข่ายครั้งใหญ่ “Glamsterdam” และการไหลเข้าของ ETF ที่กลับมาเป็นบวกอีกครั้งหลังหยุดไหลออกต่อเนื่อง 17 วัน…

  • |

    Yum Brands ผลประกอบการเหนือคาด หลัง Taco Bell ยอดขายสาขาเดิมพุ่ง 8%

    ในสภาพแวดล้อมที่ผู้บริโภคชาวอเมริกันกำลังระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และอุตสาหกรรมร้านอาหารบริการด่วนโดยรวมกำลังเผชิญกับแรงกดดันทั้งจากต้นทุนที่สูงขึ้นและการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น Yum Brands กลับสามารถรายงานผลประกอบการไตรมาสแรกที่เหนือกว่าการคาดการณ์ของวอลล์สตรีทได้อย่างน่าประทับใจในวันพุธที่ผ่านมา โดยมี Taco Bell เป็นพระเอกหลักที่สร้างการเติบโตอย่างโดดเด่น ในขณะที่แบรนด์อื่นในกลุ่มยังคงต้องดิ้นรนกับความท้าทายของตัวเอง ผลประกอบการครั้งนี้ไม่เพียงแต่พิสูจน์ให้เห็นว่ากลยุทธ์ของ Taco Bell ได้ผลในระยะสั้น แต่ยังตั้งคำถามสำคัญเกี่ยวกับอนาคตระยะยาวของ Yum Brands ในฐานะองค์กรที่มีแบรนด์หลักสามแบรนด์ที่มีระดับสุขภาพทางธุรกิจแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ตัวเลขหลัก: เหนือคาดทั้งกำไรและรายได้ เปรียบเทียบผลจริงกับการคาดการณ์ของ LSEG ออกมาดังนี้ กำไรต่อหุ้นปรับปรุงอยู่ที่ 1.50 ดอลลาร์ เทียบกับที่คาดไว้ 1.38 ดอลลาร์ เหนือกว่าถึง 12 เซนต์ หรือประมาณ 8.7% และรายได้อยู่ที่ 2,060 ล้านดอลลาร์ เทียบกับที่คาดไว้ 2,040 ล้านดอลลาร์ กำไรสุทธิในไตรมาสแรกอยู่ที่ 432 ล้านดอลลาร์ หรือ 1.55 ดอลลาร์ต่อหุ้น เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจาก 253 ล้านดอลลาร์ หรือ 90 เซนต์ต่อหุ้น ในช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งหมายความว่ากำไรสุทธิเพิ่มขึ้นถึง 70.8%…

  • ตลาดคริปโตเดือดร้อน: Bitcoin สะดุดที่ $77,000 ขณะ ETF ไหลออก $1 พันล้าน DeFi โดนแฮก และ Trump Media ถอนแผน ETF

    วันที่ 21 พฤษภาคม 2569 ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลทั่วโลกกำลังเผชิญกับพายุหลายลูกพร้อมกัน ณ ขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นเงินทุนสถาบันที่ไหลออกจาก Bitcoin ETF เป็นครั้งแรกในรอบ 7 สัปดาห์ รวมถึงมูลค่ากว่า 1,000 ล้านดอลลาร์ภายในสัปดาห์เดียว การที่ Trump Media ถอนแผนเปิดตัว ETF คริปโต ไปจนถึงเหตุการณ์ช็อควงการ DeFi เมื่อโปรโตคอล Echo ถูกแฮกผ่านการปลอมแปลง eBTC มูลค่ากว่า 76.7 ล้านดอลลาร์บน Blockchain Monad สัปดาห์ที่ผ่านมาจึงถือเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่ตึงเครียดที่สุดของตลาดในปี 2569 นี้ ราคา Bitcoin ยังคงเคว้งอยู่ในกรอบแคบๆ รอบ $76,000–$77,000 ขณะที่ Ethereum ดิ่งลงแตะ $2,100 ท่ามกลางความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์จากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และแรงกดดันจากผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่พุ่งสูงขึ้น บทความนี้จะพาท่านวิเคราะห์ทุกประเด็นที่กำลังส่งสัญญาณกำหนดทิศทางของตลาดในช่วงสัปดาห์นี้ Bitcoin ติดหล่ม $77,000: ตลาดรอสัญญาณจากสงครามอิหร่านและอัตราดอกเบี้ย ภาพรวมราคาของ…

  • พอร์ตการลงทุน 2026: รีบาลานซ์สู่ยุคใหม่ เมื่อ ETF, พันธบัตรตลาดเกิดใหม่ และสินทรัพย์ดิจิทัลกำหนดอนาคตนักลงทุน

    นักลงทุนทั่วโลกกำลังเผชิญกับการปรับโครงสร้างพอร์ตครั้งใหญ่ที่สุดในรอบทศวรรษ เมื่อสภาพแวดล้อมทางการเงินปี 2566 ผลักดันให้กลยุทธ์คลาสสิกอย่าง “60/40” (หุ้น 60% พันธบัตร 40%) ต้องถูกทบทวนใหม่อย่างเร่งด่วน ขณะที่ตลาดพันธบัตรตลาดเกิดใหม่กลับมาโดดเด่น กองทุน ETF รูปแบบใหม่ระเบิดตัวออกมาอย่างไม่เคยเห็นมาก่อน และสินทรัพย์ดิจิทัลที่ถูก tokenize กำลังทลายเส้นแบ่งระหว่างโลกการเงินดั้งเดิมกับโลก Web3 อย่างไม่หันกลับ จาก CoinDesk ถึง CryptoSlate รวมถึงรายงานจากบริษัทจัดการสินทรัพย์ระดับโลกอย่าง VanEck, BlackRock, และ iShares ต่างออกมาส่งสัญญาณเตือนไปในทิศทางเดียวกัน: นักลงทุนที่ยึดติดกับกรอบความคิดเดิมในปี 2025 อาจพลาดโอกาสสำคัญที่กำลังเปิดขึ้นในครึ่งหลังของปี 2026 ไม่ว่าจะเป็นอัตราผลตอบแทนที่น่าสนใจของพันธบัตรตลาดเกิดใหม่ การหลั่งไหลของ Crypto ETF มากกว่า 100 รายการที่คาดว่าจะได้รับการอนุมัติจาก SEC และตลาด tokenized real-world assets (RWA) ที่ขยายตัวทะลุ 32,000 ล้านดอลลาร์ บทวิเคราะห์นี้รวบรวมพัฒนาการล่าสุดจากแหล่งข้อมูลชั้นนำระดับโลก เพื่อช่วยให้นักลงทุนไทยเข้าใจภูมิทัศน์การลงทุนที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และปรับกลยุทธ์พอร์ตให้สอดรับกับโอกาสและความเสี่ยงในช่วงที่เหลือของปีนี้ พันธบัตรตลาดเกิดใหม่: ดาวเด่นที่ซ่อนอยู่ในพอร์ตปี 2026…

  • |

    โภคภัณฑ์โลกเดือดร้อน: น้ำมันพุ่ง ทองยืนสูง เงินผันผวน เมื่อฮอร์มุซยังคับแคบ

    ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์โลกยังคงอยู่ในภาวะปั่นป่วนสูงในเดือนพฤษภาคม 2569 หลังวิกฤตการณ์ตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ ส่งผลให้ช่องแคบฮอร์มุซปิดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ กระทบการส่งออกน้ำมันดิบกว่า 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือราว 1 ใน 5 ของอุปทานโลก ณ วันที่ 21 พฤษภาคม 2569 ราคาน้ำมัน Brent อยู่ที่ประมาณ 105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ทองคำซื้อขายบริเวณ 4,550 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และตลาดพลังงานโลกก็เผชิญกับความตึงเครียดที่ไม่เคยพบเห็นในรอบหลายทศวรรษ นักลงทุนไทยและภาคธุรกิจไม่อาจเมินเฉยต่อคลื่นยักษ์ลูกนี้ได้อีกต่อไป ช่องแคบฮอร์มุซ: หัวใจที่หยุดเต้นของตลาดพลังงานโลก เหตุการณ์ที่เริ่มปะทุขึ้นในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 กลายเป็นจุดเปลี่ยนครั้งประวัติศาสตร์ของตลาดพลังงานโลก เมื่อความขัดแย้งทางทหารในตะวันออกกลางลุกลามจนนำไปสู่การปิดตัวของช่องแคบฮอร์มุซอย่างมีนัยสำคัญ การปิดช่องแคบดังกล่าวนับเป็นการปิดที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ โดยก่อนเกิดความขัดแย้ง มีน้ำมันดิบราว 20 ล้านบาร์เรลต่อวันผ่านช่องแคบแห่งนี้ คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 20% ของปริมาณน้ำมันทั้งหมดในโลก ผลกระทบปรากฏชัดเจนในทันที รัฐบาลสหรัฐฯ และพันธมิตรประเมินว่าอิรัก ซาอุดีอาระเบีย คูเวต สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ และบาห์เรน รวมกันลดการผลิตน้ำมันดิบลงถึง 10.5 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนเมษายน ซึ่งเป็นตัวเลขที่สั่นสะเทือนตลาดพลังงานโลกอย่างรุนแรง…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *