น้ำมัน-ทองคำ-เงินผันผวนรุนแรง วิกฤตฮอร์มุซฉุดตลาดโภคภัณฑ์โลก มิ.ย.69
ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วโลกเข้าสู่ช่วงที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์พลังงาน นับตั้งแต่สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ส่งผลให้ช่องแคบฮอร์มุซ ทางผ่านของน้ำมันดิบกว่า 20% ของโลก ถูกปิดกั้นอย่างแทบสมบูรณ์ ราคาน้ำมัน ทองคำ และเงิน ต่างเผชิญกับความผันผวนรุนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ ขณะที่ตลาดการเงินทั่วโลกกำลังชั่งน้ำหนักระหว่างความหวังในการเจรจาสันติภาพกับความเสี่ยงของภาวะ Stagflation ที่อาจลุกลามไปทั่วโลก
ณ ต้นเดือนมิถุนายน 2569 ภาพรวมตลาดโภคภัณฑ์สะท้อนถึงความซับซ้อนของสถานการณ์ที่แม้ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ปรับตัวลงมาอยู่ที่ราว 92-97 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลจากจุดสูงสุดที่เคยพุ่งทะลุ 126 ดอลลาร์ในช่วงวิกฤต แต่สต็อกน้ำมันโลกกำลังหดตัวในอัตราที่น่าวิตกกังวล ขณะที่ทองคำดิ้นรนหาทิศทางท่ามกลางแรงกดดันจากอัตราดอกเบี้ยที่อาจสูงขึ้นและสัญญาณเบื้องต้นของการคลี่คลายความตึงเครียด
สงครามอิหร่านกับวิกฤตพลังงานที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์
รายงานตลาดน้ำมันประจำเดือนพฤษภาคม 2569 ของ IEA ระบุว่า กว่าสิบสัปดาห์หลังจากสงครามในตะวันออกกลางเริ่มต้น การสูญเสียอุปทานที่สะสมต่อเนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซกำลังทำให้สต็อกน้ำมันโลกลดลงในอัตราที่เร็วที่สุดเป็นประวัติการณ์ ตัวเลขที่น่าตกใจคือ การสูญเสียอุปทานน้ำมันโลกรวมแตะระดับ 12.8 ล้านบาร์เรลต่อวันตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้น ซึ่ง Martijn Rats นักวิเคราะห์โภคภัณฑ์ของ Morgan Stanley ระบุว่า นี่คือการหยุดชะงักด้านอุปทานน้ำมันครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมน้ำมัน และการกล่าวเช่นนั้นไม่ใช่การพูดเกินจริงแต่อย่างใด
การปิดช่องแคบฮอร์มุซส่งผลกระทบต่อน้ำมันดิบ 20% ของการค้าโลก และ ความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐาน LNG ในกาตาร์กำลังบั่นทอนการเติบโตของอุปทานก๊าซธรรมชาติเหลวที่คาดการณ์ไว้ โดยคาดว่าอาจทำให้ “คลื่น LNG” ของโลกล่าช้าออกไปอย่างน้อยสองปี และอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงปี 2570
ราคาน้ำมันดิบเบรนต์เดินทางผ่านช่วงเวลาที่ผันผวนอย่างสุดขีด โดยเคยพุ่งขึ้นไปแตะ 126 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบวันนับตั้งแต่รัสเซียบุกยูเครนในปี 2565 ขณะที่ น้ำมันดิบสหรัฐฯ WTI เคยพุ่งแตะ 106.88 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก่อนที่ความหวังในการเจรจาจะดึงราคากลับลงมา
IEA คาดการณ์ว่าสต็อกน้ำมันโลกจะลดลงเฉลี่ย 8.5 ล้านบาร์เรลต่อวันในไตรมาสสองของปี 2569 ท่ามกลางความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานพลังงานในตะวันออกกลางและเอเชีย ในระดับปฏิบัติการ ข้อมูลจาก EIA แสดงให้เห็นว่าสต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐฯ ลดลงเป็นสัปดาห์ที่หกติดต่อกัน โดยลดลง 7.97 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์ล่าสุด ซึ่งสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 4 ล้านบาร์เรลมาก
การเจรจาสันติภาพ: ความหวังและการเผชิญหน้าที่ยังไม่สิ้นสุด
หัวใจของความผันผวนในตลาดพลังงานโลกขณะนี้ไม่ใช่แค่ตัวเลขอุปทาน-อุปสงค์ แต่คือทิศทางที่คาดเดายากของการเจรจาระหว่างวอชิงตันและเตหะราน
ข้อตกลงที่สหรัฐฯ และอิหร่านกำลังเจรจากันอย่างใกล้ชิดนั้นมีสาระสำคัญคือการขยายเวลาหยุดยิง 60 วัน ในช่วงนั้นช่องแคบฮอร์มุซจะถูกเปิดให้เดินเรือได้ อิหร่านจะสามารถส่งออกน้ำมันได้อย่างเสรี และจะเริ่มต้นการเจรจาเรื่องโครงการนิวเคลียร์ Axios รายงานว่าข้อตกลงดังกล่าวจะช่วยลดแรงกดดันต่ออุปทานน้ำมันโลกได้อย่างมีนัยสำคัญ แต่ยังมีคำถามว่าจะนำไปสู่ข้อตกลงสันติภาพถาวรได้หรือไม่
ภายใต้บันทึกความเข้าใจเบื้องต้น สหรัฐฯ จะค่อยๆ ยกเลิกการปิดล้อมทางเรือต่อท่าเรืออิหร่าน และอิหร่านจะต้องขจัดทุ่นระเบิดออกจากช่องแคบฮอร์มุซภายใน 30 วัน ขณะที่ Scott Bessent รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ระบุว่าราคาน้ำมันอาจ “ลดลงอย่างรวดเร็ว” เมื่อข้อตกลงสำเร็จ
อย่างไรก็ตาม ณ วันที่ 1 มิถุนายน 2569 สถานการณ์ยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ประธานาธิบดีทรัมป์ระบุกับ ABC News ว่าเชื่อว่าข้อตกลงการเปิดช่องแคบฮอร์มุซและการขยายเวลาหยุดยิงกับอิหร่านสามารถบรรลุได้ “ภายในสัปดาห์หน้า” แต่ยังติดปัญหาอยู่บางจุด ความซับซ้อนเพิ่มเติมมาจากการที่ อิหร่านระงับการเจรจากับสหรัฐฯ หลังอิสราเอลปฏิบัติการในเลบานอนใต้
Bob Parker ที่ปรึกษาอาวุโสของ ICMA เตือนว่าราคาน้ำมันอาจยังคงอยู่ในช่วง 90-100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอีกอย่างน้อยสองเดือน แม้หลังจากเปิดช่องแคบฮอร์มุซ เพราะความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐาน โรงกลั่น และท่อส่งน้ำมันทั่วอ่าวเปอร์เซียยังคงมีนัยสำคัญ และการจราจรของเรือบรรทุกน้ำมันในช่องแคบยังต้องเผชิญความท้าทายด้านความปลอดภัยอยู่
ทองคำและเงิน: เมื่อสินทรัพย์ Safe-Haven ไม่ได้ทำหน้าที่ตามที่คาด
ความน่าสนใจของตลาดโลหะมีค่าในปี 2569 คือ “ความผิดปกติ” ที่ตลาดกำลังเผชิญ โดยทองคำซึ่งโดยปกติถือเป็น “สินทรัพย์ปลอดภัย” ในช่วงวิกฤตกลับไม่ได้ทำหน้าที่นั้นตามที่หลายคนคาดหวัง
ทองคำและเงินต่างบันทึกสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2568 โดยทองคำพุ่งขึ้น 66% และเงินพุ่งขึ้นถึง 135% ตลอดทั้งปี แต่ในปี 2569 ตลาดโลหะมีค่ากลับผันผวนมากกว่าเดิม ราคาทองคำ spot ณ วันที่ 4 มิถุนายน 2569 อยู่ที่ราว 4,436-4,523 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งถดถอยจากจุดสูงสุดที่ทะลุ 5,000 ดอลลาร์เมื่อต้นปี
ปัจจัยหลักที่กดดันทองคำมาจากพลวัตที่ขัดแย้งกัน Ole Hansen หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์โภคภัณฑ์ของ Saxo Bank อธิบายว่า ทองคำกำลังรับสัญญาณจากตลาดน้ำมัน โดยต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นทำให้มีความเสี่ยงของดอลลาร์แข็งค่าในระยะสั้นและเงินเฟ้อที่ยกระดับขึ้นอยู่ในโฟกัส และ Bart Melek หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์โภคภัณฑ์โลกของ TD Securities อธิบายว่า ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นเพิ่มความเสี่ยงที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ และธนาคารกลางอื่นๆ อาจต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อต่อสู้กับภาวะ Stagflation ซึ่งส่งผลลบต่อทองคำ
Jim Wyckoff นักวิเคราะห์ตลาดของ American Gold Exchange ชี้ให้เห็นว่า ตลาดพันธบัตรกำลังมองว่าการปรับดอกเบี้ยครั้งถัดไปของ Fed จะเป็นการขึ้น ซึ่งเป็นสัญญาณเชิงลบต่อทองคำ ขณะที่ Brett Elliott ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดของ APMEX ระบุว่าทองคำกำลังมีความสัมพันธ์เชิงลบอย่างแน่นแฟ้นกับราคาน้ำมัน ส่งผลให้แนวโน้มระยะสั้นของทองคำมีความผันผวนสูงมาก
สำหรับเงิน (Silver) นั้น รายงานตลาดโลหะมีค่าในวันที่ 4 มิถุนายน 2569 บันทึกราคาทองคำที่ 4,523 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และเงินที่ 76.67 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งแตกต่างอย่างมากจากจุดสูงสุดที่ เงินเคยทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อออนซ์เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์และขึ้นไปสูงสุดที่ 116 ดอลลาร์ในช่วงต้นปี
อย่างไรก็ตาม มีปัจจัยสนับสนุนเชิงโครงสร้างสำหรับเงิน โดย SP Angel ระบุว่า ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นกำลังผลักดันยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ซึ่งในทางกลับกันจะเพิ่มความต้องการเงินสำหรับแผงโซลาร์เซลล์และเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนอื่นๆ
ภาวะ Stagflation: ฝันร้ายที่นักเศรษฐศาสตร์กำลังถกเถียงอย่างดุเดือด
ประเด็นที่นักลงทุนทั่วโลกกังวลมากที่สุดในขณะนี้ไม่ใช่เพียงแค่ราคาน้ำมันที่สูง แต่คือสัญญาณที่บ่งชี้ถึงภาวะ Stagflation อันเป็นสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดสำหรับตลาดการเงิน ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นพร้อมกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจ
มีสถานการณ์ Stagflation ที่ผิดปกติกำลังเกิดขึ้น โดยอัตราดอกเบี้ยกำลังสูงขึ้นเพราะความกลัวเงินเฟ้อ ขณะที่ความคาดหวังเกี่ยวกับการเติบโตทางเศรษฐกิจกลับถูกปรับลดลง แม้ว่าบางคนเตือนว่าความเป็นไปได้ของ Stagflation ยังต่ำ แต่นักลงทุนกำลังทำธุรกรรมในลักษณะที่บ่งชี้ว่าพวกเขาเชื่อว่ามันจะเกิดขึ้น
IEA คาดการณ์ว่าความต้องการน้ำมันโลกจะลดลง 80,000 บาร์เรลต่อวันในปี 2569 เทียบกับที่เคยคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 640,000 บาร์เรลต่อวันในรายงานฉบับก่อนหน้า ส่วน ความต้องการทั่วโลกคาดว่าจะหดตัวลง 420,000 บาร์เรลต่อวันภายในสิ้นปี 2569 เนื่องจากราคาที่พุ่งสูง การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว และการยกเลิกเที่ยวบินจำนวนมาก
อย่างไรก็ตาม Ed Yardeni ประธานของ Yardeni Research ให้มุมมองที่สมดุลกว่า โดยชี้ว่า วิกฤตพลังงานในปัจจุบันมีโอกาสน้อยกว่าที่จะก่อให้เกิดภาวะ Stagflation แบบยั่งยืนเหมือนช่วงทศวรรษ 1970 เนื่องจากโครงสร้างเศรษฐกิจโลกเปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว
สำหรับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ย โบรกเกอร์และธนาคารระดับโลกต่างปรับลดความคาดหวังเกี่ยวกับการลดดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีนี้ โดยการคาดการณ์ตอนนี้แตกออกระหว่างการลดดอกเบี้ยบางส่วนและไม่มีการลดเลยในปี 2569 ท่ามกลางความเสี่ยงเงินเฟ้อและผู้กำหนดนโยบายที่ระมัดระวัง
OPEC+ และการปรับสมดุลตลาด: ยูเออีออก แต่ตลาดยังคงสับสน
ท่ามกลางความวุ่นวาย การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในสถาปัตยกรรมของตลาดน้ำมันโลกก็เกิดขึ้นโดยไม่ค่อยได้รับความสนใจมากนัก
สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ประกาศถอนตัวจากกลุ่ม OPEC และพันธมิตร OPEC+ อย่างเป็นทางการ โดยอ้างว่าจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับผลประโยชน์แห่งชาติของตนเอง ซึ่งภายใต้สถานการณ์ปกติ การออกจากกลุ่มของผู้ผลิตรายใหญ่อาจส่งสัญญาณว่าอุปทานจะเพิ่มขึ้น แต่ขนาดของสงครามอิหร่านทำให้การออกของยูเออีกลายเป็นเรื่องรองในสายตาของเทรดเดอร์
ขณะเดียวกัน OPEC+ ได้อนุมัติการเพิ่มกำลังการผลิต 188,000 บาร์เรลต่อวันในการประชุมครั้งแรกหลังการสูญเสียสมาชิกสำคัญอย่างยูเออี ซึ่งผลกระทบจากการเพิ่มกำลังผลิตนี้ยังถูกกลบด้วยการสูญเสียจากช่องแคบฮอร์มุซอยู่
ซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์สามารถเบี่ยงส่งออกน้ำมันบางส่วนผ่านเส้นทางส่งออกทางเลือกที่ไม่ผ่านช่องแคบ และผู้ผลิตนอกตะวันออกกลางก็เพิ่มกำลังการผลิตและยกระดับการส่งออกสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เพื่อตอบสนองต่อวิกฤต
Citi Analysts ระบุในรายงานล่าสุดว่า ตลาดน้ำมันดิบได้รับแรงกันชนจากสต็อกสูง การปล่อยสำรองน้ำมันยุทธศาสตร์ ความต้องการที่อ่อนแอในเศรษฐกิจกำลังพัฒนา และสัญญาณการผ่อนคลายความตึงเครียดในตะวันออกกลาง แต่ความเสี่ยงต่อราคาน้ำมันยังคงเอียงไปทางขาขึ้น เนื่องจากอิหร่านยังควบคุมจังหวะเวลาและเงื่อนไขของข้อตกลงการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ
สัญญาณล่าสุด: ตลาดตอบสนองต่อ “ความหวังในการคลี่คลาย”
ในช่วงสุดสัปดาห์สุดท้ายของเดือนพฤษภาคมถึงต้นมิถุนายน 2569 ตลาดโภคภัณฑ์เริ่มเห็นสัญญาณการปรับตัวที่น่าจับตา
ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ร่วงลงเกือบ 19% ในเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นการลดลงรายเดือนที่เลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่การแพร่ระบาดของโควิด-19 และปัจจุบันราคาถอยลงมาราว 20% จากจุดสูงสุดของปี 2569 โดยที่ตลาดส่วนใหญ่มองโลกในแง่ดีเกี่ยวกับโอกาสของการหยุดยิงระยะยาว
ในวันที่ 4 มิถุนายน 2569 การพัฒนาในตะวันออกกลางที่ผ่อนคลายความตึงเครียดลง ซึ่งรวมถึงการที่สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ผ่านมติจำกัดอำนาจสงครามของประธานาธิบดีกับอิหร่าน และความก้าวหน้าในกรอบการหยุดยิงอิสราเอล-เลบานอน ส่งผลให้ดอลลาร์และน้ำมันดิบร่วงลงอย่างรวดเร็ว ขณะที่ทองคำปรับตัวขึ้น
ทองคำปรับตัวขึ้น 1% ไปที่ 4,525 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในวันจันทร์ หลังจากประธานาธิบดีทรัมป์รายงานความก้าวหน้าในการหยุดยิงในเลบานอน แม้ว่าอิหร่านจะระงับการเจรจากับสหรัฐฯ ชั่วคราว
รายงานล่าสุดระบุว่าการจราจรของเรือในช่องแคบฮอร์มุซมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยมีเรือบางส่วนแล่นผ่านโดยประสานงานกับกองทัพเรือสหรัฐฯ แม้ปริมาณยังต่ำกว่าระดับก่อนเกิดความขัดแย้งมาก
Callum Macpherson หัวหน้าฝ่ายโภคภัณฑ์ของ Investec ชี้ว่า นักลงทุน “ยากยิ่ง” ที่จะควบคุมความผันผวนของราคาในปัจจุบัน เนื่องจากตลาดถูกเหวี่ยงไปมาด้วยสัญญาณที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาจากทั้งวอชิงตันและเตหะราน ซึ่งมักจะขัดแย้งกับตัวเองภายในไม่กี่ชั่วโมง
แนวโน้มราคาและมุมมองผู้เชี่ยวชาญสำหรับช่วงที่เหลือของปี 2569
ผู้เชี่ยวชาญในตลาดโภคภัณฑ์มีมุมมองที่หลากหลายสำหรับทิศทางในช่วงเดือนที่เหลือของปีนี้
ทองคำ: นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าทองคำจะซื้อขายในกรอบ 4,186-4,933 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในเดือนมิถุนายน 2569 โดยราคาอาจแตะ 4,516 ดอลลาร์ปลายเดือน แต่ยังมีแรงกดดันจากความเสี่ยงที่ Fed อาจขึ้นดอกเบี้ย Brett Elliott จาก APMEX ประเมินกรอบที่น่าจะเป็นไปได้ที่ 4,300-4,725 ดอลลาร์ เว้นแต่จะมีตัวเร่งปฏิกิริยาสำคัญเกิดขึ้น
เงิน (Silver): ปัจจัยสนับสนุนในระยะยาวยังคงแข็งแกร่ง โดย แม้ตลาดทองคำและเงินจะซื้อขายส่วนใหญ่ในลักษณะ Sideways ตั้งแต่เกิดสงคราม แต่ธนาคารกลางหลักยังคงสะสมทองคำต่อเนื่อง ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนโครงสร้างระยะยาว
น้ำมัน: Bob Parker จาก ICMA คาดว่าราคาน้ำมันจะอยู่ในกรอบ 90-100 ดอลลาร์อย่างน้อยอีก 2 เดือน แม้ช่องแคบเปิดแล้ว เพราะการเปิดก็น่าจะเป็นเพียงบางส่วน ส่วน Morgan Stanley คาดว่า ตลาดจะสูญเสียน้ำมันอีกอีก 1 พันล้านบาร์เรลตลอดปี 2569 เนื่องจากเวลาที่ต้องใช้ในการเริ่มแหล่งน้ำมัน ซ่อมแซมโรงกลั่น และจัดตำแหน่งเรือบรรทุกน้ำมันใหม่
Philippe Gijsels ประธานเจ้าหน้าที่กลยุทธ์ของ BNP Paribas Fortis ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อโลหะมีค่า โดยมองว่า การปรับตัวลงของทองคำและเงินในช่วงนี้เป็นเพียง “ช่วงรวมตัว” และสหสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งระหว่างโลหะมีค่ากับหุ้นในปัจจุบันเป็นสัญญาณว่าทั้งสองถูกกดดันด้วยความกลัวว่าเงินเฟ้อจะผลักดันอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้น
ผลกระทบต่อนักลงทุนไทยและกลยุทธ์การรับมือ
สำหรับนักลงทุนและผู้ประกอบการไทย วิกฤตพลังงานโลกที่เกิดขึ้นมีผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
ด้านพลังงาน: ไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนสูง วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซส่งผลให้ราคาพลังงานนำเข้าสูงขึ้น กระทบต้นทุนการผลิตในหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่ปิโตรเคมีไปจนถึงอาหารและการขนส่ง ถึงแม้ว่าไทยจะมีแหล่งก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยซึ่งช่วยลดการพึ่งพาได้บ้าง แต่น้ำมันดิบยังต้องนำเข้าเป็นหลัก
ด้านการลงทุนในสินทรัพย์โภคภัณฑ์: นักลงทุนไทยที่ถือครองทองคำในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทองคำแท่ง กองทุนทอง หรือ Gold ETF ควรพิจารณาว่าช่วงที่ผ่านมาทองคำ “ไม่ได้ทำหน้าที่ Safe-Haven” ตามปกติ เนื่องจากถูกกดดันโดยความคาดหวังดอกเบี้ยขาขึ้น อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจาก World Gold Council ระบุว่าความต้องการทองคำโลก รวมธุรกรรม OTC แตะ 1,231 ตันในไตรมาสแรกของปี 2569 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์สำหรับช่วง มกราคม-มีนาคม โดยการลงทุนภาคเอกชนเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก
ด้านค่าเงินบาท: สถานการณ์เงินเฟ้อโลกและโอกาสที่ Fed จะขึ้นดอกเบี้ยกดดันค่าเงินบาทในทางอ้อม เนื่องจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างไทยและสหรัฐฯ อาจกว้างขึ้น ซึ่งอาจทำให้เงินทุนไหลออกและค่าเงินบาทอ่อนค่า ส่งผลกระทบต่อต้นทุนนำเข้าสินค้าโภคภัณฑ์เพิ่มเติมอีก
กลยุทธ์สำหรับนักลงทุน: ในภาวะที่ตลาดยังไม่แน่นอนเช่นนี้ การกระจายความเสี่ยง (Diversification) ยังคงเป็นหลักการสำคัญ นักลงทุนอาจพิจารณาถือครองสินทรัพย์ที่ได้ประโยชน์จากทั้งสองสถานการณ์ ทั้งกรณีที่สงครามยืดเยื้อ (น้ำมันและพลังงานทดแทน) และกรณีที่สงครามสิ้นสุด (หุ้นตลาดเกิดใหม่ที่ถูกกดดัน) รวมถึงการติดตามข่าวสารการเจรจาสันติภาพสหรัฐฯ-อิหร่านอย่างใกล้ชิด เพราะทุกสัญญาณของการคืบหน้าหรือล้มเหลวล้วนส่งผลต่อตลาดทันที
สิ่งที่น่าจับตามองในสัปดาห์นี้คือผลการเจรจาต่อรองระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง รวมถึงตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ อย่างข้อมูลการจ้างงานนอกภาคการเกษตร (NFP) ที่จะออกในวันศุกร์ ซึ่งอาจเป็นตัวกำหนดทิศทางของ Fed ในเดือนต่อๆ ไป และส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาทองคำและสินทรัพย์โภคภัณฑ์ทั้งหมด
