Nvidia $81.6 พันล้าน Microsoft AI $37 พันล้าน และ Apple ทุบสถิติ: Big Tech เขย่าโลก

Nvidia $81.6 พันล้าน Microsoft AI $37 พันล้าน และ Apple ทุบสถิติ: Big Tech เขย่าโลก

คลื่นกำไรของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ในสหรัฐอเมริกาประจำไตรมาสแรกของปี 2569 ส่งแรงกระเพื่อมรุนแรงไปทั่วโลกการเงิน ขณะที่ตัวเลขรายได้ทะลุเพดานที่นักวิเคราะห์คาดการณ์แทบทุกแนวรบ ในห้วงเวลาเพียง 30 วัน เราได้เห็น Nvidia Corporation บันทึกรายได้ไตรมาสสูงเป็นประวัติการณ์ที่ 8.16 หมื่นล้านดอลลาร์ Microsoft ประกาศแผนลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI มูลค่ามหึมา 1.9 แสนล้านดอลลาร์ตลอดปีนี้ และ Apple พิชิตยอดขายไตรมาส March ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ 111.2 พันล้านดอลลาร์ ท่ามกลางความกังวลด้านภาษีนำเข้าและปัญหาการขาดแคลนชิปหน่วยความจำที่รุมเร้าห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก

ไม่เพียงเท่านั้น กระแสการมาถึงของ “Agentic AI” หรือปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถดำเนินงานได้เองโดยอัตโนมัติ กำลังกลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาทางธุรกิจครั้งใหม่ที่ผลักดันความต้องการชิปประมวลผลและโครงสร้างพื้นฐาน Data Center ไปสู่ระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน สำหรับนักลงทุนไทยที่ถือหน่วยลงทุนกองทุน SSF/LTF ประเภท Global Technology หรือลงทุนโดยตรงในตลาด Nasdaq ผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ ช่วงเวลานี้ถือเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

Nvidia: “โรงงาน AI” ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ

เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 Nvidia Corporation รายงานผลประกอบการไตรมาสแรกปีงบประมาณ 2570 (สิ้นสุดวันที่ 26 เมษายน 2569) ที่สร้างความตื่นตะลึงให้กับตลาดการเงินโลก ด้วยรายได้รวม 81.6 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 85% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน และเพิ่มขึ้น 20% จากไตรมาสก่อนหน้า ตัวเลขดังกล่าวแซงหน้าตัวเลขคาดการณ์ของ Bloomberg ที่ประเมินไว้ที่ 79 พันล้านดอลลาร์อย่างชัดเจน

CNBC รายงานว่า ส่วนรายได้จาก Data Center ซึ่งเป็นหัวใจหลักของธุรกิจ Nvidia พุ่งขึ้นสูงถึง 75.2 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 92% เมื่อเทียบปีต่อปี และเพิ่มขึ้น 21% จากไตรมาสก่อนหน้า ขับเคลื่อนโดยการเติบโตของผลิตภัณฑ์ Blackwell 300 และความต้องการโซลูชัน InfiniBand, Spectrum-X Ethernet และ NVLink อย่างต่อเนื่อง ตัวเลขกำไรต่อหุ้นแบบ GAAP อยู่ที่ 2.39 ดอลลาร์ ขณะที่แบบ non-GAAP อยู่ที่ 1.87 ดอลลาร์

Jensen Huang ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Nvidia ประกาศในแถลงการณ์อย่างเป็นทางการว่า “การก่อสร้างโรงงาน AI ซึ่งเป็นการขยายโครงสร้างพื้นฐานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ กำลังเร่งตัวด้วยความเร็วอันน่าทึ่ง” และปิดท้ายการประชุมนักลงทุนด้วยวลีที่กลายเป็นหัวข้อถกเถียงในวงการว่า “ไตรมาสนี้ยอดเยี่ยมมาก ความต้องการพุ่งขึ้นอย่างพาราโบลา เหตุผลเรียบง่าย: Agentic AI มาถึงแล้ว”

ที่น่าสนใจคือแม้ตัวเลขกำไรจะทะลุเพดาน แต่ราคาหุ้น Nvidia กลับปรับตัวลงในช่วง after-hours trading ซึ่ง CNBC วิเคราะห์ว่านักลงทุนส่วนหนึ่ง “ขาดทุนความคาดหวัง” เนื่องจากผลประกอบการที่ดีเยี่ยมได้ถูก “ราคาเข้าไปในตลาด” ล่วงหน้าแล้ว ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าเมื่อผลประกอบการของบริษัทดีถึงระดับหนึ่ง นักลงทุนจะหันมาพิจารณา “อะไรต่อไป” มากกว่าตัวเลขปัจจุบัน

ไต้หวันและการลงทุน $150,000 ล้านต่อปี

เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 Jensen Huang ประกาศในงานประชุมพนักงานที่ไต้หวันว่า Nvidia วางแผนเพิ่มการใช้จ่ายในไต้หวันจาก 10,000-15,000 ล้านดอลลาร์ต่อปีในอดีต ไปสู่ 100,000-150,000 ล้านดอลลาร์ต่อปีในอนาคต พร้อมประกาศแผนสร้างสำนักงานใหม่ชื่อ “Constellation” ในกรุงไทเปตอนเหนือ ซึ่งจะรองรับพนักงานได้ 4,000 คน เมื่อเปิดทำการในปี 2573 ข่าวดังกล่าวส่งผลให้ดัชนีหุ้น Taiex ของไต้หวันปิดบวก 1.7% ทำสถิติสูงสุดใหม่ในวันเดียวกัน

บริษัทยังประกาศแผนซื้อคืนหุ้นมูลค่าเพิ่มเติม 80,000 ล้านดอลลาร์ พร้อมปรับเพิ่มเงินปันผลรายไตรมาสจาก 0.01 ดอลลาร์ต่อหุ้นเป็น 0.25 ดอลลาร์ต่อหุ้น ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าเป็นสัญญาณความมั่นใจระยะยาวของผู้บริหาร

ปมจีนและชะตากรรมชิป H20

หนึ่งในปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่นักลงทุนต้องจับตาคือมาตรการควบคุมการส่งออกของสหรัฐฯ โดยในไตรมาสนี้ ไม่มีการส่งมอบผลิตภัณฑ์ Data Center Hopper ไปยังจีนเลย เทียบกับยอด 4,600 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ขณะที่รายได้จากไต้หวันพุ่งขึ้นกว่า 50% จากปีก่อน ในขณะที่รายได้จากจีนแผ่นดินใหญ่และฮ่องกงลดลงเหลือครึ่งหนึ่ง

ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์นี้บีบให้ Nvidia ต้องเร่งขยายฐานลูกค้าในภูมิภาคอื่น และบริษัทก็ประสบความสำเร็จในการกระจายรายได้โดยลูกค้า Hyperscale คิดเป็น 50% ของรายได้ Data Center ขณะที่อีก 50% มาจากลูกค้ากลุ่ม AI Cloud, อุตสาหกรรม, องค์กรธุรกิจ และลูกค้าระดับอธิปไตย (Sovereign) ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าฐานลูกค้าของ Nvidia กระจายตัวได้กว้างขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

CFO Colette Kress ยังประกาศในการประชุมนักลงทุนว่า Nvidia ตั้งเป้าเป็น “ผู้จัดหา CPU รายใหญ่ที่สุดของโลก” โดยตลาด CPU ใหม่นี้เป็น “โอกาสมูลค่า 200,000 ล้านดอลลาร์” และคาดว่าจะสร้างรายได้จาก CPU รวม 20,000 ล้านดอลลาร์ในปีนี้

Microsoft: เมื่อ AI กลายเป็นธุรกิจที่ใหญ่กว่าแฟรนไชส์เก่า

ในขณะที่โลกตื่นเต้นกับ Nvidia Microsoft ก็ไม่ยอมน้อยหน้า บริษัทซอฟต์แวร์ยักษ์ใหญ่รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ปีงบประมาณ 2569 (สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2569) ด้วยรายได้ 82.89 พันล้านดอลลาร์ แซงหน้าตัวเลขที่นักวิเคราะห์ LSEG คาดการณ์ที่ 82.05 พันล้านดอลลาร์ และกำไรต่อหุ้นแบบ adjusted อยู่ที่ 4.27 ดอลลาร์ เทียบกับที่คาดไว้ที่ 4.06 ดอลลาร์

ไฮไลต์ที่โดดเด่นที่สุดคือ Microsoft ประกาศว่ารายได้จาก AI แบบ Annualized ทะลุ 37,000 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 123% ตัวเลขนี้รวมรายได้จากลูกค้าที่ใช้บริการ AI บน Azure ทั้งหมด รวมถึงรายได้จากผู้พัฒนาโมเดล AI และเครื่องมือ AI ของ Microsoft เอง

ส่วนรายได้จาก Intelligent Cloud อยู่ที่ 34.7 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 30% โดย Azure และบริการ Cloud อื่นๆ เติบโต 40% (39% ในสกุลเงินคงที่) ขณะที่ Microsoft มียอดผูกพันเชิงพาณิชย์ (Commercial Remaining Performance Obligations) สูงถึง 627,000 ล้านดอลลาร์

แผนใช้จ่าย $190,000 ล้าน: ท้าทายหรือน่ากังวล?

ประเด็นที่ทำให้นักลงทุนบางส่วนกระวนกระวายคือในการพยากรณ์รายจ่ายด้านทุน (Capex) ที่ 190,000 ล้านดอลลาร์สำหรับปี 2569 ซึ่งจะเพิ่มขึ้น 61% จากปี 2568 CFO Amy Hood ระบุว่ามีผลกระทบ 25,000 ล้านดอลลาร์จากราคาชิปหน่วยความจำที่สูงขึ้น ตัวเลขนี้สูงกว่า Visible Alpha Consensus ที่คาดไว้ที่ 154,600 ล้านดอลลาร์อย่างมาก

CFO Hood ยืนยันว่าบริษัทคาดจะใช้จ่าย Capex รวมประมาณ 190,000 ล้านดอลลาร์ในปีปฏิทิน 2569 ซึ่งหมายความว่าต้องใช้จ่ายประมาณ 120,000 ล้านดอลลาร์ในช่วง เมษายน–ธันวาคม 2569 การลงทุนมหาศาลนี้สะท้อนให้เห็นว่า Microsoft กำลังวิ่งแข่งกับเวลาเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI ให้ทันกับความต้องการที่ระเบิดตัวออกมา

Microsoft CEO Satya Nadella เปิดเผยว่าบริษัทมีลูกค้าองค์กรที่ใช้งาน Microsoft 365 Copilot เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 20 ล้าน Paid Seats แล้ว และยังมีศักยภาพการเติบโตอีกมาก ตัวเลขนี้สำคัญมากเพราะ Copilot คือที่มาของรายได้ AI ในส่วน “ซอฟต์แวร์” ที่จะต้องพิสูจน์ ROI ให้กับองค์กรต่างๆ

ความกังวล: “AI กินซอฟต์แวร์” คือความจริงหรือ?

ประเด็นที่ยังคงปกคลุม Microsoft อยู่คือความกังวลในวงการว่า AI อาจ “กิน” ธุรกิจซอฟต์แวร์แบบดั้งเดิม แม้ว่า CEO Satya Nadella จะออกมาแย้งว่าโซลูชัน AI ของ Microsoft เป็นส่วนเสริมมากกว่าทดแทน แต่การอภิปรายดังกล่าวก็ยังคงตอกย้ำความกังวลเชิงอัตถิภาวนิยมของนักลงทุนในหุ้นซอฟต์แวร์

ราคาหุ้น Microsoft ณ วันที่รายงาน ลดลง 12% นับตั้งแต่ต้นปี 2569 หลังจากที่บริษัทมีผลการดำเนินงานรายไตรมาสแย่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 2551 อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังคงแนะนำ “ซื้อ” และมองว่าการลดลงนี้เป็นโอกาสในการเข้าลงทุน

Apple: พิชิตไตรมาส March ดีที่สุดตลอดกาล ท่ามกลางมรสุมโลก

Apple ประกาศผลประกอบการไตรมาส 2 ปีงบประมาณ 2569 (สิ้นสุดวันที่ 28 มีนาคม 2569) ด้วยรายได้รวม 111,200 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 17% จากปีก่อน และกำไรต่อหุ้น (Diluted EPS) อยู่ที่ 2.01 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 22% ซึ่งถือเป็นไตรมาส March ที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ของบริษัท

Tim Cook ประกาศว่า “วันนี้ Apple ภาคภูมิใจที่รายงานไตรมาส March ที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา ด้วยรายได้ 111,200 ล้านดอลลาร์ และการเติบโตสองหลักในทุกภูมิภาคทางภูมิศาสตร์ iPhone ทำสถิติรายได้ไตรมาส March ด้วยความต้องการที่ล้นหลามสำหรับ iPhone 17 lineup”

Apple ยังประกาศแนวโน้มรายได้ไตรมาส 3 (สิ้นสุดมิถุนายน 2569) ที่จะเพิ่มขึ้นระหว่าง 14–17% จากปีก่อน ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 9.5% อย่างมาก ส่งผลให้ราคาหุ้นพุ่งขึ้นกว่า 3% ในวันซื้อขายถัดมา

บริการและ Services: ทอง Vein ใหม่ของ Apple

หนึ่งในจุดแข็งสำคัญของ Apple ที่นักลงทุนควรจับตาคือธุรกิจ Services ซึ่งเติบโต 14% จากปีก่อน สร้างรายได้ 26,340 ล้านดอลลาร์ ครอบคลุมสมาชิก Apple TV, iCloud รวมถึงรายได้จากการอนุญาตใช้งานกับ Google, AppleCare และบริการอื่นๆ

Tim Cook ซึ่งกำลังเตรียมก้าวลงจากตำแหน่ง CEO ในเดือนกันยายนหลังจากบริหารบริษัทมาตลอด 15 ปี ยกย่อง iPhone 17 family ว่าเป็น “lineup ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของเรา”

นักวิเคราะห์จาก Bank of America มีเป้าหมายราคา 330 ดอลลาร์สำหรับ Apple พร้อมคำแนะนำ “ซื้อ” โดยระบุว่ายังคงมองบวกต่อหุ้น Apple สำหรับที่เหลือของปี 2569 เนื่องจาก iPhone มีผลงานดีกว่าที่คาด (ทั้งระดับโลกรวมถึงจีน) กำไรขั้นต้นยังคงแข็งแกร่ง และมีฐานอุปกรณ์ที่ใช้งานอยู่กว่า 2.5 พันล้านเครื่องที่จะขับเคลื่อนการเติบโตสองหลักในธุรกิจ Services

ยุทธศาสตร์ AI ของ Apple: น้อยแต่มาก

Apple เดินเกมแตกต่างจากเพื่อนร่วมวงการอย่างสิ้นเชิง ในขณะที่ Microsoft และ Meta แข่งกันทุ่มเงินหลายแสนล้านดอลลาร์เพื่อสร้าง Data Center Apple ใช้จ่าย Capex เพียง 2,370 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสล่าสุด ซึ่ง Tim Cook ยืนยันว่า “เราคือบริษัทที่มีแพลตฟอร์มดีที่สุดในโลกสำหรับ AI”

แนวทาง “Apple Intelligence” ที่เน้นการประมวลผล AI ในอุปกรณ์ (On-device AI) มากกว่าการพึ่งพา Cloud Server ขนาดใหญ่ กำลังถูกทดสอบว่าจะเพียงพอต่อการแข่งขันในยุค Agentic AI หรือไม่ โดยบริษัทได้ประกาศความร่วมมือกับ Google เพื่อใช้โมเดล Gemini เป็นตัวขับเคลื่อนส่วนหนึ่งของ Apple Intelligence ในอุปกรณ์ iPhone

มหาสงครามชิป: Agentic AI เปลี่ยนโฉมตลาดเซมิคอนดักเตอร์

หากประเมินภาพรวมอุตสาหกรรมชิปในปี 2569 คำที่โดดเด่นที่สุดในทุกการประชุมนักลงทุนคือ “Agentic AI” ซึ่งหมายถึงระบบปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถรับรู้ วางแผน และดำเนินงานได้โดยอิสระ โดยไม่ต้องรอคำสั่งทีละขั้น ซึ่งแตกต่างจาก Generative AI แบบ Chatbot ทั่วไปอย่างสิ้นเชิง

CEO ของ TSMC Wei ระบุในการประชุมนักลงทุนว่า การเปลี่ยนผ่านจาก Generative AI ไปสู่ Agentic AI เป็นตัวกระตุ้นความต้องการการประมวลผลที่สูงขึ้นอย่างมาก และสนับสนุนความต้องการชิปขั้นสูงอย่างต่อเนื่อง โดยระบุว่า “ความมั่นใจของเราในเมกาเทรนด์ AI หลายปีนี้ยังคงสูงมาก”

ภาพรวมการใช้จ่าย Capex ของ Hyperscaler

ในปีนี้เพียงปีเดียว Hyperscaler รายใหญ่ 5 ราย คาดจะทุ่มงบประมาณด้าน AI Capex รวมกันถึง 720,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่เกือบจะเกินความสามารถในการจินตนาการ และมันไม่ใช่แค่การใช้จ่ายเพื่อ “ทดลอง” อีกต่อไป แต่เป็นการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่จะกำหนดรูปแบบการแข่งขันของธุรกิจยุคหน้า

ในภาพรวม Hyperscaler 4 ราย ได้แก่ Microsoft, Meta, Alphabet และ Amazon คาดจะเพิ่ม Capex ในปีนี้เป็นกว่า 470,000 ล้านดอลลาร์ จากประมาณ 350,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2568

วิกฤติชิปหน่วยความจำ: ปัญหาที่สร้างโอกาสทอง

บริษัทวิจัย Gartner คาดการณ์ว่าการใช้จ่ายด้านชิปหน่วยความจำจะพุ่งจาก 216,000 ล้านดอลลาร์เมื่อปีก่อนไปสู่ 633,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2569 ชิปหน่วยความจำถูกใช้ทั้งในการประมวลผลและจัดเก็บชุดข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อรองรับปริมาณงาน AI

ความต้องการชิปหน่วยความจำที่พุ่งสูงนี้ส่งผลโดยตรงต่อราคาและกำไรของผู้ผลิต โดยเฉพาะ Micron Technology และ SK Hynix ซึ่งล่าสุดทั้ง SK Hynix จากเกาหลีใต้ และ Micron จากสหรัฐฯ กลายเป็นบริษัทใหม่ล่าสุดที่ก้าวเข้าสู่ระดับมูลค่าตลาด 1 ล้านล้านดอลลาร์

Gartner ยังคาดการณ์ว่ารายได้รวมของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลกอาจเติบโต 64% ในปี 2569 สู่ระดับ 1.32 ล้านล้านดอลลาร์

AMD และผู้ท้าชิงในตลาด GPU

ขณะที่ Nvidia ยังคงครองบัลลังก์ด้านชิป GPU สำหรับ AI AMD กำลังเร่งตีตีนเพิ่มส่วนแบ่งตลาดAMD มีข้อตกลงซื้อชิป GPU ขนาดใหญ่ถึง 2 สัญญา มูลค่ารวม 100,000 ล้านดอลลาร์ต่อสัญญา และเชื่อว่า Anthropic จะเริ่มใช้ชิปรุ่นใหม่ของ AMD อีกด้วย ขณะที่ AMD ยังมีโอกาสอันยิ่งใหญ่ใน Data Center CPU ซึ่งบริษัทสร้างตัวเองเป็นผู้นำตลาดที่แข็งแกร่ง

ด้วยความต้องการทั้ง GPU และ CPU ที่เกินกว่าอุปทาน AMD ควรจะรายงานผลไตรมาสที่แข็งแกร่ง และบริษัทคาดว่ารายได้จะพุ่งสูงในช่วงครึ่งหลังของปีจาก GPU รุ่น MI450 ใหม่ที่ทั้ง Meta Platforms และ OpenAI ให้ความมุ่งมั่นซื้อแล้ว

ดัชนีตลาดหุ้นโลกและผลกระทบต่อเอเชีย

ผลประกอบการของ Big Tech ในสหรัฐฯ ไม่ได้สั่นคลอนเฉพาะวอลล์สตรีต แต่ส่งแรงกระเพื่อมมาถึงตลาดเอเชียอย่างชัดเจน โดยเฉพาะตลาดหุ้นที่เชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์

ณ เดือนพฤษภาคม 2569 บริษัทเทคโนโลยีครองตลาดหุ้นโลกด้วย Nvidia นำทีมด้วยมูลค่าตลาดรวม 5.2 ล้านล้านดอลลาร์ ตามด้วย Alphabet, Apple, Microsoft และ Amazon โดย 8 ใน 10 บริษัทที่ใหญ่ที่สุดในโลกตามมูลค่าตลาดล้วนเป็นบริษัทเทคโนโลยี

สำหรับตลาดหุ้นไทย SET Index ยังคงเผชิญแรงกดดันจากหลายปัจจัยภายในประเทศ แต่กองทุนรวม Global Technology ที่ลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ ได้รับอานิสงส์อย่างชัดเจนจากกระแส AI ที่ขับเคลื่อนผลตอบแทนสูงในปีนี้

ตลาดหุ้นไต้หวัน: ชนะขาดด้วยเซมิคอนดักเตอร์

ดัชนี Taiex ของไต้หวันเป็นหนึ่งในตลาดที่ได้รับประโยชน์โดยตรงจากการเติบโตของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ โดยเฉพาะการขยายการลงทุนของ Nvidia และแนวโน้มการสั่งซื้อชิปขั้นสูงจาก TSMC ซึ่งเป็น Foundry รายใหญ่ที่สุดของโลกที่ผลิตชิปให้กับบริษัทชั้นนำแทบทุกราย

ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ก็ได้รับแรงหนุนจาก SK Hynix ที่ผลิต HBM (High Bandwidth Memory) ซึ่งเป็นชิปหน่วยความจำพิเศษที่ใช้ใน GPU ของ Nvidia โดยความต้องการ DRAM ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในชิปเร่งปัญญาประดิษฐ์ที่ทำให้ประมวลผลข้อมูลปริมาณมหาศาลได้อย่างรวดเร็ว กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด

มุมมองผู้เชี่ยวชาญ: ฟองสบู่หรือซูเปอร์ไซเคิล?

ท่ามกลางการเติบโตอย่างระเบิดตัว คำถามที่นักลงทุนทั่วโลกถกเถียงกันคือ: ทั้งหมดนี้ยั่งยืนแค่ไหน?

ฝ่ายที่มองบวกให้เหตุผลว่า การเปลี่ยนผ่านสู่ Agentic AI ไม่ใช่แค่กระแส แต่คือการปฏิวัติอุตสาหกรรมที่จะเปลี่ยนโฉมเศรษฐกิจโลกMicrosoft’s Copilot for Microsoft 365 ได้รับการนำไปใช้โดยองค์กรหลายหมื่นแห่งแล้ว ขณะที่ Salesforce, ServiceNow และผู้ให้บริการซอฟต์แวร์องค์กรรายอื่นๆ กำลังฝัง AI Assistant ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานอย่างวัดผลได้

การเปลี่ยนจากการทดลอง AI ไปสู่การใช้งาน AI จริงในกระบวนการทำงาน ถือเป็นระยะใหม่ของวงจรที่ควรขับเคลื่อนการเติบโตของรายได้อย่างยั่งยืนสำหรับแพลตฟอร์มที่ประสบความสำเร็จในการสร้างรายได้จาก AI

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายที่ระมัดระวังชี้ว่านักวิเคราะห์บางส่วนเตือนว่าสภาวะ Overbought อาจก่อให้เกิดการปรับตัวลงในระยะสั้น และการจ่ายราคาสูงกว่า 30 เท่าของกำไรในอนาคตสำหรับหุ้นเหล่านี้ หมายความว่านักลงทุนสมมติว่าการสร้างรายได้จาก AI จะเป็นไปตามแผน ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่ต้องประเมินอย่างรอบคอบ

Dan Ives นักวิเคราะห์อาวุโสจาก Wedbush Securities มองว่าผลประกอบการของ Microsoft เป็น “Barometer สำคัญสำหรับการใช้จ่ายด้าน Cloud และองค์กรทั้งหมด” และมองบวกต่อแนวโน้มการใช้จ่ายด้าน AI ในองค์กรต่อเนื่อง

ปัจจัยเสี่ยงที่นักลงทุนต้องติดตาม

แม้ภาพใหญ่จะดูสดใส แต่มีปัจจัยเสี่ยงหลายประการที่อาจส่งผลกระทบต่อหุ้นเทคโนโลยีและกองทุน Global Technology ที่นักลงทุนไทยถืออยู่

1. การควบคุมการส่งออกชิปไปจีน: มาตรการของสหรัฐฯ ที่จำกัดการส่งออกชิปขั้นสูงไปยังจีนยังคงเป็นปัจจัยกดดัน Nvidia อย่างมีนัยสำคัญ โดยJensen Huang ยืนยันว่า Nvidia “เป็นแพลตฟอร์มเดียวที่รันโมเดล AI ชั้นนำทุกราย” ตั้งแต่ Anthropic, OpenAI, SpaceXAI, Meta ไปจนถึง Google Gemini ซึ่งหมายความว่าการสูญเสียตลาดจีนจะถูกทดแทนด้วยการเติบโตในตลาดอื่น แต่ไม่อาจแน่ใจได้ว่าจะสมดุลกันหรือไม่

2. วิกฤติชิปหน่วยความจำ: ปัญหาขาดแคลนหน่วยความจำกำลังบีบให้บริษัทใหญ่ต้องจ่ายราคาแพงขึ้นสำหรับส่วนประกอบสำคัญ ซึ่งกัดกินอัตรากำไรและส่งผลต่อแผนการขยาย Data Center ในกรอบเวลาที่กำหนด

3. ความเสี่ยงจากมาตรการภาษีนำเข้า: ถึงแม้ Apple จะบริหารจัดการได้ดีในไตรมาสล่าสุด แต่ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าอาจส่งผลต่อต้นทุนการผลิตในระยะยาว

4. Valuation ที่ตึงตัว: ด้วยมูลค่าตลาดรวมของ Nvidia เพียงบริษัทเดียวที่ทะลุ 5.2 ล้านล้านดอลลาร์นักลงทุนที่ลงทุนในกลุ่มนี้ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่าการเติบโตของรายได้จาก AI จะเป็นไปตามที่ตลาดคาดหวังหรือไม่

5. ความเสี่ยง “AI กินซอฟต์แวร์”: สำหรับบริษัทซอฟต์แวร์แบบดั้งเดิม การก้าวขึ้นมาของ AI Agent อาจทำให้ความต้องการซอฟต์แวร์แบบเดิมลดลง ซึ่งยังเป็นคำถามที่ตลาดยังหาคำตอบที่ชัดเจนไม่ได้

บทสรุปและผลกระทบต่อนักลงทุนไทย

ภาพรวมของตลาดหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ ในปี 2569 ส่งสัญญาณชัดเจนว่า AI ไม่ใช่แค่คำศัพท์การตลาด แต่กำลังกลายเป็นมอเตอร์หลักของการเติบโตทางเศรษฐกิจโลก Nvidia บันทึกรายได้ไตรมาสทะลุ 81,000 ล้านดอลลาร์ด้วยการเติบโต 85% Microsoft สร้างธุรกิจ AI มูลค่า 37,000 ล้านดอลลาร์ต่อปีที่เติบโต 123% และ Apple พิสูจน์ว่าแม้ไม่ทุ่มเงินมหาศาลด้าน AI Infrastructure ก็ยังสร้างไตรมาสที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ได้ด้วยฐานลูกค้าและระบบนิเวศที่แข็งแกร่ง

สำหรับ นักลงทุนไทยที่ถือกองทุน Global Technology หรือ SSF/LTF ประเภทเทคโนโลยีโลก ช่วงเวลานี้แนะนำให้พิจารณาดังนี้:

ระยะสั้น (3–6 เดือน): หุ้น Semiconductor โดยเฉพาะ Nvidia, TSMC และ Micron ยังคงได้รับแรงหนุนจากความต้องการชิป AI ที่แข็งแกร่ง การขยาย Capex ของ Hyperscaler ทั้ง 5 รายจะยังคงเป็นลมหนุนให้ห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์

ระยะกลาง (6–18 เดือน): ให้จับตาความคืบหน้าของ Vera Rubin ชิปรุ่นใหม่ของ Nvidia ที่จะเป็น “ไม้ตายต่อไป” รวมถึงการขยายฐานลูกค้าองค์กรของ Microsoft Copilot และการเปิดตัว iPhone Foldable ของ Apple ที่คาดในช่วงปลายปี

ระยะยาว (2–5 ปี): กระแส Agentic AI กำลังเปลี่ยนแปลงวิถีการทำงาน การแพทย์ การศึกษา และอุตสาหกรรมแทบทุกประเภทการใช้จ่ายด้านชิป AI คาดจะแตะ 1 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2573 ซึ่งจะสร้างโอกาสการเติบโตระยะยาวสำหรับ Nvidia และผู้เล่นชั้นนำในห่วงโซ่อุปทาน

นักลงทุนที่ต้องการลงทุนใน AI ควรกระจายความเสี่ยงในหลายกลุ่ม ประกอบด้วยหุ้นเซมิคอนดักเตอร์อย่าง Nvidia, หุ้น Hyperscaler อย่าง Amazon หรือ Alphabet, หุ้นซอฟต์แวร์อย่าง Microsoft และ Palantir และอาจพิจารณาหุ้นระดับนานาชาติอย่าง Taiwan Semiconductor หรือ ASML

ท้ายที่สุด ในโลกที่ AI กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญเฉกเช่นเดียวกับไฟฟ้าและอินเทอร์เน็ตในยุคที่ผ่านมา นักลงทุนที่เข้าใจภาพใหญ่และบริหารความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสม ย่อมมีโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว แม้ว่าเส้นทางข้างหน้าอาจไม่ราบรื่นตลอดก็ตาม

Similar Posts

  • Nvidia-Apple-Microsoft ทุบสถิติกำไร AI ดัน SOX พุ่ง 65% นักลงทุนไทยต้องรู้

    ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทร้อนแรงที่สุดในรอบหลายปี เมื่อกลุ่มหุ้นเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์พาตลาดบุกทำจุดสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 7,412.84 จุด ขณะที่ Nasdaq Composite แตะระดับสูงสุดใหม่ที่ 26,274.13 จุด เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2026 โดยมีดัชนีเซมิคอนดักเตอร์ PHLX Semiconductor Index พุ่งขึ้น 2.6% ในวันเดียว แรงขับเคลื่อนหลักยังคงเป็น AI และโครงสร้างพื้นฐานดาต้าเซ็นเตอร์ที่บิ๊กเทคทุ่มเงินลงทุนมหาศาล ท่ามกลางคำถามจากนักวิเคราะห์ว่าการเติบโตนี้จะยั่งยืนหรือกำลังจะระเบิดเหมือนฟองสบู่ดอตคอม Nvidia: จักรพรรดิชิป AI ทุบสถิติรายได้ $216 พันล้านเหรียญ ไม่มีบริษัทใดครองหัวใจตลาดในยุค AI ได้เท่า Nvidia ผู้ผลิตชิปรายนี้รายงานรายได้ไตรมาส 4 ปีการเงิน 2026 ที่ $68.1 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 73% จากปีก่อน และทั้งปีการเงิน 2026 รายได้รวมแตะ $215.9 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น…

  • | |

    ตลาดหุ้นเอเชียส่วนใหญ่ปิดลบ หลังสหรัฐฯ สกัดกั้นเรือบรรทุกน้ำมันอิหร่าน ฉุดความหวังหยุดยิงที่เปราะบาง

    ตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียส่วนใหญ่พลิกกลับมาปิดในแดนลบเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา หลังจากที่ในช่วงต้นเซสชันต่างพุ่งขึ้นอย่างแข็งแกร่ง บรรยากาศการลงทุนที่ดูดีในช่วงเช้าต้องพลิกผันเมื่อมีรายงานออกมาว่า กองทัพสหรัฐอเมริกาได้สกัดกั้นเรือบรรทุกน้ำมันที่ชักธงอิหร่านอย่างน้อย 3 ลำ ในน่านน้ำเอเชีย และกำลังเปลี่ยนเส้นทางให้เรือเหล่านั้นออกจากตำแหน่งใกล้ประเทศอินเดีย มาเลเซีย และศรีลังกา ตามรายงานของแหล่งข่าวจากวงการเดินเรือและความมั่นคงเมื่อวันพุธ เหตุการณ์นี้จุดชนวนความกังวลของนักลงทุนทั่วโลกว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจยืดเยื้อต่อไปอีก และสถานการณ์ที่ดูเหมือนจะคลี่คลายลงอาจกลับมาร้อนแรงขึ้นอีกครั้ง จากจุดสูงสุดในประวัติศาสตร์สู่แรงกดดันในช่วงบ่าย ก่อนที่ข่าวดังกล่าวจะออกมา บรรยากาศในตลาดเอเชียช่วงเช้าของวันพฤหัสบดีนั้นมีความสดใสอย่างน่าประทับใจ ตลาดหุ้นทั้งของญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ต่างพุ่งทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในช่วงซื้อขายเช้า โดยได้แรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งของตลาดหุ้นวอลล์สตรีทในคืนก่อนหน้า หลังจากที่ประธานาธิบดี Donald Trump ประกาศขยายระยะเวลาหยุดยิงกับอิหร่านออกไป ซึ่งช่วยเสริมความเชื่อมั่นของนักลงทุนให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ควบคู่กับผลประกอบการขององค์กรธุรกิจจำนวนมากที่ออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ อย่างไรก็ตาม เมื่อข่าวการสกัดกั้นเรือบรรทุกน้ำมันอิหร่านและความไม่แน่นอนทางการทูตแพร่กระจายออกไป แรงขายก็เข้ามากดดันตลาดทั่วทั้งภูมิภาค ทำให้ตลาดส่วนใหญ่หมดแรงและกลับมาปิดในแดนลบ ซับซ้อนของความขัดแย้ง: สงคราม การทูต และน้ำมัน หัวใจของความผันผวนในรอบนี้อยู่ที่พัฒนาการของสถานการณ์ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ดำเนินไปพร้อมกันหลายแนวรบ ในด้านการทูต Trump ขยายระยะเวลาหยุดยิงฝ่ายเดียวออกไปอีกสองสัปดาห์เมื่อวันอังคาร โดยให้เหตุผลว่าเป็นเพราะรัฐบาลของเตหะรานนั้น “แตกแยกอย่างร้ายแรง” และกล่าวใน Truth Social ว่า “เนื่องจากรัฐบาลอิหร่านแตกแยกกันอย่างรุนแรง ตามคำขอของจอมพล Asim Munir และนายกรัฐมนตรี Shehbaz Sharif แห่งปากีสถาน เราได้รับการขอร้องให้ชะลอการโจมตีต่ออิหร่านออกไปจนกว่าผู้นำและตัวแทนของพวกเขาจะสามารถมาพร้อมกับข้อเสนอที่เป็นเอกภาพ” การหยุดยิงจะมีผลบังคับใช้ต่อไปจนกว่าอิหร่านจะยื่นข้อเสนอหรือการเจรจาจะสิ้นสุดลง ในขณะที่กองทัพสหรัฐฯ ยังคงปิดล้อมท่าเรือของอิหร่านต่อไปอย่างต่อเนื่อง…

  • | |

    บิตคอยน์จ่อ 80,000 ดอลลาร์ ปิดสัปดาห์แรงสุดรอบ 2 ปี รับแรงหนุนคลังสหรัฐฯ–ETF

    สัปดาห์ที่ผ่านมา (17–23 สิงหาคม 2569) กลายเป็นหนึ่งในสัปดาห์ที่ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลจะจดจำไปอีกนาน เมื่อบิตคอยน์ (Bitcoin) ทะยานขึ้นราว 23–24% ภายในเจ็ดวัน แตะจุดสูงสุดระหว่างวันที่ระดับ 79,461 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในวันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม ก่อนย่อลงมาปิดสุดสัปดาห์แถว 77,200 ดอลลาร์ นับเป็นผลงานรายสัปดาห์ที่แข็งแกร่งที่สุดในรอบกว่าสองปี ส่วนอีเธอเรียม (Ethereum) วิ่งแรงยิ่งกว่า โดยพุ่งขึ้นกว่า 30% จากระดับราว 1,880 ดอลลาร์ไปแตะ 2,546 ดอลลาร์ในช่วงหนึ่ง สะท้อนภาพการฟื้นตัวแบบทั้งกระดานที่ลากยาวไปถึงบรรดาเหรียญทางเลือก (altcoin) รายใหญ่ สิ่งที่ทำให้การดีดตัวรอบนี้แตกต่างจาก “การเด้งหลอก” (fake-out) หลายครั้งก่อนหน้าในปี 2026 คือการที่ปัจจัยหนุนหลายชั้นมาบรรจบกันในเวลาไล่เลี่ยกัน ทั้งการที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ เข้าแทรกแซงตลาดพันธบัตรจนกดอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวลง เงินไหลเข้ากองทุน ETF สปอตแบบทุบสถิติรายวัน การล้างสถานะขายชอร์ต (short squeeze) มูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ และสัญญาณเชิงบวกด้านกฎระเบียบจากทั้งทำเนียบขาว สำนักงาน ก.ล.ต.สหรัฐฯ (SEC) และคณะกรรมการกำกับการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้า (CFTC) บทความนี้จะพาผู้อ่านไปถอดรหัสแต่ละปัจจัยอย่างละเอียด…

  • | |

    ทองพุ่ง น้ำมันจ่อ 100 ดอลลาร์ พันธบัตรสหรัฐป่วน จับตาผลกระทบนักลงทุนไทย

    ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์โลกในสัปดาห์นี้เคลื่อนไหวอย่างที่ตำราการเงินเรียกว่า “ภาวะหลบภัย” อย่างเต็มรูปแบบ ราคาทองคำดีดตัวแตะระดับสูงสุดในรอบสองเดือน น้ำมันดิบเบรนต์ไต่เข้าใกล้แนว 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอีกครั้งจากความตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่ตลาดพันธบัตรสหรัฐเผชิญแรงเทขายจนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปีพุ่งแตะจุดสูงสุดในรอบเกือบ 20 ปี บีบให้กระทรวงการคลังสหรัฐต้องออกมาตรการซื้อคืนพันธบัตรฉุกเฉินเพื่อสกัดวิกฤต ทั้งหมดนี้สะท้อนภาพเดียวกันที่นักลงทุนทั่วโลกกำลังกังวล นั่นคือ เงินเฟ้อที่ยังไม่ยอมลง หนี้ภาครัฐที่บวมขึ้นทุกวัน และความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังไร้ทางออก สำหรับนักลงทุนไทย ภาพใหญ่ที่เกิดขึ้นในตลาดโลกไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะราคาทองคำที่ปรับขึ้นย่อมสะเทือนถึงราคาทองในประเทศ ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงจะส่งผ่านมายังต้นทุนพลังงานและเงินเฟ้อภายใน ส่วนความปั่นป่วนในตลาดพันธบัตรสหรัฐก็มีผลต่อทิศทางค่าเงินบาทและกระแสเงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้าออกตลาดหุ้นไทยโดยตรง บทความนี้จะพาไปเจาะลึกทีละตลาด พร้อมประเมินว่าแรงกระเพื่อมจากวอลล์สตรีทและตะวันออกกลางจะย้อนกลับมากระทบพอร์ตของคนไทยอย่างไร ทองคำทะยานแตะจุดสูงสุดรอบสองเดือน แรงหนุนจาก “ดีเบสเมนต์เทรด” ราคาทองคำกลับมาเป็นดาวเด่นของตลาดอีกครั้ง โดยราคาสปอตทองคำเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2569 เคลื่อนไหวอยู่ที่ประมาณ 4,474 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องจากช่วงต้นเดือนที่ยังซื้อขายใกล้ระดับ 4,000 ดอลลาร์ ก่อนหน้านั้นเพียงหนึ่งวัน ราคาทองในตลาดฟิวเจอร์สเคยพุ่งขึ้นแตะจุดสูงสุดระหว่างวันที่ 4,557 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 4 มิถุนายน โดยราคาบวกขึ้นกว่า 3% ในวันเดียว นับเป็นการฟื้นตัวที่ทรงพลังหลังจากทองคำเคลื่อนไหวในกรอบแคบระหว่าง 4,000–4,200 ดอลลาร์มาเกือบตลอดฤดูร้อน ตัวจุดชนวนสำคัญที่ผลักดันทองคำในสัปดาห์นี้ คือการตัดสินใจของกระทรวงการคลังสหรัฐที่ประกาศเพิ่มขนาดการซื้อคืนพันธบัตรระยะยาวอย่างน้อยเท่าตัว ซึ่งกดดันให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงและจุดกระแสที่นักวิเคราะห์เรียกว่า…

  • ดอลลาร์แข็งสวนทาง! เงินยังไหลเข้าตลาดเกิดใหม่ จับตาเฟด-SET ครึ่งปีหลัง 2026

    ตลาดการเงินโลกในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 กำลังเผชิญกับความขัดแย้งเชิงทิศทางที่ทำให้นักลงทุนสถาบันต้องคิดใหม่เรื่องการจัดพอร์ต หลังจากที่ธีมหลักของปีนี้ตลอดช่วงต้นปีคือ “ดอลลาร์อ่อน เงินไหลเข้าตลาดเกิดใหม่” กลับพลิกผันเมื่อธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ภายใต้การนำของประธานคนใหม่ Kevin Warsh ตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 3.50-3.75% ในการประชุมวันที่ 17 มิถุนายนที่ผ่านมา พร้อมส่งสัญญาณ “hawkish” ที่ทำให้ตลาดต้องปรับมุมมองเรื่องจังหวะการลดดอกเบี้ยใหม่ทั้งหมด ขณะเดียวกัน ดัชนีดอลลาร์ (DXY) ก็ไต่ขึ้นมาแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2025 ที่ราว 100.7 จุด สวนทางกับที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้ตอนต้นปีว่าดอลลาร์จะอ่อนค่าต่อเนื่อง แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ตลาดหุ้นเกิดใหม่ (Emerging Markets) ยังคงรักษาผลตอบแทนที่โดดเด่นไว้ได้ ดัชนี MSCI Emerging Markets ปรับตัวขึ้นกว่า 25% ตั้งแต่ต้นปี ขณะที่กองทุน iShares MSCI Emerging Markets ETF (EEM) ให้ผลตอบแทนแบบ price return ราว 23% เทียบกับ S&P 500…

  • ดอลลาร์แข็งค่าชั่วคราว เยนรอ BOJ อัตราแลกเปลี่ยนโลกมิถุนายน 2569 กระทบบาทอย่างไร

    ตลาดอัตราแลกเปลี่ยนโลกในเดือนมิถุนายน 2569 เต็มไปด้วยแรงดึงดูดที่ขัดแย้งกันอย่างซับซ้อน เงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นกลับมาสู่ระดับ 99.54 จุดบนดัชนี DXY ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน หลังตลาดเริ่มตระหนักว่าเฟดอาจยังไม่รีบลดดอกเบี้ยอีกครั้ง ขณะที่เงินเยนญี่ปุ่นอ่อนค่าเกินกว่า 159 เยนต่อดอลลาร์ ท่ามกลางการรอผลประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ในวันที่ 15-16 มิถุนายนนี้ ซึ่งตลาดมองว่าอาจเป็นจุดพลิกผันสำคัญของนโยบายการเงินเอเชีย ส่วนเงินบาทไทยยังคงเคลื่อนไหวในกรอบ 32.66-32.73 บาทต่อดอลลาร์ สะท้อนแรงกดดันจากหลายทิศทางที่กดขาลงของสกุลเงินภูมิภาคเอเชีย บทความนี้จะพาผู้อ่านวิเคราะห์ภาพรวมตลาดอัตราแลกเปลี่ยนโลกล่าสุด ตั้งแต่ทิศทางดอลลาร์ เงินยูโร เงินเยน ไปจนถึงผลกระทบที่มีต่อเงินบาทและนักลงทุนไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ดอลลาร์แข็งค่าแบบ “เปราะบาง” เฟดยังถือไพ่ไว้ในมือ ดัชนีดอลลาร์ (DXY) ที่ปรับตัวขึ้นมาแตะระดับ 99.54 จุดเมื่อต้นเดือนมิถุนายน ดูเผินๆ เหมือนเป็นสัญญาณฟื้นตัวที่แข็งแกร่ง แต่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ตีความว่านี่คือการแข็งค่าแบบ “เปราะบาง” มากกว่าการพลิกฟื้นอย่างมีนัยสำคัญ จากการวิเคราะห์ของ Cambridge Currencies พบว่าดัชนี DXY ซื้อขายอยู่ใกล้ระดับ 99 จุดในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม ปรับขึ้นประมาณ 1% เมื่อเทียบกับต้นเดือน โดยปัจจัยหนุนหลักมาจากเงินเฟ้อสหรัฐที่ยังอยู่ในระดับสูงกว่าเป้าหมายของเฟด และความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยังคงหนุนความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยเป็นระยะๆ ด้าน…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *