ราคาน้ำมัน ทองคำ เงิน ผันผวนหนัก สงครามอิหร่านเขย่าตลาดโภคภัณฑ์โลก 2569
|

ราคาน้ำมัน ทองคำ เงิน ผันผวนหนัก สงครามอิหร่านเขย่าตลาดโภคภัณฑ์โลก 2569

ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์โลกในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 เผชิญกับความปั่นป่วนที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในรอบหลายทศวรรษ ตั้งแต่ราคาน้ำมันดิบที่พุ่งทะลุ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในบางช่วง ไปจนถึงทองคำที่ทำสถิติสูงสุดตลอดกาลที่เกือบ 5,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในเดือนมกราคม ก่อนจะร่วงลงมากกว่า 16% ในเวลาต่อมา สาเหตุหลักทั้งหมดสามารถย้อนกลับไปยังจุดเดียวกัน นั่นคือสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านที่ปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 และส่งผลกระทบต่อการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นเลือดสำคัญที่หล่อเลี้ยงพลังงานให้กับโลกถึงราว 20% ของอุปทานพลังงานทั้งหมด

ช่องแคบฮอร์มุซ: ชนวนวิกฤตพลังงานโลก

เมื่อสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านในปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ตลาดพลังงานโลกเข้าสู่ภาวะตึงเครียดที่ไม่เคยเห็นมาตั้งแต่ยุควิกฤตน้ำมันในทศวรรษ 1970 ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางผ่านของน้ำมันดิบจากกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซียทั้งซาอุดีอาระเบีย คูเวต สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และอิรัก ถูกปิดกั้นอย่างแท้จริง ส่งผลให้ผู้ผลิตน้ำมันในตะวันออกกลางต้องระงับการผลิตรวมกันถึง 13 ล้านบาร์เรลต่อวัน ตามรายงานของ Energy Aspects

Al Jazeera รายงานว่าในช่วงปลายเดือนเมษายน ราคาน้ำมันดิบ WTI ของสหรัฐฯ พุ่งขึ้น 6.95% แตะ 106.88 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่เบรนท์ซึ่งเป็นราคาอ้างอิงระหว่างประเทศปรับตัวขึ้น 6.08% มาที่ 118.03 ดอลลาร์ โดยแตะสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2565 ก่อนที่เบรนท์จะยังคงไต่ระดับต่อเนื่องไปแตะ 119.94 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในวันถัดมา

Amrita Sen ผู้ก่อตั้ง Energy Aspects ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานชั้นนำ ให้ความเห็นแก่ CNBC อย่างตรงไปตรงมาว่า สถานการณ์ในตลาดพลังงานขณะนั้นคือ “ความวุ่นวายอย่างสมบูรณ์” (It’s a complete mess) โดยชี้ว่าเรือบรรทุกน้ำมันส่วนใหญ่หันหัวเรือไปหาสหรัฐฯ เพื่อรับน้ำมันที่นั่นแทน และอาจต้องใช้เวลาถึงเดือนมิถุนายนเพื่อเบี่ยงเส้นทางเรือเหล่านั้นกลับสู่ตะวันออกกลาง

Amrita Sen ยังเตือนว่านักลงทุนจำนวนมากกำลังตกอยู่ในภาวะ “ความหวังที่ไม่มีมูลอย่างยิ่ง” (extremely misplaced euphoria) โดยดูเหมือนจะยังประเมินผลกระทบของวิกฤตพลังงานต่ำเกินไป เธอกล่าวด้วยว่าหาก Hormuz ยังคงถูกปิดกั้นต่อเนื่อง โลกจะต้องย้อนกลับไปสู่ระดับความต้องการน้ำมันปี 2556 ซึ่งน้อยกว่าปัจจุบันถึงราว 10 ล้านบาร์เรลต่อวัน ทั้งที่โลกมีประชากรเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งพันล้านคนแล้ว

สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐฯ (EIA) ในรายงานแนวโน้มพลังงานระยะสั้นเดือนมิถุนายนชี้ว่า ราคาน้ำมันเบรนท์เฉลี่ยในเดือนพฤษภาคมอยู่ที่ 107 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ลดลง 10 ดอลลาร์จากเดือนเมษายน นับเป็นการปรับตัวลงรายเดือนครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2568 อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่ช่องแคบยังคงปิดกั้น EIA คาดว่าราคาเบรนท์จะเฉลี่ยอยู่ที่ 105 ดอลลาร์ในเดือนมิถุนายนและกรกฎาคม

ความหวังสันติภาพกับความผันผวนของราคา: ตลาดยังอ่านเกมไม่ออก

หนึ่งในปรากฏการณ์ที่น่าสังเกตที่สุดในตลาดพลังงานช่วงนี้คือความผันผวนสุดขีดที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของการเจรจาสันติภาพ ราคาน้ำมันสามารถร่วงลงได้กว่า 15-16% ในวันเดียว เมื่อมีข่าวว่าสหรัฐฯ และอิหร่านบรรลุข้อตกลงหยุดยิง ก่อนจะฟื้นตัวขึ้นกว่า 8% เมื่อสถานการณ์พลิกกลับ

ราคาน้ำมันดิบโลกร่วงลงประมาณ 20% จากจุดสูงสุดของปี 2569 เมื่อนักลงทุนเพิ่มความหวังต่อโอกาสบรรลุข้อตกลงหยุดยิงระยะยาวระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งจะเป็นการปลดล็อกการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยเบรนท์ร่วงลงมาที่ 92.56 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม และ WTI แตะ 87.18 ดอลลาร์

อย่างไรก็ตาม UBS ระบุว่ายังมี “หลักฐานน้อยมาก” ที่บ่งชี้ถึงการปรับปรุงสภาพการจราจรทางเรือหรือกระแสพลังงานในภูมิภาคในระยะสั้น ในขณะที่ IEA เตือนว่า อุปทานน้ำมันโลกลดลงอีก 1.8 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนเมษายน ทำให้การสูญเสียรวมสะสมอยู่ที่ 12.8 ล้านบาร์เรลต่อวันนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้น และยังคาดการณ์ว่าตลาดน้ำมันจะยังอยู่ในภาวะขาดแคลนอุปทานตลอดสิ้นปีนี้

ล่าสุด ณ ต้นเดือนมิถุนายน อิหร่านยิงขีปนาวุธโจมตีอิสราเอลเพื่อตอบโต้การรณรงค์ทางทหารในเลบานอน ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นกว่า 5% ชั่วคราว ขณะที่ OPEC+ อนุมัติเพิ่มโควต้าการผลิต 188,000 บาร์เรลต่อวันตั้งแต่เดือนกรกฎาคม นับเป็นการปรับเพิ่มโควต้าครั้งที่สี่นับตั้งแต่ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด

ทองคำ: จากที่หลบภัย สู่เหยื่อของดอกเบี้ยสูง

หากปี 2568 คือปีทองของโลหะมีค่า — ทองคำพุ่งขึ้น 66% และเงินพุ่งขึ้นถึง 135% ตลอดทั้งปี — ปี 2569 ก็ถือได้ว่าเป็นปีแห่งการทดสอบ ทองคำทำสถิติสูงสุดตลอดกาลที่ 5,594.82 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในวันที่ 29 มกราคม 2569 ก่อนที่สงครามอิหร่านจะปะทุขึ้นในปลายเดือนกุมภาพันธ์ และนับจากนั้น ราคาทองคำก็สูญเสียมูลค่าไปมากกว่า 16% จากจุดสูงสุด

สิ่งที่เกิดขึ้นกับทองคำถือเป็นปรากฏการณ์ที่ผิดจากตำราลงทุนดั้งเดิม เพราะปกติแล้ว ในยามสงครามและความไม่แน่นอน ทองคำมักทำหน้าที่เป็น “สินทรัพย์ปลอดภัย” ที่ราคาพุ่งสูงขึ้น แต่ครั้งนี้ สงครามกลับกดดันทองคำผ่านกลไกที่ซับซ้อนกว่านั้น

Fawad Razaqzada นักวิเคราะห์ตลาดจาก City Index อธิบายว่า “ปัญหาของทองคำคือความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ไม่ได้ทำงานอยู่อย่างโดดเดี่ยว ราคาพลังงานที่สูงขึ้นกำลังป้อนเข้าสู่ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ กดดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นในระดับปานกลาง และทำให้ดอลลาร์แข็งค่าขึ้นในเวลาเดียวกัน”

กลไกดังกล่าวสร้างแรงกดดันสามด้านพร้อมกัน คือ อัตราเงินเฟ้อที่สูงทำให้ธนาคารกลางต้องคงดอกเบี้ยสูงไว้ ดอกเบี้ยสูงทำให้ทองคำซึ่งไม่มีผลตอบแทนมีความน่าสนใจน้อยลง และดอลลาร์ที่แข็งค่าทำให้ราคาทองคำในสกุลเงินอื่นแพงขึ้น กดดันความต้องการซื้อจากนักลงทุนต่างชาติ

Bart Melek หัวหน้ากลยุทธ์สินค้าโภคภัณฑ์ระดับโลกของ TD Securities ชี้ว่า “ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นกำลังเพิ่มความเสี่ยงที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ และธนาคารกลางอื่น ๆ อาจต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อต่อสู้กับสิ่งที่จะกลายเป็นภาวะเงินเฟ้อซบเซา ทองคำจึงตอบสนองต่อความเสี่ยงนั้น”

ณ วันที่ 10 มิถุนายน 2569 ราคาทองคำ Spot ร่วงลง 2.4% มาที่ 4,161.63 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่ตลาดคาดว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุม FOMC วันที่ 16-17 มิถุนายนนี้ด้วยความน่าจะเป็นสูงมาก และตลาดยังมีการพูดถึงความเป็นไปได้ที่เฟดอาจขึ้นดอกเบี้ยในช่วงไตรมาสสี่ของปีนี้ด้วย

เงิน (Silver): ดาวรุ่งที่ผันผวนสุดขีด

หากทองคำเป็นโลหะที่นักลงทุนรายใหญ่จับตามอง เงินคือโลหะที่ให้ทั้งโอกาสและความเสี่ยงในระดับที่สูงกว่ามาก ในเดือนมกราคม 2569 ราคาเงินพุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ด้วยการทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และแตะจุดสูงสุดที่ 116 ดอลลาร์ ก่อนจะตกลงมาอยู่ที่แถว 74 ดอลลาร์ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม

ในช่วงที่ตลาดโลหะทรุดตัวหนักในเดือนมีนาคม ราคาทองคำร่วงลงเกือบ 6% ขณะที่เงินทรุดลงถึง 8% การเทขายลามไปถึงโลหะอุตสาหกรรมอย่างทองแดงที่ปรับตัวลง 2% และพัลลาเดียมที่หล่นลงถึง 5.5% สาเหตุหลักคือความกังวลว่าน้ำมันแพงจากสงครามอิหร่านจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก

อย่างไรก็ตาม มุมมองระยะยาวต่อเงินยังคงสดใส นักวิเคราะห์จาก SP Angel ระบุว่าราคาเงินมีแนวโน้มพุ่งขึ้นจากความต้องการทางกายภาพที่เพิ่มขึ้น โดยราคาน้ำมันที่สูงขึ้นกำลังกระตุ้นยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งจะเพิ่มความต้องการใช้เงินในแผงโซลาร์เซลล์และเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนอื่น ๆ

HSBC ปรับเพิ่มประมาณการราคาเงินเป็น 68.25 ดอลลาร์ต่อออนซ์ สูงขึ้น 53% จากประมาณการเดิม ขณะที่ BNP Paribas มองว่าการฟื้นตัวของโลหะมีค่าจะเกิดขึ้นเมื่อสถานการณ์สงครามคลี่คลาย Philippe Gijsels หัวหน้ากลยุทธ์ของ BNP Paribas Fortis กล่าวว่า “เมื่อหมอกแห่งสงครามเริ่ม걷ขึ้น นักลงทุนจะกลับมาซื้อทองคำและเงินอีกครั้ง” และยืนยันว่าปัจจัยพื้นฐานที่หนุนราคาโลหะมีค่า “ยังคงอยู่ครบถ้วน”

กองทุนเฮดจ์ฟันด์กำไรก้อนใหญ่: ใครได้ประโยชน์จากความโกลาหล

ท่ามกลางความปั่นป่วน มีผู้ชนะที่โดดเด่นกลุ่มหนึ่งในตลาดการเงิน ได้แก่ กองทุน CTA หรือ Commodity Trading Advisors ซึ่งเป็นกองทุนเฮดจ์ฟันด์เชิงปริมาณที่ใช้อัลกอริทึมตามแนวโน้มตลาด

CNBC รายงานว่า กองทุนเชิงปริมาณแบบ Trend-following บันทึกกำไรสองหลักในปี 2569 โดยมีพลังงานเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ หลายกลยุทธ์ทำกำไรจากการ “long” น้ำมันดิบ น้ำมันเบนซิน และน้ำมันดีเซล เนื่องจากความกังวลเรื่องอุปทานอย่างต่อเนื่อง

Yung-Shin Kung ระบุว่ากองทุน CTA สามารถจับ “rally” ของโลหะมีค่า โดยเฉพาะเงินและทองคำในช่วงต้นปี ก่อนจะสลับไปลงทุนในโลหะอุตสาหกรรมที่ได้ประโยชน์จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI และข้อจำกัดด้านอุปทานที่เกิดจากสงครามอิหร่าน

Tom Wrobel ผู้อำนวยการฝ่ายที่ปรึกษาเงินทุนจาก Societe Generale วิเคราะห์ว่า ความสำเร็จของกองทุน CTA ในปีนี้ไม่ได้มาจากตลาดสินค้าโภคภัณฑ์เพียงอย่างเดียว แต่เป็น “แนวโน้มหลายประการในหลายตลาดพร้อมกัน” ซึ่งสะท้อนถึงโครงสร้างตลาดที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้น

แนวโน้มและมุมมองผู้เชี่ยวชาญ: อะไรจะเกิดขึ้นต่อไป

ราคาน้ำมัน: สถานการณ์ยังคงผูกกับการเจรจาสันติภาพ EIA คาดว่าราคาเบรนท์จะยังอยู่ระดับสูงในช่วง 105 ดอลลาร์ตลอดเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม หากช่องแคบยังปิดอยู่ และเมื่อ Hormuz เริ่มเปิดอีกครั้ง ราคาจะค่อย ๆ ลดลงสู่แถว 79 ดอลลาร์ในปี 2570

Amrita Sen คาดว่า 80-90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลจะกลายเป็น “พื้นราคาใหม่” ในระยะยาว และเตือนว่าราคาพลังงานที่สูงต่อเนื่องจะสร้างคลื่นกระทบไปทั่วตลาดสินค้าโภคภัณฑ์

ราคาทองคำ: Deric Ned ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Ridgemont Metals คาดว่าราคาทองคำจะอยู่ในกรอบ 4,400-4,800 ดอลลาร์ในเดือนมิถุนายน โดยมีกรณีฐานที่ 4,650-4,750 ดอลลาร์ และหากสถานการณ์อิหร่านบานปลายหรือดอลลาร์อ่อนค่า ราคาอาจแตะ 4,800 ดอลลาร์หรือสูงกว่า

ข้อมูลจาก World Gold Council ชี้ว่าธนาคารกลางทั่วโลกยังคงซื้อทองคำสุทธิ 244 ตันในไตรมาสแรกของปี 2569 ซึ่งเป็นแรงหนุนเชิงโครงสร้างที่สำคัญ ขณะที่หนี้สาธารณะของสหรัฐฯ เกิน 37 ล้านล้านดอลลาร์แล้ว พร้อมดอกเบี้ยจ่ายต่อปีสูงกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์

World Bank ระบุในรายงาน Commodity Markets Outlook เดือนเมษายน 2569 ว่าราคาทองคำเฉลี่ยทั้งปีนี้จะอยู่ที่ 4,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์ สูงขึ้น 37% จากปี 2568 โดยสถาบันการเงินใหญ่อย่าง Commerzbank ปรับเพิ่มเป้าหมายปลายปีเป็น 5,000 ดอลลาร์ ขณะที่ David Wilson ผู้อำนวยการกลยุทธ์สินค้าโภคภัณฑ์ของ BNP Paribas มองว่าทองคำอาจแตะ 6,000 ดอลลาร์ภายในสิ้นปี

Ross Wong นักวิเคราะห์ระบุว่า “การทำสถิติสูงสุดใหม่ของทองคำในปีนี้ดูเป็นไปได้น้อยลงเรื่อย ๆ หากไม่มีการหยุดยิงที่ชัดเจนและยั่งยืนกับอิหร่าน ที่จะเปิด Hormuz และทำให้ราคาพลังงานลดลง จนตลาดหยุดกังวลเรื่องอัตราดอกเบี้ยที่อาจสูงขึ้น”

ผลกระทบต่อนักลงทุนไทย: อ่านเกมให้ออกในยุคโภคภัณฑ์ผันผวน

สำหรับนักลงทุนและผู้ประกอบการไทย วิกฤตโภคภัณฑ์ปี 2569 สร้างผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมหลายด้าน

ด้านต้นทุนพลังงาน: ราคาน้ำมันที่ยืนระดับสูงกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลมาหลายเดือน ส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตในภาคอุตสาหกรรม ต้นทุนโลจิสติกส์ และราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ธุรกิจที่พึ่งพาพลังงานสูงอย่างสายการบิน การขนส่ง และปิโตรเคมี ยังคงเผชิญกับแรงกดดันจากต้นทุนที่ยังไม่มีทีท่าจะลดลงในเร็ว ๆ นี้

ด้านการลงทุนในทองคำ: สำหรับนักลงทุนไทยที่ถือทองคำไว้ตั้งแต่ก่อนสงคราม การปรับตัวลง 16% จากจุดสูงสุดอาจสร้างความกังวล อย่างไรก็ดี มุมมองระยะยาวยังคงสดใสตราบที่ปัจจัยเชิงโครงสร้าง ได้แก่ การซื้อทองของธนาคารกลาง หนี้สาธารณะโลก และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ยังคงอยู่

ด้านค่าเงินบาท: ดอลลาร์สหรัฐฯ ที่แข็งค่าขึ้นจากความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยและความคาดหวังดอกเบี้ยสูง ส่งผลให้ค่าเงินบาทและสกุลเงินตลาดเกิดใหม่อื่น ๆ อ่อนค่าลง ซึ่งเพิ่มต้นทุนการนำเข้าและกดดันภาคธุรกิจที่ต้องนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ

ด้านการลงทุนในเงิน (Silver): สำหรับนักลงทุนที่สนใจโลหะมีค่าและมองหาโอกาสการลงทุนในกระแสพลังงานสะอาด เงินยังคงมีปัจจัยพื้นฐานรองรับจากความต้องการใช้ในแผงโซลาร์และ EV ที่เติบโตต่อเนื่อง ความผันผวนสูงในระยะสั้นเป็นทั้งความเสี่ยงและโอกาสสำหรับนักลงทุนที่มีระดับความเสี่ยงทนทานสูง

กลยุทธ์ที่ควรพิจารณา: ในสถานการณ์ที่ความไม่แน่นอนยังสูง การกระจายความเสี่ยงยังคงเป็นหัวใจสำคัญ การถือสินทรัพย์ที่หลากหลายทั้งโลหะมีค่า หุ้นที่ได้ประโยชน์จากราคาพลังงานสูง และพันธบัตรป้องกันเงินเฟ้อ (TIPS) อาจช่วยบรรเทาความเสี่ยงได้ดีกว่าการเดิมพันในทิศทางเดียว

นักลงทุนควรจับตาสัญญาณสำคัญในระยะต่อไป ได้แก่ การประชุม FOMC วันที่ 16-17 มิถุนายน ตัวเลขเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ประจำเดือนพฤษภาคม และความคืบหน้าของการเจรจาหยุดยิงสหรัฐฯ-อิหร่าน ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางตลาดสินค้าโภคภัณฑ์โลกในช่วงครึ่งปีหลัง

Similar Posts

  • เศรษฐกิจโลก 2026: สงครามตะวันออกกลาง ดอกเบี้ยสูง และผลกระทบต่อนักลงทุนไทย

    เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับพายุหลายลูกพร้อมกัน ทั้งสงครามในตะวันออกกลางที่ฉุดรั้งการเติบโต ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงจนหลายธนาคารกลางต้องทบทวนเส้นทางดอกเบี้ย และภาวะเงินเฟ้อที่กลับมาร้อนแรงในหลายประเทศ ขณะที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ปรับลดคาดการณ์ GDP โลกปี 2026 ลงเหลือเพียง 3.1% จากที่เคยคาดไว้ที่ 3.4% ก่อนความขัดแย้งจะปะทุ สำหรับประเทศไทยซึ่งพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง สถานการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องที่จะมองข้ามได้อีกต่อไป IMF ส่งสัญญาณเตือน: เศรษฐกิจโลกอยู่ใต้เงาสงคราม รายงาน World Economic Outlook ฉบับเดือนเมษายน 2026 ของ IMF ตีพิมพ์ภายใต้ชื่อ “Global Economy in the Shadow of War” สื่อสารถึงสถานการณ์ที่ตึงเครียดได้อย่างชัดเจน ก่อนการปะทุของสงครามในตะวันออกกลาง เศรษฐกิจโลกกำลังอยู่ในช่วงฟื้นตัวที่น่าประทับใจ ภาคเอกชนปรับตัวรับมือกำแพงภาษีของสหรัฐฯ ได้ดี ในขณะที่บูมของ AI และการลงทุนด้านเทคโนโลยีหนุนการเติบโต แต่ทุกอย่างพลิกผัน เมื่อการปิดช่องแคบฮอร์มุซและความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานพลังงานในภูมิภาคตะวันออกกลาง ได้เปลี่ยนภาพรวมเศรษฐกิจโลกอย่างสิ้นเชิง ภายใต้สมมติฐานที่ว่าความขัดแย้งจะจำกัดขอบเขตและระยะเวลา IMF คาดว่าการเติบโตของ GDP โลกจะชะลอตัวสู่ระดับ 3.1% ในปี 2026…

  • | |

    หุ้นที่เคลื่อนไหวรุนแรงที่สุดในช่วงก่อนตลาดเปิด: Seagate, Robinhood, Humana, Generac และอื่นๆ

    ช่วงก่อนตลาดเปิดทำการในวันพุธ มีหุ้นหลายตัวที่เคลื่อนไหวรุนแรงอย่างผิดปกติ หลังจากบริษัทต่างๆ ทยอยรายงานผลประกอบการประจำไตรมาส ทั้งที่ออกมาดีเกินคาดและน่าผิดหวังกว่าที่นักวิเคราะห์ประเมินไว้ ภาพรวมของฤดูกาลประกาศผลครั้งนี้สะท้อนให้เห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างบริษัทที่สามารถปรับตัวและสร้างการเติบโตได้ท่ามกลางสภาวะที่ท้าทาย กับบริษัทที่ยังคงดิ้นรนกับแรงกดดันที่มาจากทั้งปัจจัยภายในและภายนอก ผู้ชนะแห่งวัน: หุ้นที่พุ่งขึ้นแรง Seagate Technology คือดาวเด่นที่สุดของวัน โดยราคาหุ้นพุ่งขึ้นเกือบ 18% หลังจากบริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลรายนี้ประกาศแนวโน้มที่แข็งแกร่งอย่างมากสำหรับไตรมาสสี่ของปีงบประมาณ โดยคาดว่าจะมีรายได้ 3,450 ล้านดอลลาร์ บวกลบ 100 ล้านดอลลาร์ และกำไรต่อหุ้นปรับปรุง 5 ดอลลาร์ บวกลบ 20 เซนต์ ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์จาก LSEG คาดการณ์ไว้ที่กำไร 3.97 ดอลลาร์ต่อหุ้นและรายได้ 3,160 ล้านดอลลาร์ ทำให้นักลงทุนแห่ซื้อหุ้นอย่างกระตือรือร้น ผลของ Seagate ยังส่งแรงกระเพื่อมไปยังกลุ่มหุ้นหน่วยความจำทั้งหมด โดย Western Digital พุ่งขึ้นมากกว่า 10%, Sandisk ขยับขึ้น 7.5% และ Micron เพิ่มขึ้นกว่า 4% NXP Semiconductors ก็สร้างความประหลาดใจให้กับตลาดเช่นกัน โดยราคาหุ้นพุ่งขึ้นมากกว่า 18.5%…

  • ศึกธนาคารกลางโลก! เฟดยุค Warsh ส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ย ECB-BOJ นำหน้าไปแล้ว

    สัปดาห์ที่ผ่านมาถือเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่เข้มข้นที่สุดของปีสำหรับตลาดการเงินโลก เมื่อธนาคารกลางหลักของโลกถึง 3 แห่ง ได้แก่ ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ธนาคารกลางยุโรป (ECB) และธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ต่างจัดประชุมกำหนดทิศทางดอกเบี้ยในกรอบเวลาห่างกันเพียงไม่กี่วัน ท่ามกลางแรงกดดันเงินเฟ้อที่พุ่งสูงจากผลพวงสงครามตะวันออกกลาง ขณะที่ในจังหวะเดียวกันก็มีข่าวดีเรื่องข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านที่ทำให้ราคาน้ำมันดิบร่วงลงอย่างรวดเร็ว สร้างความผันผวนสองด้านที่นักลงทุนทั่วโลกต้องจับตาอย่างใกล้ชิด ไฮไลต์สำคัญที่สุดอยู่ที่การประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ครั้งแรกของ เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ประธานเฟดคนใหม่ ซึ่งแม้จะยังคงดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 3.5-3.75% ตามคาด แต่กลับส่งสัญญาณที่ตลาดตีความว่าเป็น “hawkish” อย่างชัดเจน ด้วยการตัดวลี “เอียงไปทางผ่อนคลายนโยบาย” ออกจากแถลงการณ์ พร้อมเปิดเผยว่ากรรมการเฟด 9 จาก 18 คน คาดการณ์ว่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ยอย่างน้อย 1 ครั้งภายในปีนี้ ส่งผลให้ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทเทขายอย่างหนักในวันประกาศ ก่อนจะค่อยๆ ฟื้นตัวกลับมาได้ในช่วงปลายสัปดาห์ เฟดยุควอร์ชเปิดตัวด้วยท่าที Hawkish เหนือความคาดหมาย การประชุม FOMC วันที่ 17 มิถุนายนที่ผ่านมา ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของธนาคารกลางสหรัฐฯ เพราะเป็นครั้งแรกที่เควิน วอร์ช นั่งหัวโต๊ะในฐานะประธานเฟดคนใหม่…

  • | |

    เศรษฐกิจโลกสั่นคลอน สงครามอิหร่านปลุกเงินเฟ้อ ธนาคารกลางเผชิญทางเลือกที่เจ็บปวด

    โลกในช่วงกลางปี 2569 กำลังเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจที่ซับซ้อนที่สุดนับตั้งแต่ยุควิกฤตพลังงานในทศวรรษที่ผ่านมา สงครามอิหร่านที่ปะทุขึ้นในต้นปีส่งแรงกระเพื่อมไปทั่วโลก ราคาพลังงานทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่ธนาคารกลางชั้นนำต้องตัดสินใจในสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ระหว่างการสกัดเงินเฟ้อที่พุ่งสูงกับการพยุงเศรษฐกิจที่เริ่มส่งสัญญาณชะลอตัว ขณะเดียวกัน ธนาคารโลกยืนยันว่าเศรษฐกิจโลกยังแสดงความยืดหยุ่นเกินคาด แต่ก็ส่งสัญญาณเตือนถึงอนาคตที่มีความไม่แน่นอนสูง ภาพรวม GDP โลก: ทนทานกว่าที่คาด แต่ยังไม่พ้นวิกฤต ในเดือนมกราคม 2569 ธนาคารโลกได้เปิดเผยรายงาน Global Economic Prospects ฉบับล่าสุด ซึ่งส่งสัญญาณที่ค่อนข้างน่าพอใจในช่วงต้นปี เศรษฐกิจโลกพิสูจน์ให้เห็นว่ามีความยืดหยุ่นสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดย GDP โลกในปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวที่ระดับ 2.6% ชะลอลงเล็กน้อยจาก 2.7% ในปี 2568 ก่อนที่จะฟื้นตัวกลับมาที่ 2.7% ในปี 2570 สิ่งที่น่าสนใจคือสาเหตุที่ทำให้ตัวเลขถูกปรับขึ้น ธนาคารโลกระบุว่าประมาณสองในสามของการปรับประมาณการที่ดีขึ้นสะท้อนถึงการเติบโตที่ดีกว่าคาดของสหรัฐอเมริกา แม้จะต้องเผชิญกับความปั่นป่วนจากมาตรการภาษีนำเข้า โดยคาดว่า GDP สหรัฐฯ จะขยายตัวที่ 2.2% ในปี 2569 เทียบกับ 2.1% ในปีก่อน แต่ภาพที่สวยงามในต้นปีเริ่มมัวหมองลงเมื่อสงครามอิหร่านทวีความรุนแรงขึ้น OECD ปรับมุมมองใหม่อย่างมีนัยสำคัญ โดยคาดการณ์ว่า…

  • |

    Alphabet ร่วงหนัก 7% สูญมูลค่า 2.5 แสนล้านดอลลาร์ หลังนักวิจัย AI ระดับท็อปย้ายซบ OpenAI-Anthropic

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เปิดสัปดาห์ใหม่ด้วยภาพที่ขัดแย้งกันอย่างชัดเจน ด้านหนึ่งคือ Alphabet บริษัทแม่ของ Google ที่หุ้นทรุดตัวลงราว 6-7% ในวันเดียว ซึ่งถือเป็นวันที่แย่ที่สุดในรอบปีของบริษัท สาเหตุมาจากการลาออกของนักวิจัย AI ระดับโลกสองคนรวดในสัปดาห์เดียวกัน ไปอยู่กับคู่แข่งอย่าง OpenAI และ Anthropic ส่งผลให้มูลค่าตลาดของ Alphabet หายไปประมาณ 250,000 ล้านดอลลาร์ ขณะที่อีกด้านหนึ่ง ดัชนีหุ้นขนาดเล็ก Russell 2000 กลับทำสถิติประวัติศาสตร์ ทะลุระดับ 3,000 จุดเป็นครั้งแรก สะท้อนว่าเงินทุนกำลังหมุนออกจากหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ไปสู่สินทรัพย์อื่นที่มีความเสี่ยงกระจุกตัวน้อยกว่า ภาพรวมตลาดในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมายังเต็มไปด้วยปัจจัยซับซ้อนหลายชั้น ตั้งแต่ผลกระทบที่ยังหลงเหลือจากการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ที่ส่งสัญญาณ “hawkish” เกินคาดเมื่อสัปดาห์ก่อน ไปจนถึงความคืบหน้าของการเจรจาสันติภาพสหรัฐฯ-อิหร่านที่ช่วยฉุดราคาน้ำมันลง และการเทขายทำกำไรในหุ้น SpaceX ที่ร่วงต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 หลังจากพุ่งทำสถิติในการเข้าตลาดครั้งแรกเมื่อสองสัปดาห์ก่อน นักลงทุนไทยที่ติดตามตลาดโลกควรทำความเข้าใจภาพรวมเหล่านี้อย่างละเอียด เพราะมีนัยสำคัญต่อทั้งกองทุนต่างประเทศและทิศทางการลงทุนในสินทรัพย์เทคโนโลยีทั่วโลก Alphabet ร่วงหนักสุดในรอบปี หลังเสีย “สมองกล” ระดับโลกให้คู่แข่ง เหตุการณ์ที่สร้างแรงสะเทือนมากที่สุดในตลาดสัปดาห์นี้คือการที่หุ้น Alphabet ทรุดตัวลงอย่างรุนแรง โดย Reuters…

  • |

    เฟดยึดดอกเบี้ย 3.5-3.75% ส่งไม้ให้ “วอร์ช” นำทัพ ขณะ ECB สู้ศึกเงินเฟ้อสงครามตะวันออกกลาง

    นโยบายการเงินโลกกำลังเข้าสู่บทใหม่ที่ซับซ้อนที่สุดในรอบหลายปี เมื่อธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) ต่างยืนหยัดคงอัตราดอกเบี้ยท่ามกลางพายุคู่ขนาน ทั้งเงินเฟ้อที่ยังสูงกว่าเป้าหมาย และสงครามสหรัฐ-อิสราเอล-อิหร่านที่ส่งแรงกระเพื่อมต่อราคาน้ำมันและห่วงโซ่อุปทานโลก บทบาทของเจอโรม พาวเวลล์ในฐานะประธาน Fed สิ้นสุดลงแล้ว ขณะที่เควิน วอร์ช ทายาทที่ทรัมป์เลือกสรร เพิ่งได้รับการรับรองจากวุฒิสภาด้วยคะแนนเฉียดฉิว 54-45 เสียง เมื่อ 13 พฤษภาคม 2026 พร้อมรับภารกิจที่ท้าทายที่สุดในอาชีพการงาน — นั่นคือการพิสูจน์ว่าเขาสามารถลดดอกเบี้ยได้ตามที่ทรัมป์ต้องการ โดยไม่จุดเชื้อเงินเฟ้อที่ยังคุอยู่ให้ลุกโชนอีกครั้ง เส้นทางดอกเบี้ย Fed: จากพาวเวลล์สู่วอร์ช คณะกรรมการตลาดการเงินแบบเปิด (FOMC) ของ Fed มีมติคงอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงไว้ที่ช่วง 3.5-3.75% ในการประชุมเดือนมกราคม 2026 ซึ่งถือเป็นการหยุดพักหลังจากลดดอกเบี้ยติดต่อกันสามครั้งก่อนหน้านี้ ตามรายงานของ CNBC ในการประชุมเดือนมีนาคม 2026 FOMC มีมติ 11 ต่อ 1 เสียง คงอัตราดอกเบี้ยพื้นฐาน (benchmark federal funds rate) ไว้ที่ช่วง 3.5-3.75%…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *