น้ำมัน-ทองคำ-เงินผันผวนรุนแรง วิกฤตฮอร์มุซฉุดตลาดโภคภัณฑ์โลก มิ.ย.69

น้ำมัน-ทองคำ-เงินผันผวนรุนแรง วิกฤตฮอร์มุซฉุดตลาดโภคภัณฑ์โลก มิ.ย.69

ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วโลกเข้าสู่ช่วงที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์พลังงาน นับตั้งแต่สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ส่งผลให้ช่องแคบฮอร์มุซ ทางผ่านของน้ำมันดิบกว่า 20% ของโลก ถูกปิดกั้นอย่างแทบสมบูรณ์ ราคาน้ำมัน ทองคำ และเงิน ต่างเผชิญกับความผันผวนรุนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ ขณะที่ตลาดการเงินทั่วโลกกำลังชั่งน้ำหนักระหว่างความหวังในการเจรจาสันติภาพกับความเสี่ยงของภาวะ Stagflation ที่อาจลุกลามไปทั่วโลก

ณ ต้นเดือนมิถุนายน 2569 ภาพรวมตลาดโภคภัณฑ์สะท้อนถึงความซับซ้อนของสถานการณ์ที่แม้ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ปรับตัวลงมาอยู่ที่ราว 92-97 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลจากจุดสูงสุดที่เคยพุ่งทะลุ 126 ดอลลาร์ในช่วงวิกฤต แต่สต็อกน้ำมันโลกกำลังหดตัวในอัตราที่น่าวิตกกังวล ขณะที่ทองคำดิ้นรนหาทิศทางท่ามกลางแรงกดดันจากอัตราดอกเบี้ยที่อาจสูงขึ้นและสัญญาณเบื้องต้นของการคลี่คลายความตึงเครียด

สงครามอิหร่านกับวิกฤตพลังงานที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

รายงานตลาดน้ำมันประจำเดือนพฤษภาคม 2569 ของ IEA ระบุว่า กว่าสิบสัปดาห์หลังจากสงครามในตะวันออกกลางเริ่มต้น การสูญเสียอุปทานที่สะสมต่อเนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซกำลังทำให้สต็อกน้ำมันโลกลดลงในอัตราที่เร็วที่สุดเป็นประวัติการณ์ ตัวเลขที่น่าตกใจคือ การสูญเสียอุปทานน้ำมันโลกรวมแตะระดับ 12.8 ล้านบาร์เรลต่อวันตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้น ซึ่ง Martijn Rats นักวิเคราะห์โภคภัณฑ์ของ Morgan Stanley ระบุว่า นี่คือการหยุดชะงักด้านอุปทานน้ำมันครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมน้ำมัน และการกล่าวเช่นนั้นไม่ใช่การพูดเกินจริงแต่อย่างใด

การปิดช่องแคบฮอร์มุซส่งผลกระทบต่อน้ำมันดิบ 20% ของการค้าโลก และ ความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐาน LNG ในกาตาร์กำลังบั่นทอนการเติบโตของอุปทานก๊าซธรรมชาติเหลวที่คาดการณ์ไว้ โดยคาดว่าอาจทำให้ “คลื่น LNG” ของโลกล่าช้าออกไปอย่างน้อยสองปี และอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงปี 2570

ราคาน้ำมันดิบเบรนต์เดินทางผ่านช่วงเวลาที่ผันผวนอย่างสุดขีด โดยเคยพุ่งขึ้นไปแตะ 126 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบวันนับตั้งแต่รัสเซียบุกยูเครนในปี 2565 ขณะที่ น้ำมันดิบสหรัฐฯ WTI เคยพุ่งแตะ 106.88 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก่อนที่ความหวังในการเจรจาจะดึงราคากลับลงมา

IEA คาดการณ์ว่าสต็อกน้ำมันโลกจะลดลงเฉลี่ย 8.5 ล้านบาร์เรลต่อวันในไตรมาสสองของปี 2569 ท่ามกลางความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานพลังงานในตะวันออกกลางและเอเชีย ในระดับปฏิบัติการ ข้อมูลจาก EIA แสดงให้เห็นว่าสต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐฯ ลดลงเป็นสัปดาห์ที่หกติดต่อกัน โดยลดลง 7.97 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์ล่าสุด ซึ่งสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 4 ล้านบาร์เรลมาก

การเจรจาสันติภาพ: ความหวังและการเผชิญหน้าที่ยังไม่สิ้นสุด

หัวใจของความผันผวนในตลาดพลังงานโลกขณะนี้ไม่ใช่แค่ตัวเลขอุปทาน-อุปสงค์ แต่คือทิศทางที่คาดเดายากของการเจรจาระหว่างวอชิงตันและเตหะราน

ข้อตกลงที่สหรัฐฯ และอิหร่านกำลังเจรจากันอย่างใกล้ชิดนั้นมีสาระสำคัญคือการขยายเวลาหยุดยิง 60 วัน ในช่วงนั้นช่องแคบฮอร์มุซจะถูกเปิดให้เดินเรือได้ อิหร่านจะสามารถส่งออกน้ำมันได้อย่างเสรี และจะเริ่มต้นการเจรจาเรื่องโครงการนิวเคลียร์ Axios รายงานว่าข้อตกลงดังกล่าวจะช่วยลดแรงกดดันต่ออุปทานน้ำมันโลกได้อย่างมีนัยสำคัญ แต่ยังมีคำถามว่าจะนำไปสู่ข้อตกลงสันติภาพถาวรได้หรือไม่

ภายใต้บันทึกความเข้าใจเบื้องต้น สหรัฐฯ จะค่อยๆ ยกเลิกการปิดล้อมทางเรือต่อท่าเรืออิหร่าน และอิหร่านจะต้องขจัดทุ่นระเบิดออกจากช่องแคบฮอร์มุซภายใน 30 วัน ขณะที่ Scott Bessent รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ระบุว่าราคาน้ำมันอาจ “ลดลงอย่างรวดเร็ว” เมื่อข้อตกลงสำเร็จ

อย่างไรก็ตาม ณ วันที่ 1 มิถุนายน 2569 สถานการณ์ยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ประธานาธิบดีทรัมป์ระบุกับ ABC News ว่าเชื่อว่าข้อตกลงการเปิดช่องแคบฮอร์มุซและการขยายเวลาหยุดยิงกับอิหร่านสามารถบรรลุได้ “ภายในสัปดาห์หน้า” แต่ยังติดปัญหาอยู่บางจุด ความซับซ้อนเพิ่มเติมมาจากการที่ อิหร่านระงับการเจรจากับสหรัฐฯ หลังอิสราเอลปฏิบัติการในเลบานอนใต้

Bob Parker ที่ปรึกษาอาวุโสของ ICMA เตือนว่าราคาน้ำมันอาจยังคงอยู่ในช่วง 90-100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอีกอย่างน้อยสองเดือน แม้หลังจากเปิดช่องแคบฮอร์มุซ เพราะความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐาน โรงกลั่น และท่อส่งน้ำมันทั่วอ่าวเปอร์เซียยังคงมีนัยสำคัญ และการจราจรของเรือบรรทุกน้ำมันในช่องแคบยังต้องเผชิญความท้าทายด้านความปลอดภัยอยู่

ทองคำและเงิน: เมื่อสินทรัพย์ Safe-Haven ไม่ได้ทำหน้าที่ตามที่คาด

ความน่าสนใจของตลาดโลหะมีค่าในปี 2569 คือ “ความผิดปกติ” ที่ตลาดกำลังเผชิญ โดยทองคำซึ่งโดยปกติถือเป็น “สินทรัพย์ปลอดภัย” ในช่วงวิกฤตกลับไม่ได้ทำหน้าที่นั้นตามที่หลายคนคาดหวัง

ทองคำและเงินต่างบันทึกสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2568 โดยทองคำพุ่งขึ้น 66% และเงินพุ่งขึ้นถึง 135% ตลอดทั้งปี แต่ในปี 2569 ตลาดโลหะมีค่ากลับผันผวนมากกว่าเดิม ราคาทองคำ spot ณ วันที่ 4 มิถุนายน 2569 อยู่ที่ราว 4,436-4,523 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งถดถอยจากจุดสูงสุดที่ทะลุ 5,000 ดอลลาร์เมื่อต้นปี

ปัจจัยหลักที่กดดันทองคำมาจากพลวัตที่ขัดแย้งกัน Ole Hansen หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์โภคภัณฑ์ของ Saxo Bank อธิบายว่า ทองคำกำลังรับสัญญาณจากตลาดน้ำมัน โดยต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นทำให้มีความเสี่ยงของดอลลาร์แข็งค่าในระยะสั้นและเงินเฟ้อที่ยกระดับขึ้นอยู่ในโฟกัส และ Bart Melek หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์โภคภัณฑ์โลกของ TD Securities อธิบายว่า ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นเพิ่มความเสี่ยงที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ และธนาคารกลางอื่นๆ อาจต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อต่อสู้กับภาวะ Stagflation ซึ่งส่งผลลบต่อทองคำ

Jim Wyckoff นักวิเคราะห์ตลาดของ American Gold Exchange ชี้ให้เห็นว่า ตลาดพันธบัตรกำลังมองว่าการปรับดอกเบี้ยครั้งถัดไปของ Fed จะเป็นการขึ้น ซึ่งเป็นสัญญาณเชิงลบต่อทองคำ ขณะที่ Brett Elliott ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดของ APMEX ระบุว่าทองคำกำลังมีความสัมพันธ์เชิงลบอย่างแน่นแฟ้นกับราคาน้ำมัน ส่งผลให้แนวโน้มระยะสั้นของทองคำมีความผันผวนสูงมาก

สำหรับเงิน (Silver) นั้น รายงานตลาดโลหะมีค่าในวันที่ 4 มิถุนายน 2569 บันทึกราคาทองคำที่ 4,523 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และเงินที่ 76.67 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งแตกต่างอย่างมากจากจุดสูงสุดที่ เงินเคยทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อออนซ์เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์และขึ้นไปสูงสุดที่ 116 ดอลลาร์ในช่วงต้นปี

อย่างไรก็ตาม มีปัจจัยสนับสนุนเชิงโครงสร้างสำหรับเงิน โดย SP Angel ระบุว่า ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นกำลังผลักดันยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ซึ่งในทางกลับกันจะเพิ่มความต้องการเงินสำหรับแผงโซลาร์เซลล์และเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนอื่นๆ

ภาวะ Stagflation: ฝันร้ายที่นักเศรษฐศาสตร์กำลังถกเถียงอย่างดุเดือด

ประเด็นที่นักลงทุนทั่วโลกกังวลมากที่สุดในขณะนี้ไม่ใช่เพียงแค่ราคาน้ำมันที่สูง แต่คือสัญญาณที่บ่งชี้ถึงภาวะ Stagflation อันเป็นสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดสำหรับตลาดการเงิน ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นพร้อมกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจ

มีสถานการณ์ Stagflation ที่ผิดปกติกำลังเกิดขึ้น โดยอัตราดอกเบี้ยกำลังสูงขึ้นเพราะความกลัวเงินเฟ้อ ขณะที่ความคาดหวังเกี่ยวกับการเติบโตทางเศรษฐกิจกลับถูกปรับลดลง แม้ว่าบางคนเตือนว่าความเป็นไปได้ของ Stagflation ยังต่ำ แต่นักลงทุนกำลังทำธุรกรรมในลักษณะที่บ่งชี้ว่าพวกเขาเชื่อว่ามันจะเกิดขึ้น

IEA คาดการณ์ว่าความต้องการน้ำมันโลกจะลดลง 80,000 บาร์เรลต่อวันในปี 2569 เทียบกับที่เคยคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 640,000 บาร์เรลต่อวันในรายงานฉบับก่อนหน้า ส่วน ความต้องการทั่วโลกคาดว่าจะหดตัวลง 420,000 บาร์เรลต่อวันภายในสิ้นปี 2569 เนื่องจากราคาที่พุ่งสูง การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว และการยกเลิกเที่ยวบินจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม Ed Yardeni ประธานของ Yardeni Research ให้มุมมองที่สมดุลกว่า โดยชี้ว่า วิกฤตพลังงานในปัจจุบันมีโอกาสน้อยกว่าที่จะก่อให้เกิดภาวะ Stagflation แบบยั่งยืนเหมือนช่วงทศวรรษ 1970 เนื่องจากโครงสร้างเศรษฐกิจโลกเปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว

สำหรับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ย โบรกเกอร์และธนาคารระดับโลกต่างปรับลดความคาดหวังเกี่ยวกับการลดดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีนี้ โดยการคาดการณ์ตอนนี้แตกออกระหว่างการลดดอกเบี้ยบางส่วนและไม่มีการลดเลยในปี 2569 ท่ามกลางความเสี่ยงเงินเฟ้อและผู้กำหนดนโยบายที่ระมัดระวัง

OPEC+ และการปรับสมดุลตลาด: ยูเออีออก แต่ตลาดยังคงสับสน

ท่ามกลางความวุ่นวาย การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในสถาปัตยกรรมของตลาดน้ำมันโลกก็เกิดขึ้นโดยไม่ค่อยได้รับความสนใจมากนัก

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ประกาศถอนตัวจากกลุ่ม OPEC และพันธมิตร OPEC+ อย่างเป็นทางการ โดยอ้างว่าจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับผลประโยชน์แห่งชาติของตนเอง ซึ่งภายใต้สถานการณ์ปกติ การออกจากกลุ่มของผู้ผลิตรายใหญ่อาจส่งสัญญาณว่าอุปทานจะเพิ่มขึ้น แต่ขนาดของสงครามอิหร่านทำให้การออกของยูเออีกลายเป็นเรื่องรองในสายตาของเทรดเดอร์

ขณะเดียวกัน OPEC+ ได้อนุมัติการเพิ่มกำลังการผลิต 188,000 บาร์เรลต่อวันในการประชุมครั้งแรกหลังการสูญเสียสมาชิกสำคัญอย่างยูเออี ซึ่งผลกระทบจากการเพิ่มกำลังผลิตนี้ยังถูกกลบด้วยการสูญเสียจากช่องแคบฮอร์มุซอยู่

ซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์สามารถเบี่ยงส่งออกน้ำมันบางส่วนผ่านเส้นทางส่งออกทางเลือกที่ไม่ผ่านช่องแคบ และผู้ผลิตนอกตะวันออกกลางก็เพิ่มกำลังการผลิตและยกระดับการส่งออกสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เพื่อตอบสนองต่อวิกฤต

Citi Analysts ระบุในรายงานล่าสุดว่า ตลาดน้ำมันดิบได้รับแรงกันชนจากสต็อกสูง การปล่อยสำรองน้ำมันยุทธศาสตร์ ความต้องการที่อ่อนแอในเศรษฐกิจกำลังพัฒนา และสัญญาณการผ่อนคลายความตึงเครียดในตะวันออกกลาง แต่ความเสี่ยงต่อราคาน้ำมันยังคงเอียงไปทางขาขึ้น เนื่องจากอิหร่านยังควบคุมจังหวะเวลาและเงื่อนไขของข้อตกลงการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ

สัญญาณล่าสุด: ตลาดตอบสนองต่อ “ความหวังในการคลี่คลาย”

ในช่วงสุดสัปดาห์สุดท้ายของเดือนพฤษภาคมถึงต้นมิถุนายน 2569 ตลาดโภคภัณฑ์เริ่มเห็นสัญญาณการปรับตัวที่น่าจับตา

ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ร่วงลงเกือบ 19% ในเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นการลดลงรายเดือนที่เลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่การแพร่ระบาดของโควิด-19 และปัจจุบันราคาถอยลงมาราว 20% จากจุดสูงสุดของปี 2569 โดยที่ตลาดส่วนใหญ่มองโลกในแง่ดีเกี่ยวกับโอกาสของการหยุดยิงระยะยาว

ในวันที่ 4 มิถุนายน 2569 การพัฒนาในตะวันออกกลางที่ผ่อนคลายความตึงเครียดลง ซึ่งรวมถึงการที่สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ผ่านมติจำกัดอำนาจสงครามของประธานาธิบดีกับอิหร่าน และความก้าวหน้าในกรอบการหยุดยิงอิสราเอล-เลบานอน ส่งผลให้ดอลลาร์และน้ำมันดิบร่วงลงอย่างรวดเร็ว ขณะที่ทองคำปรับตัวขึ้น

ทองคำปรับตัวขึ้น 1% ไปที่ 4,525 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในวันจันทร์ หลังจากประธานาธิบดีทรัมป์รายงานความก้าวหน้าในการหยุดยิงในเลบานอน แม้ว่าอิหร่านจะระงับการเจรจากับสหรัฐฯ ชั่วคราว

รายงานล่าสุดระบุว่าการจราจรของเรือในช่องแคบฮอร์มุซมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยมีเรือบางส่วนแล่นผ่านโดยประสานงานกับกองทัพเรือสหรัฐฯ แม้ปริมาณยังต่ำกว่าระดับก่อนเกิดความขัดแย้งมาก

Callum Macpherson หัวหน้าฝ่ายโภคภัณฑ์ของ Investec ชี้ว่า นักลงทุน “ยากยิ่ง” ที่จะควบคุมความผันผวนของราคาในปัจจุบัน เนื่องจากตลาดถูกเหวี่ยงไปมาด้วยสัญญาณที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาจากทั้งวอชิงตันและเตหะราน ซึ่งมักจะขัดแย้งกับตัวเองภายในไม่กี่ชั่วโมง

แนวโน้มราคาและมุมมองผู้เชี่ยวชาญสำหรับช่วงที่เหลือของปี 2569

ผู้เชี่ยวชาญในตลาดโภคภัณฑ์มีมุมมองที่หลากหลายสำหรับทิศทางในช่วงเดือนที่เหลือของปีนี้

ทองคำ: นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าทองคำจะซื้อขายในกรอบ 4,186-4,933 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในเดือนมิถุนายน 2569 โดยราคาอาจแตะ 4,516 ดอลลาร์ปลายเดือน แต่ยังมีแรงกดดันจากความเสี่ยงที่ Fed อาจขึ้นดอกเบี้ย Brett Elliott จาก APMEX ประเมินกรอบที่น่าจะเป็นไปได้ที่ 4,300-4,725 ดอลลาร์ เว้นแต่จะมีตัวเร่งปฏิกิริยาสำคัญเกิดขึ้น

เงิน (Silver): ปัจจัยสนับสนุนในระยะยาวยังคงแข็งแกร่ง โดย แม้ตลาดทองคำและเงินจะซื้อขายส่วนใหญ่ในลักษณะ Sideways ตั้งแต่เกิดสงคราม แต่ธนาคารกลางหลักยังคงสะสมทองคำต่อเนื่อง ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนโครงสร้างระยะยาว

น้ำมัน: Bob Parker จาก ICMA คาดว่าราคาน้ำมันจะอยู่ในกรอบ 90-100 ดอลลาร์อย่างน้อยอีก 2 เดือน แม้ช่องแคบเปิดแล้ว เพราะการเปิดก็น่าจะเป็นเพียงบางส่วน ส่วน Morgan Stanley คาดว่า ตลาดจะสูญเสียน้ำมันอีกอีก 1 พันล้านบาร์เรลตลอดปี 2569 เนื่องจากเวลาที่ต้องใช้ในการเริ่มแหล่งน้ำมัน ซ่อมแซมโรงกลั่น และจัดตำแหน่งเรือบรรทุกน้ำมันใหม่

Philippe Gijsels ประธานเจ้าหน้าที่กลยุทธ์ของ BNP Paribas Fortis ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อโลหะมีค่า โดยมองว่า การปรับตัวลงของทองคำและเงินในช่วงนี้เป็นเพียง “ช่วงรวมตัว” และสหสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งระหว่างโลหะมีค่ากับหุ้นในปัจจุบันเป็นสัญญาณว่าทั้งสองถูกกดดันด้วยความกลัวว่าเงินเฟ้อจะผลักดันอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้น

ผลกระทบต่อนักลงทุนไทยและกลยุทธ์การรับมือ

สำหรับนักลงทุนและผู้ประกอบการไทย วิกฤตพลังงานโลกที่เกิดขึ้นมีผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

ด้านพลังงาน: ไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนสูง วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซส่งผลให้ราคาพลังงานนำเข้าสูงขึ้น กระทบต้นทุนการผลิตในหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่ปิโตรเคมีไปจนถึงอาหารและการขนส่ง ถึงแม้ว่าไทยจะมีแหล่งก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยซึ่งช่วยลดการพึ่งพาได้บ้าง แต่น้ำมันดิบยังต้องนำเข้าเป็นหลัก

ด้านการลงทุนในสินทรัพย์โภคภัณฑ์: นักลงทุนไทยที่ถือครองทองคำในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทองคำแท่ง กองทุนทอง หรือ Gold ETF ควรพิจารณาว่าช่วงที่ผ่านมาทองคำ “ไม่ได้ทำหน้าที่ Safe-Haven” ตามปกติ เนื่องจากถูกกดดันโดยความคาดหวังดอกเบี้ยขาขึ้น อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจาก World Gold Council ระบุว่าความต้องการทองคำโลก รวมธุรกรรม OTC แตะ 1,231 ตันในไตรมาสแรกของปี 2569 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์สำหรับช่วง มกราคม-มีนาคม โดยการลงทุนภาคเอกชนเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก

ด้านค่าเงินบาท: สถานการณ์เงินเฟ้อโลกและโอกาสที่ Fed จะขึ้นดอกเบี้ยกดดันค่าเงินบาทในทางอ้อม เนื่องจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างไทยและสหรัฐฯ อาจกว้างขึ้น ซึ่งอาจทำให้เงินทุนไหลออกและค่าเงินบาทอ่อนค่า ส่งผลกระทบต่อต้นทุนนำเข้าสินค้าโภคภัณฑ์เพิ่มเติมอีก

กลยุทธ์สำหรับนักลงทุน: ในภาวะที่ตลาดยังไม่แน่นอนเช่นนี้ การกระจายความเสี่ยง (Diversification) ยังคงเป็นหลักการสำคัญ นักลงทุนอาจพิจารณาถือครองสินทรัพย์ที่ได้ประโยชน์จากทั้งสองสถานการณ์ ทั้งกรณีที่สงครามยืดเยื้อ (น้ำมันและพลังงานทดแทน) และกรณีที่สงครามสิ้นสุด (หุ้นตลาดเกิดใหม่ที่ถูกกดดัน) รวมถึงการติดตามข่าวสารการเจรจาสันติภาพสหรัฐฯ-อิหร่านอย่างใกล้ชิด เพราะทุกสัญญาณของการคืบหน้าหรือล้มเหลวล้วนส่งผลต่อตลาดทันที

สิ่งที่น่าจับตามองในสัปดาห์นี้คือผลการเจรจาต่อรองระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง รวมถึงตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ อย่างข้อมูลการจ้างงานนอกภาคการเกษตร (NFP) ที่จะออกในวันศุกร์ ซึ่งอาจเป็นตัวกำหนดทิศทางของ Fed ในเดือนต่อๆ ไป และส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาทองคำและสินทรัพย์โภคภัณฑ์ทั้งหมด

Similar Posts

  • | |

    วอลล์สตรีทพุ่งต่อเนื่อง 8 สัปดาห์ติด แต่ระวัง! พันธบัตรส่งสัญญาณอันตราย ยุค “Warsh Fed” เพิ่งเริ่มต้น

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดสัปดาห์ล่าสุดในแดนบวกเป็นครั้งที่ 8 ติดต่อกัน ซึ่งนับเป็นสถิติชนะรายสัปดาห์ยาวนานที่สุดนับตั้งแต่ปี 2566 โดย ดัชนี Dow Jones Industrial Average ปิดที่ 50,579.70 จุด บวก 294.04 จุด หรือ 0.58% พร้อมทำ All-Time High ใหม่ทั้งระหว่างวันและตอนปิดตลาด ขณะที่ S&P 500 ปรับตัวขึ้น 0.37% ปิดที่ 7,473.47 จุด และ Nasdaq Composite ขึ้น 0.19% ปิดที่ 26,343.97 จุด แต่ภาพรวมที่ดูสดใสนี้กำลังซ่อนความตึงเครียดลึกๆ ไว้ใต้พื้นผิว ไม่ว่าจะเป็นผลตอบแทนพันธบัตรที่พุ่งสู่ระดับสูงสุดในรอบเกือบ 2 ทศวรรษ เงินเฟ้อที่กลับมาร้อนแรง การเปลี่ยนผ่านผู้นำธนาคารกลางสหรัฐฯ ครั้งสำคัญ และสงครามอิหร่านที่ยังไม่มีทีท่าจะจบ — ทั้งหมดนี้กำลังทดสอบความอดทนของตลาดวัวกระทิงที่กำลังวิ่งต่อเนื่องมาหลายเดือน สัปดาห์แห่งการทดสอบ: จากดิ่งเหวถึงฟื้นตัว สัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นบทสะท้อนชัดเจนของตลาดที่เต็มไปด้วยความผันผวน เริ่มต้นสัปดาห์ด้วยหุ้นสหรัฐฯ…

  • | |

    วอลล์สตรีททำนิวไฮ 4 วันติด S&P 500 ทะลุ 7,700 ดาวโจนส์พุ่ง 900 จุด

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดทำสถิติสูงสุดใหม่ต่อเนื่องเป็นวันที่ 4 ในการซื้อขายวันอังคารที่ 4 สิงหาคม โดยดัชนี S&P 500 บวก 1.79% ปิดที่ 7,736.52 จุด ทำสถิติปิดสูงสุดใหม่แซงระดับเดิมของเดือนมิถุนายน ขณะที่ดาวโจนส์ทะยาน 907.47 จุด หรือ 1.71% ปิดที่ 54,085.88 จุด และแนสแด็กคอมโพสิตพุ่งแรงสุด 2.59% ปิดที่ 26,584.99 จุด แรงขับเคลื่อนหลักมาจากความหวังว่าสหรัฐฯ กับอิหร่านจะบรรลุข้อตกลงเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง กดราคาน้ำมันดิบร่วงแรง ประกอบกับผลประกอบการไตรมาส 2 ของบริษัทเทคโนโลยีกลุ่ม AI ที่ออกมาแข็งแกร่งเกินคาด นำโดย Palantir ที่พุ่งเกือบ 30% ในวันเดียว ปลุกความเชื่อมั่นว่าดีมานด์ปัญญาประดิษฐ์ยังไม่แผ่ว ภาพรวมตลาด: แรลลีสี่วันติดพาวอลล์สตรีทกลับสู่โหมด Risk-On บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ พลิกกลับสู่โหมดเปิดรับความเสี่ยง (risk-on) อย่างเต็มรูปแบบในช่วงต้นเดือนสิงหาคม หลังผ่านเดือนกรกฎาคมที่เต็มไปด้วยความผันผวน โดยเฉพาะจากความกังวลว่ากระแสการลงทุนใน AI อาจกำลังชะลอตัว การปิดตลาดวันอังคารถือเป็นวันที่ 4…

  • |

    ประเด็นอิหร่านในการประชุมสุดยอด Trump-Xi อาจดึงเวลาและความสนใจออกจากข้อพิพาทภาษีและแร่หายาก

    การประชุมสุดยอดระหว่างประธานาธิบดี Donald Trump แห่งสหรัฐฯ กับประธานาธิบดี Xi Jinping แห่งจีน ที่กำหนดไว้ในวันที่ 14-15 พฤษภาคม กำลังเข้าใกล้มาด้วยความคาดหวังที่สูงมากจากทั่วโลก ทั้งในแง่ของโอกาสที่จะยุติสงครามในอิหร่าน ลดความตึงเครียดทางการค้า และวางรากฐานสำหรับความร่วมมือระหว่างสองมหาอำนาจที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่นักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญหลายรายเริ่มส่งสัญญาณเตือนว่า ความซับซ้อนของสถานการณ์อาจทำให้การประชุมครั้งนี้สร้างความคืบหน้าได้น้อยกว่าที่หลายฝ่ายหวัง โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของธุรกิจทั้งสองประเทศ สงครามอิหร่านจะครองพื้นที่วาระการประชุม ปัจจัยแรกที่นักวิเคราะห์ระบุว่าจะดึงเวลาและความสนใจออกจากประเด็นเศรษฐกิจคือ สงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ซึ่งยังคงดำเนินอยู่และกำลังอยู่ในขั้นตอนที่ละเอียดอ่อนของการเจรจาสันติภาพ Scott Bessent รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ยืนยันอย่างชัดเจนแล้วว่าอิหร่านจะเป็นหัวข้อหลักในการประชุม ซึ่งตอกย้ำว่าสงครามที่ส่งผลกระทบต่อตลาดพลังงานโลกมากกว่าสองเดือนนี้จะไม่ถูกละเลยในห้องประชุมสุดยอด บริบทที่สำคัญคือเพียงไม่กี่วันก่อนการประชุม จีนเพิ่งต้อนรับ Abbas Araghchi รัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่าน เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้น ซึ่งส่งสัญญาณหลายอย่างพร้อมกัน ทั้งว่าจีนกำลังพยายามวางตำแหน่งตัวเองเป็นตัวกลางที่น่าเชื่อถือ และอิหร่านกำลังใช้ความสัมพันธ์กับจีนเพื่อเสริมสถานะการต่อรองกับสหรัฐฯ ยิ่งไปกว่านั้น สถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซยังคงตึงเครียด เมื่อสหรัฐฯ และอิหร่านเพิ่งยิงใส่กันอีกครั้ง โดยต่างฝ่ายต่างโทษอีกฝ่ายว่าเป็นผู้เริ่มก่อน และยังมีรายงานจากสื่อจีน Caixin ว่า เรือบรรทุกน้ำมันที่จีนเป็นเจ้าของถูกโจมตี ในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งหากเป็นเรื่องจริงจะทำให้จีนมีส่วนได้เสียโดยตรงในความขัดแย้งมากยิ่งขึ้น Hai Zhao ผู้อำนวยการด้านการศึกษาการเมืองระหว่างประเทศของ Chinese Academy of…

  • |

    เศรษฐกิจโลกปี 2026: Stagflation ภัยคุกคาม ธนาคารกลางสู้ศึกดอกเบี้ยท่ามกลางสงครามอิหร่าน

    สัญญาณเตือนจากองค์กรการเงินระหว่างประเทศกำลังดังขึ้นเรื่อยๆ ท่ามกลางภาพรวมเศรษฐกิจโลกที่ซับซ้อนและน่ากังวลที่สุดนับตั้งแต่ยุคหลังโควิด-19 เมื่อสงครามอิหร่านที่ปะทุขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ได้พลิกสมการทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ส่งผลให้ราคาพลังงานทะยานสูง เงินเฟ้อกลับมาหลอกหลอน และธนาคารกลางทั่วโลกต้องเผชิญกับ “กับดักสองทาง” อันโหดร้าย ระหว่างการสู้กับเงินเฟ้อที่ต้องขึ้นดอกเบี้ย กับการพยุงการเติบโตที่ต้องลดดอกเบี้ย — ซึ่งทั้งสองทิศทางล้วนขัดแย้งกันโดยสิ้นเชิง นักลงทุนทั่วโลก รวมถึงไทย กำลังจับตามองการประชุมสำคัญของธนาคารกลางหลายแห่งในช่วงไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า โดยเฉพาะการประชุม FOMC ของเฟดวันที่ 16-17 มิถุนายน ซึ่งจะเป็นครั้งแรกที่ Kevin Warsh นั่งเก้าอี้ประธานเฟดอย่างเป็นทางการ IMF และ World Bank ส่งสัญญาณ: เศรษฐกิจโลกชะลอตัว แต่ยังไม่ถึงขั้นล่มสลาย กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ปรับลดคาดการณ์ GDP โลกปี 2026 ลงมาอยู่ที่ 3.1% จากที่เคยคาดไว้สูงกว่านี้ในเดือนมกราคม โดย Kristalina Georgieva ผู้อำนวยการ IMF กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า “หากไม่มีวิกฤตนี้ เราจะได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโต แต่ตอนนี้ แม้แต่สถานการณ์ที่ดีที่สุดของเราก็ยังต้องมีการปรับลด” ในสถานการณ์เลวร้าย หากราคาน้ำมัน Brent…

  • |

    ตลาดหุ้นยุโรปเปิดตัวลบ ขณะ ทรัมป์ พิจารณาข้อเสนอสันติภาพของอิหร่าน

    ตลาดหุ้นยุโรปเปิดทำการในแดนลบเล็กน้อยในวันอังคาร ท่ามกลางบรรยากาศที่นักลงทุนทั่วโลกกำลังจับตาดูว่าวอชิงตันจะตอบสนองอย่างไรต่อข้อเสนอสันติภาพที่อิหร่านเพิ่งส่งมา ในขณะเดียวกันตลาดยังต้องย่อยผลประกอบการของบริษัทชั้นนำหลายแห่งที่ประกาศออกมาพร้อมกันในวันเดียวกัน ทำให้บรรยากาศการลงทุนเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนที่ทับซ้อนกันอยู่หลายชั้น ดัชนี Stoxx 600 ซึ่งครอบคลุมตลาดหุ้นยุโรปในวงกว้างปรับตัวลดลง 0.1% ในช่วงต้นการซื้อขาย ขณะที่ราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นเล็กน้อยในช่วงเช้าของการซื้อขาย สะท้อนให้เห็นว่าความไม่แน่นอนของสงครามในตะวันออกกลางยังคงเป็นปัจจัยที่ตลาดพลังงานต้องตีราคาความเสี่ยงอยู่ตลอดเวลา ภาพรวมตลาดหุ้นยุโรป: ทิศทางที่แตกต่างกัน ในรายละเอียดของดัชนีแต่ละประเทศพบว่ามีทิศทางที่แตกต่างกันอย่างน่าสนใจ FTSE 100 ของสหราชอาณาจักรปรับตัวลง 0.1% ณ เวลา 8:10 น. ตามเวลาลอนดอน ขณะที่ DAX ของเยอรมนีลดลง 0.2% และ CAC 40 ของฝรั่งเศสปรับตัวลง 0.3% อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางทิศทางที่ลบของตลาดส่วนใหญ่ FTSE MIB ของอิตาลีกลับโดดเด่นขึ้นมาในทางตรงข้ามด้วยการปรับตัวขึ้น 0.5% ซึ่งอาจสะท้อนถึงปัจจัยเฉพาะของตลาดอิตาลี ซึ่งมีสัดส่วนของหุ้นกลุ่มธนาคารและพลังงานสูง และอาจได้รับประโยชน์จากบริบทของราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ความแตกต่างในทิศทางระหว่างตลาดยุโรปนี้บ่งบอกว่านักลงทุนในแต่ละประเทศกำลังตีความสัญญาณจากสงครามอิหร่านและข้อเสนอสันติภาพแตกต่างกัน โดยได้รับอิทธิพลจากองค์ประกอบของดัชนีและความเชื่อมโยงของเศรษฐกิจแต่ละประเทศกับตลาดพลังงาน หัวใจของความไม่แน่นอน: ข้อเสนอสันติภาพที่ยังไม่ได้คำตอบ ปัจจัยที่กำหนดบรรยากาศในตลาดวันนี้มากที่สุดคือข่าวที่ Karoline Leavitt โฆษกทำเนียบขาวยืนยันเมื่อวันจันทร์ว่าประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ และทีมความมั่นคงแห่งชาติได้หารือถึงข้อเสนอของอิหร่านที่จะเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง หากสหรัฐฯ ยกเลิกการปิดล้อมและสงครามสิ้นสุดลง…

  • น้ำมัน-ทองคำ-เงิน ผันผวนหนัก! วิกฤตฮอร์มุซพลิกโฉมตลาดสินค้าโภคภัณฑ์โลกปี 2026

    โลกการเงินกำลังเผชิญกับพายุลูกใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ เมื่อความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลและอิหร่านที่ปะทุขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ได้ส่งคลื่นกระแทกรุนแรงผ่านตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วโลก ตั้งแต่น้ำมันดิบที่พุ่งทะยานเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทองคำที่ขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์แล้วดิ่งลงอย่างน่าตกใจ ไปจนถึงเงินที่กำลังเปลี่ยนบทบาทจากโลหะมีค่าเป็นวัตถุดิบอุตสาหกรรมแห่งอนาคต บทความนี้จะพาคุณผ่านทุกมิติของตลาดสินค้าโภคภัณฑ์โลกในขณะนี้ พร้อมวิเคราะห์ผลกระทบที่นักลงทุนไทยควรเตรียมรับมือ น้ำมันดิบ: วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซและการหยุดชะงักครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและพันธมิตรสหรัฐฯ-อิสราเอล ส่งผลให้การสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซหยุดชะงักแทบทั้งหมด ซึ่งเป็นเส้นทางที่น้ำมันโลกราว 20% ต้องผ่านทุกวัน สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ได้ตั้งชื่อเหตุการณ์นี้ว่า “การหยุดชะงักของอุปทานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดน้ำมันโลก” อย่างไม่มีข้อสงสัย ข้อมูลจาก IEA ระบุว่า การปิดกั้นเส้นทางขนส่งในช่องแคบฮอร์มุซส่งผลให้ปริมาณน้ำมันที่ขาดหายไปจากการผลิตของประเทศในตะวันออกกลางสะสมแตะ 1 พันล้านบาร์เรลแล้ว โดยมีกำลังการผลิตที่หยุดชะงักถึง 14 ล้านบาร์เรลต่อวัน ตัวเลขนี้มหาศาลถึงขนาดที่ทำให้นักวิเคราะห์หลายรายถึงกับเปรียบเทียบกับวิกฤตพลังงานในทศวรรษ 1970 ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งขึ้นเกิน 6% แตะระดับ 118.03 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2022 ขณะที่น้ำมัน WTI ของสหรัฐฯ ปิดตลาดที่ 106.88 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพื่อบรรเทาแรงกระแทก IEA ได้ตัดสินใจปล่อยน้ำมันสำรองฉุกเฉิน 400 ล้านบาร์เรล อย่างไรก็ตาม…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *