ตลาดหุ้นโลกพุ่ง! สหรัฐ-อิหร่านสงบศึก SpaceX IPO สถิติโลก AI ยังครองตลาด
|

ตลาดหุ้นโลกพุ่ง! สหรัฐ-อิหร่านสงบศึก SpaceX IPO สถิติโลก AI ยังครองตลาด

ตลาดการเงินโลกเปิดสัปดาห์ใหม่ด้วยบรรยากาศที่คึกคักอย่างยิ่ง หลังจากสองเหตุการณ์ประวัติศาสตร์เกิดขึ้นพร้อมกัน คือการที่สหรัฐอเมริกาและอิหร่านบรรลุข้อตกลงสันติภาพเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ประกอบกับ IPO ของ SpaceX ที่กลายเป็น IPO ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์วอลล์สตรีทเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สองปัจจัยนี้ส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกร้อนแรงตั้งแต่เช้าวันจันทร์ ขณะที่ราคาน้ำมันดิ่งลงกว่า 4% สู่ระดับต่ำสุดในรอบสามเดือน ท่ามกลางกระแสความกังวลที่คลี่คลาย นักวิเคราะห์จาก Goldman Sachs และ Bloomberg ต่างชี้ว่านี่คือ “จุดเปลี่ยน” สำคัญของตลาดทุนโลกที่นักลงทุนไทยไม่ควรมองข้าม

สหรัฐ-อิหร่านจับมือหยุดสงคราม ตลาดเอเชียพุ่งทะยาน

ตลาดหุ้นทั่วโลกและตลาดตราสารหนี้ต่างปรับตัวขึ้นพร้อมกัน ขณะที่ราคาน้ำมันดิ่งลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบสามเดือน หลังจากสหรัฐอเมริกาและอิหร่านบรรลุข้อตกลงเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ส่งผลให้ความกังวลเรื่องการหยุดชะงักของการจัดหาพลังงานโลกลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ดัชนี MSCI ของหุ้นเอเชียพุ่งขึ้นราว 3% ขณะที่ฟิวเจอร์สหุ้นสหรัฐและยุโรปปรับขึ้นกว่า 1.2% ส่วนนิกเกอิ 225 ของญี่ปุ่นมุ่งหน้าสู่การปิดทำการในระดับสถิติสูงสุด ดอลลาร์อ่อนค่าเมื่อเทียบกับสกุลหลัก ขณะที่บิตคอยน์ปรับตัวขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบเกือบสองสัปดาห์ น้ำมันดิบ Brent ลดลงกว่า 4% มาอยู่ที่ระดับประมาณ 83 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

ในฝั่งเอเชีย ตลาดหุ้นทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกพุ่งสูงขึ้นหลังการประกาศข้อตกลงระหว่างวอชิงตันและเตหะรานเพื่อยุติสงคราม โดยดัชนีนิกเกอิ 225 ของญี่ปุ่นพุ่งขึ้น 5.5% ในช่วงเช้า ขณะที่โคสปีของเกาหลีใต้กระโจนขึ้นถึง 5.7% ไต้หวันเพิ่มขึ้นราว 2.7% ออสเตรเลียบวก 1.5% และฮ่องกงปรับขึ้นราว 1% ก่อนจะคืนกำไรบางส่วนในช่วงสาย ขณะที่ฟิวเจอร์สของ S&P 500 และ Nasdaq Composite ของสหรัฐก็ปรับขึ้น 1% และ 1.8% ตามลำดับนอกตลาดปกติ

การบรรลุข้อตกลงดังกล่าวถือเป็นตัวแปรสำคัญที่สุดในสัปดาห์นี้ เนื่องจากก่อนหน้านี้ความตึงเครียดในตะวันออกกลางและการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันกว่าหนึ่งในห้าของโลก ได้กดดันความเชื่อมั่นของนักลงทุนมาตลอดหลายเดือน สำนักข่าวต่างๆ รายงานว่ารองรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน Kazem Gharibabadi ยืนยันว่าบรรลุข้อตกลงแล้ว และระบุว่าข้อความเต็มจะถูกเปิดเผยหลังพิธีลงนามในสวิตเซอร์แลนด์ โดยข้อตกลงนี้ครอบคลุมการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ การถอนการปิดล้อมทางทะเล การรื้อถอนโปรแกรมนิวเคลียร์ของอิหร่าน และแรงจูงใจทางเศรษฐกิจหากเตหะรานปฏิบัติตาม

SpaceX IPO ทำลายทุกสถิติ เปลี่ยนโฉมหน้าตลาดทุนอเมริกัน

ก่อนหน้าข่าวสันติภาพ เหตุการณ์สะเทือนตลาดที่สร้างความตื่นเต้นทั้งสัปดาห์คือการเข้าตลาดหุ้นของ SpaceX บริษัทจรวดและดาวเทียมของอีลอน มัสก์ หุ้น SpaceX เปิดซื้อขายที่ราคา 150 ดอลลาร์ต่อหุ้นในวันแรก และพุ่งขึ้นกว่า 30% ในช่วงหนึ่ง ก่อนจะปิดที่ 160.95 ดอลลาร์ บวก 19% จากราคา IPO ที่ 135 ดอลลาร์ ทำให้มูลค่าตลาดของบริษัทแตะ 2.25 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วงสูงสุด การ IPO ครั้งนี้ระดมทุนได้ 75,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์วอลล์สตรีท และทำให้อีลอน มัสก์ กลายเป็นบุคคลแรกของโลกที่มีทรัพย์สินเกิน 1 ล้านล้านดอลลาร์

Fortune รายงานว่า การ IPO ของ SpaceX มีมูลค่ารวมถึง 1.77 ล้านล้านดอลลาร์ มีความต้องการซื้อสูงมากจนหุ้น oversubscribed หรือถูกจองซื้อเกินจำนวน ขณะที่นักวิเคราะห์ยังแตกออกเป็นสองฝ่ายว่าบริษัทจะประสบความสำเร็จในตลาดหุ้นสาธารณะในระยะยาวหรือไม่ เนื่องจากมูลค่าที่สูงลิ่วอาจไม่สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐาน

สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าราคาหุ้นในวันแรก คือผลกระทบที่ SpaceX IPO มีต่อภาพรวมตลาด Bloomberg วิเคราะห์ว่า ตลาดหุ้นสหรัฐกำลังเริ่มขยายตัวอีกครั้งหลังจากหดตัวมาหลายปี และอาจอยู่ในระดับที่ไม่เคยเห็นมาตั้งแต่ยุคดอตคอม เพราะในช่วงเกือบสองทศวรรษที่ผ่านมา หุ้นหายไปจากมือสาธารณะเรื่อยๆ ผ่านการซื้อคืนหุ้นของบริษัทใน S&P 500 มูลค่ารวมเกือบ 12 ล้านล้านดอลลาร์ แต่ตอนนี้นักลงทุนกำลังจะได้เห็นว่าจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อ supply หุ้นไหลกลับเข้ามาอย่างรวดเร็ว

Fortune เพิ่มเติมว่า นอกเหนือจาก SpaceX แล้ว OpenAI และ Anthropic ต่างวางแผนจะเข้าตลาดหุ้นในปีนี้ ขณะที่ Alphabet บริษัทแม่ของ Google ก็ออกขายหุ้นเพิ่มทุนมูลค่า 85,000 ล้านดอลลาร์เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ปริมาณหุ้นใหม่ที่หลั่งไหลเข้าตลาดพร้อมกันทำให้เกิดคำถามว่าตลาดจะรองรับอุปสงค์ทั้งหมดได้หรือไม่

AI ยังคงครองตลาด Nvidia พุ่ง Goldman Sachs ตั้ง Target $285

แม้ความตื่นเต้นจาก SpaceX IPO จะสูงมาก แต่หัวใจที่แท้จริงของตลาดหุ้นยังคงเป็นเรื่อง AI ซึ่ง Nvidia คือดาวเด่นที่ไม่มีใครโต้เถียง CNBC รายงานว่า Goldman Sachs ออกบทวิเคราะห์ล่าสุดโดย นักวิเคราะห์ James Schneider ยืนยันคำแนะนำ “ซื้อ” และตั้งราคาเป้าหมาย Nvidia ที่ 285 ดอลลาร์ โดยระบุว่า Nvidia กำลังรุกเข้าสู่ตลาด PC อย่างก้าวร้าวผ่านชิปรุ่นใหม่ที่ประกาศในงาน Computex ขณะเดียวกันก็รักษาความได้เปรียบด้าน data center ไว้ได้อย่างแข็งแกร่ง Schneider กล่าวว่าราคาเป้าหมายดังกล่าวสะท้อน upside ราว 35% และบริษัทยังคงมี “เส้นทางตัวเร่งปฏิกิริยาเชิงบวก” รออยู่ข้างหน้า รวมถึงความชัดเจนมากขึ้นเรื่องแผน capex ของ hyperscaler ไปจนถึงปี 2570

ข้อมูลจากรายงานประจำปีของ Nvidia ชี้ให้เห็นว่าในปีงบประมาณ 2569 รายได้จากกลุ่ม data center ทะลุ 193,700 ล้านดอลลาร์ ขณะที่รายได้รวมของบริษัทอยู่ที่ 215,900 ล้านดอลลาร์ ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า Nvidia แทบจะกลายเป็นบริษัท “mono-business” ที่พึ่งพา AI infrastructure เป็นหลัก

อย่างไรก็ตาม Goldman Sachs ก็ออกมาเตือนด้วยว่าการกระจุกตัวของตลาดในหุ้น AI คือความเสี่ยงสำคัญ นักกลยุทธ์ Ben Snider ระบุในบันทึกวิจัยว่าการพูดคุยกับผู้จัดการพอร์ตโฟลิโอส่วนใหญ่มักวนเวียนอยู่กับความยากลำบากในการหาโอกาสลงทุนที่ไม่เกี่ยวกับ AI โดย S&P 500 ปรับขึ้น 10% นับตั้งแต่ต้นปี แต่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเป็นตัวสร้างผลตอบแทนถึง 85% ของดัชนี หากตัดกลุ่มเทคโนโลยีออก S&P 500 บวกเพียง 3% เท่านั้น

Motley Fool รายงานเพิ่มเติมว่า Goldman Sachs คาดการณ์ว่าการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI อาจแตะมากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2570 ซึ่งเป็นตัวเลขที่นักลงทุนสถาบันทั่วโลกต่างจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะหมายความว่ากระแสการใช้จ่ายใน AI ยังห่างไกลจากจุดอิ่มตัว

IPO ตลาดคึกคัก Medline เข้าตลาดพุ่ง 28% ไม่น้อยหน้า SpaceX

ไม่ใช่แค่ SpaceX เท่านั้นที่สร้างปรากฏการณ์ในตลาด IPO สัปดาห์นี้ Seeking Alpha รายงานว่า Medline บริษัทผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ พุ่งขึ้น 28% ในวันแรกที่เข้าซื้อขาย หลังจากการ IPO มูลค่า 6,260 ล้านดอลลาร์ได้รับความสนใจสูงมากจนถูกจองซื้อเกินจำนวนถึง 10 เท่า นักวิเคราะห์ระบุว่าการ IPO ที่สำเร็จของ Medline เป็นสัญญาณว่าตลาด IPO กำลังเร่งตัวขึ้น

ภาพรวมที่เห็นในสัปดาห์นี้สะท้อนให้เห็นว่าตลาด IPO ซึ่งซบเซามาตั้งแต่ปี 2565 กำลังฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง หลังจากที่ปี 2568 มีการ IPO เพียงประมาณ 200 รายการ ซึ่งน้อยกว่าครึ่งหนึ่งของช่วงบูมในปี 2564 โดย SpaceX ดูเหมือนจะเป็น “ประตูเปิด” ที่ทำให้บริษัทใหญ่อื่นๆ กล้าเข้าตลาดตาม

ราคาน้ำมัน พันธบัตร และทองคำ: สัญญาณมหภาคที่นักลงทุนต้องติดตาม

ข้อตกลงสหรัฐ-อิหร่านส่งผลกระทบทันทีต่อตลาดสินค้าโภคภัณฑ์และตลาดพันธบัตร ตลาดน้ำมันโลกเผชิญกับการหยุดชะงักครั้งใหญ่นับตั้งแต่ความขัดแย้งปะทุขึ้นในปลายเดือนกุมภาพันธ์ โดยการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซส่งผลกระทบต่อประมาณหนึ่งในห้าของการขนส่งน้ำมันโลก ดังนั้นเมื่อสัญญาณการเปิดช่องแคบปรากฏขึ้น ราคาน้ำมันดิ่งอย่างรวดเร็ว

Bloomberg Markets Wrap ชี้ว่า Brent ร่วงมาอยู่แถว 83 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากระดับสูงสุดที่เคยแตะ 97-100 ดอลลาร์ในช่วงวิกฤตสูงสุด ซึ่งถือเป็นการลดลงมากกว่า 15% จากจุดสูงสุด ขณะที่ทองคำซึ่งเคยทำหน้าที่ “safe haven” ในช่วงความไม่แน่นอนอาจเผชิญแรงขายออกมาบ้าง เนื่องจากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ลดลง

ในด้านนโยบายการเงิน ตลาดยังคงจับตา Fed อย่างใกล้ชิด เนื่องจากราคาน้ำมันที่ลดลงช่วยบรรเทาแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่กดดันไม่ให้ Fed ลดดอกเบี้ย นักวิเคราะห์หลายรายมองว่าหากราคาน้ำมันเสถียรในระดับต่ำกว่า 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้อย่างต่อเนื่อง อาจเปิดทางให้ Fed พิจารณาปรับลดดอกเบี้ยในช่วงปลายปี 2569

ด้านตลาดเอเชีย นอกจากญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ที่พุ่งสูง ก่อนหน้านี้เมื่อสัปดาห์ก่อน ขณะที่ความตึงเครียดยังสูง ดัชนี MSCI เอเชียดิ่งลง 3.2% นิกเกอิร่วง 3.9% และโคสปีดิ่ง 6.4% จากแรงขายหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ที่เกี่ยวข้องกับ AI ซึ่งแสดงให้เห็นความผันผวนสูงของตลาดเอเชียในช่วงที่ความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์พุ่งสูง และเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย ตลาดก็พุ่งกลับขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว

มุมมองผู้เชี่ยวชาญ: โอกาสและความเสี่ยงในครึ่งปีหลัง 2569

นักวิเคราะห์และสถาบันการเงินชั้นนำต่างให้มุมมองที่หลากหลายสำหรับช่วงครึ่งปีหลัง

Goldman Sachs มองว่า AI ยังเป็นธีมหลักของตลาด แต่เตือนถึงการกระจุกตัวของผลตอบแทน กลยุทธ์กรของ Goldman Ben Snider ออกคำเตือนว่าการชุมนุมของตลาดที่ขับเคลื่อนโดย AI ได้เปลี่ยนแปลงโครงสร้างของ S&P 500 ไปจนแทบไม่ทำหน้าที่เป็นดัชนีที่กระจายความเสี่ยงอีกต่อไป โดยหุ้นส่วนกลางของ S&P 500 ซื้อขายอยู่ต่ำกว่าจุดสูงสุด 52 สัปดาห์ถึง 13% สะท้อนการมีส่วนร่วมในการปรับขึ้นที่จำกัด

JPMorgan รายงานว่า โดยรวมกระแสเงินเข้ากองทุนหุ้นและตราสารหนี้ทั่วโลกยังเป็นบวก ซึ่งชี้ว่าตลาดทุนมีช่องว่างเพียงพอในการรองรับคลื่น IPO ใหม่โดยเฉพาะหลังจาก SpaceX เข้าตลาดสาธารณะ

ขณะที่ BNP Paribas เตือนว่า การที่บริษัทชั้นนำของ AI อย่าง OpenAI และ Anthropic ก็วางแผนเข้าตลาดหุ้นในปีนี้ ประกอบกับ hyperscaler รายอื่นที่ออกขายหุ้นเพิ่มทุน ทำให้ปริมาณหุ้นใหม่ที่จะหลั่งไหลเข้าตลาดพร้อมกันอาจเป็นความเสี่ยงด้าน supply นักลงทุนจึงต้องระมัดระวังว่าตลาดจะดูดซับปริมาณ IPO ขนาดใหญ่เหล่านี้ได้ดีแค่ไหน

สำหรับธีมการลงทุนที่น่าจับตาในครึ่งปีหลัง นักวิเคราะห์ชี้ไปที่กลุ่ม healthcare และ consumer staples ในฐานะ defensive play สำหรับนักลงทุนที่ต้องการลดความเสี่ยงจาก AI concentration ขณะที่ภาคพลังงานอาจอยู่ภายใต้แรงกดดันต่อเนื่องจากราคาน้ำมันที่ลดลง

บทสรุปและผลกระทบต่อนักลงทุนไทย

สัปดาห์นี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของตลาดการเงินโลกที่นักลงทุนไทยต้องประเมินผลกระทบอย่างรอบคอบ ทั้งในมิติโอกาสและความเสี่ยง

ผลต่อตลาดหุ้นไทย (SET Index): การคลี่คลายของความตึงเครียดในตะวันออกกลางและราคาน้ำมันที่ลดลงเป็นข่าวดีสำหรับประเทศที่นำเข้าน้ำมันอย่างไทย ต้นทุนพลังงานที่ลดลงหมายถึงแรงกดดันเงินเฟ้อที่น้อยลง ซึ่งเอื้อต่อการบริโภคในประเทศและอาจส่งผลบวกต่อหุ้นกลุ่ม Consumer และ Retail ขณะที่หุ้นกลุ่มพลังงาน (PTT, PTTEP) อาจเผชิญแรงกดดันระยะสั้นจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลง

ผลต่อค่าเงินบาทและ Fund Flow: เมื่อความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ลดลง เงินทุนต่างชาติอาจไหลกลับเข้าตลาดเกิดใหม่อีกครั้ง รวมถึงไทย ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อค่าเงินบาทและตลาดตราสารหนี้ไทย อย่างไรก็ตามหากกระแส IPO ในสหรัฐยังแรงต่อเนื่อง นักลงทุนสถาบันอาจดูดซับเงินลงทุนไว้ในตลาดสหรัฐมากขึ้น

กลยุทธ์ระยะสั้น: สำหรับนักลงทุนที่มีพอร์ตหุ้นต่างประเทศผ่าน LTF/RMF หรือกองทุน Global Equity อาจพิจารณาทยอยขายทำกำไรในกลุ่ม AI หากราคาปรับขึ้นแรงในสัปดาห์นี้ และมองหาโอกาสในกลุ่มที่ยังไม่ได้ปรับขึ้นมามากอย่าง Healthcare, Consumer Staples หรือตลาดที่เปราะบางน้อยกว่าต่อการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ย

ความเสี่ยงที่ต้องจับตา: แม้ข้อตกลงสหรัฐ-อิหร่านจะดูเหมือนบรรลุแล้ว แต่การนำไปปฏิบัติจริงและรายละเอียดข้อตกลงยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ความผันผวนจาก IPO wave ของ AI companies อาจส่งผลให้เกิดการปรับพอร์ตขนาดใหญ่ของนักลงทุนสถาบัน ซึ่งอาจกดดันหุ้น tech บางส่วนในระยะสั้น

โดยรวมแล้ว สัปดาห์ที่ 15 มิถุนายน 2569 เป็นจุดเริ่มต้นของบทใหม่ในตลาดทุนโลก ทั้งจากการยุติสงครามที่กดดันราคาน้ำมัน การเข้าตลาดของ SpaceX ที่เปิด era ใหม่ของ AI IPO และแนวโน้มดอกเบี้ยที่อาจผ่อนคลายลงหากเงินเฟ้อสงบลง นักลงทุนไทยที่ปรับตัวได้ทันจะมีโอกาสมากกว่าความเสี่ยง

Similar Posts

  • | |

    วอลล์สตรีทพุ่งต่อเนื่อง 8 สัปดาห์ติด แต่ระวัง! พันธบัตรส่งสัญญาณอันตราย ยุค “Warsh Fed” เพิ่งเริ่มต้น

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดสัปดาห์ล่าสุดในแดนบวกเป็นครั้งที่ 8 ติดต่อกัน ซึ่งนับเป็นสถิติชนะรายสัปดาห์ยาวนานที่สุดนับตั้งแต่ปี 2566 โดย ดัชนี Dow Jones Industrial Average ปิดที่ 50,579.70 จุด บวก 294.04 จุด หรือ 0.58% พร้อมทำ All-Time High ใหม่ทั้งระหว่างวันและตอนปิดตลาด ขณะที่ S&P 500 ปรับตัวขึ้น 0.37% ปิดที่ 7,473.47 จุด และ Nasdaq Composite ขึ้น 0.19% ปิดที่ 26,343.97 จุด แต่ภาพรวมที่ดูสดใสนี้กำลังซ่อนความตึงเครียดลึกๆ ไว้ใต้พื้นผิว ไม่ว่าจะเป็นผลตอบแทนพันธบัตรที่พุ่งสู่ระดับสูงสุดในรอบเกือบ 2 ทศวรรษ เงินเฟ้อที่กลับมาร้อนแรง การเปลี่ยนผ่านผู้นำธนาคารกลางสหรัฐฯ ครั้งสำคัญ และสงครามอิหร่านที่ยังไม่มีทีท่าจะจบ — ทั้งหมดนี้กำลังทดสอบความอดทนของตลาดวัวกระทิงที่กำลังวิ่งต่อเนื่องมาหลายเดือน สัปดาห์แห่งการทดสอบ: จากดิ่งเหวถึงฟื้นตัว สัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นบทสะท้อนชัดเจนของตลาดที่เต็มไปด้วยความผันผวน เริ่มต้นสัปดาห์ด้วยหุ้นสหรัฐฯ…

  • ผลประกอบการ Mag 7 และวาระสุดท้ายของ Powell: สิ่งที่นักลงทุนต้องจับตาสัปดาห์นี้

    หลังจากที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดแข็งแกร่งในวันศุกร์และ Nvidia ทำสถิติราคาปิดสูงสุดเป็นประวัติการณ์อีกครั้ง นักลงทุนทั่วโลกกำลังเตรียมรับมือกับสัปดาห์ที่อัดแน่นไปด้วยเหตุการณ์สำคัญมากที่สุดแห่งฤดูกาลประกาศผลประกอบการนี้ ทั้งตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ชี้ชะตาทิศทางดอกเบี้ย และผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกที่กำลังจะออกมาพร้อมกัน ภาพรวมตลาดสัปดาห์ที่ผ่านมา ก่อนจะมองไปข้างหน้า ย้อนดูตัวเลขจากสัปดาห์ที่ผ่านมาก่อน ดัชนี S&P 500 ปิดวันศุกร์บวก 0.8% และทำกำไรได้ 0.6% ตลอดสัปดาห์ ขณะที่ Nasdaq ซึ่งเน้นหนักในกลุ่มเทคโนโลยีปิดวันศุกร์พุ่งขึ้นถึง 1.6% และสร้างผลตอบแทน 1.5% ตลอดช่วงห้าวันซื้อขาย ในทางตรงกันข้าม Dow Jones Industrial Average ปิดวันศุกร์ลดลง 0.2% และทำผลตอบแทนติดลบ 0.4% ตลอดสัปดาห์ สะท้อนให้เห็นว่าแรงซื้อยังคงกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มเทคโนโลยีและหุ้นขนาดใหญ่มากกว่าหุ้นในวงกว้าง สถานการณ์ความขัดแย้งกับอิหร่านยังคงเป็นตัวแปรที่ไม่มีความแน่นอน และนักลงทุนจำนวนมากยังรู้สึกอึดอัดกับความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงคุกรุ่น แต่ในสัปดาห์นี้ตลาดจะมีปัจจัยขับเคลื่อนอื่นๆ มากมายที่จะช่วยตอบคำถามสำคัญของตลาด และในขณะเดียวกันก็อาจก่อให้เกิดคำถามใหม่ที่ยังไม่มีคำตอบ ไฮไลต์ปฏิทินเหตุการณ์สัปดาห์นี้ สัปดาห์นี้ถือเป็นหนึ่งในสัปดาห์ที่สำคัญที่สุดของปีสำหรับนักลงทุน ด้วยเหตุการณ์ใหญ่ที่ซ้อนทับกันอยู่หลายชั้น ไม่ว่าจะเป็นผลประกอบการของบริษัทขนาดใหญ่ การประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ และข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญ Magnificent Seven เปิดบัญชีพร้อมกันวันพุธ จุดสนใจหลักของสัปดาห์คือผลประกอบการไตรมาสแรกจาก ห้าในเจ็ด บริษัทกลุ่ม Magnificent Seven…

  • ตลาดคริปโตสัปดาห์นี้: SpaceX เปิดคลัง Bitcoin, BitMine กวาด ETH, และยุค Warsh ที่กำลังทดสอบเส้นประสาทนักลงทุน

    ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลในสัปดาห์สุดท้ายของเดือนพฤษภาคม 2566 ดำเนินท่ามกลางแรงขับเคลื่อนที่ขัดแย้งกันอย่างชัดเจน ด้านหนึ่ง การเปิดเผยคลัง Bitcoin มูลค่ากว่า 1.29 พันล้านดอลลาร์ของ SpaceX และการเข้าซื้อ Ethereum ครั้งใหญ่ของ BitMine Immersion Technologies ตอกย้ำภาพการยอมรับของสถาบันที่ขยายกว้างขึ้นอย่างไม่หยุด ขณะที่อีกด้านหนึ่ง การเข้ารับตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ของ Kevin Warsh ที่มีท่าทีเข้มงวดต่อเงินเฟ้อ และผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ที่พุ่งแตะระดับ 5% กำลังทำให้ Bitcoin ทรงตัวอยู่ในกรอบ 74,000–77,000 ดอลลาร์โดยไม่อาจทะลุขึ้นได้ SpaceX เปิดแฟ้ม S-1: บิตคอยน์ 18,712 เหรียญโผล่ในงบของบริษัทจรวด เหตุการณ์ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนมากที่สุดในรอบสัปดาห์นี้คือการที่ SpaceX ยื่นแบบแสดงรายการ S-1 ต่อสำนักงานกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ (SEC) เพื่อเตรียม IPO ภายใต้ชื่อย่อหุ้น SPCX บนตลาด Nasdaq โดยบริษัทของ Elon Musk เปิดเผยอย่างเป็นทางการว่าถือ Bitcoin…

  • |

    ตลาดหุ้นเอเชียระส่ำ นิกเกอิดิ่ง-เซตร่วง ขณะนักลงทุนจับตาซัมมิต Trump-Xi และสงครามอิหร่าน

    ตลาดหุ้นเอเชียสัปดาห์นี้ดำเนินไปท่ามกลางความไม่แน่นอนหลายชั้น ทั้งผลลัพธ์ของการประชุมสุดยอด Trump-Xi ณ กรุงปักกิ่ง ความตึงเครียดจากสงครามอิหร่านที่กระทบเส้นทางพลังงานโลก และการตีความนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ดัชนีนิกเกอิ 225 ของญี่ปุ่นปรับตัวลงแตะระดับ 61,644 จุด ในขณะที่ฮั่งเส็งของฮ่องกงเคลื่อนไหวรอบ 25,962 จุด ส่วนดัชนี SET ของไทยปิดที่ 1,517.95 จุด ลดลง 21.17 จุด สะท้อนแรงกดดันรอบด้านที่นักลงทุนต้องเผชิญในช่วงสัปดาห์สำคัญนี้ ซัมมิต Trump-Xi: เหตุการณ์ที่โลกจับตา การเดินทางเยือนปักกิ่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อวันที่ 14-15 พฤษภาคมที่ผ่านมา ถือเป็นการเยือนจีนของผู้นำสหรัฐฯ ที่นั่งตำแหน่งครั้งแรกในรอบเกือบ 10 ปี การเดินทางครั้งนี้ยังมีซีอีโอรายใหญ่ของสหรัฐฯ ร่วมคณะด้วย ไม่ว่าจะเป็นอีลอน มัสก์ จากเทสลา, ทิม คุก จากแอปเปิล, แลร์รี ฟิงก์ จากแบล็คร็อก และเคลลี ออร์เทอร์เบิร์ก ซีอีโอของโบอิ้ง นักวิเคราะห์จาก Goldman Sachs ระบุว่าการพูดคุยครั้งนี้มีแนวโน้มมุ่งเน้นประเด็นการค้าและการควบคุมการส่งออก ครอบคลุมทั้งภาษีศุลกากร…

  • | |

    ศึกดอกเบี้ยโลก: Fed ตรึง 3.75% รอ Jackson Hole ขณะ ECB ขึ้นดอกเบี้ยสวนทาง

    ตลาดการเงินโลกกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาที่ตึงเครียดที่สุดช่วงหนึ่งของปี 2569 เมื่อธนาคารกลางขนาดใหญ่ที่สุดของโลกสองแห่งเดินสวนทางกันอย่างชัดเจน ธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve หรือ Fed) เลือกตรึงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่กรอบ 3.50–3.75% ต่อเนื่องเป็นการประชุมครั้งที่ห้าติดต่อกัน ท่ามกลางเสียงแตกภายในคณะกรรมการที่รุนแรงที่สุดในรอบเกือบทศวรรษ ขณะที่ธนาคารกลางยุโรป (European Central Bank หรือ ECB) กลายเป็นธนาคารกลางหลักเพียงแห่งเดียวของโลกตะวันตกที่ยัง ‘ขึ้น’ ดอกเบี้ยในวัฏจักรนี้ หลังปรับขึ้นครั้งแรกในรอบเกือบสามปีเมื่อเดือนมิถุนายน เพื่อสกัดแรงกดดันเงินเฟ้อจากราคาพลังงานที่พุ่งขึ้นตามความขัดแย้งในตะวันออกกลาง จุดโฟกัสของสัปดาห์นี้อยู่ที่การประชุมสัมมนาเศรษฐกิจประจำปีที่เมืองแจ็กสัน โฮล (Jackson Hole) รัฐไวโอมิง ระหว่างวันที่ 27–29 สิงหาคม ซึ่งจะเป็นเวทีที่ เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ประธาน Fed คนใหม่ ขึ้นกล่าวปาฐกถาสำคัญเป็นครั้งแรกในฐานะประธาน ในเช้าวันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม นักลงทุนทั่วโลกต่างจับตาว่าถ้อยแถลงของเขาจะส่งสัญญาณอย่างไรต่อการตัดสินใจเรื่องดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 16 กันยายนที่กำลังจะมาถึง ท่ามกลางภาวะที่โอกาสระหว่าง ‘ขึ้น’ กับ ‘คง’ ดอกเบี้ยเกือบสูสีกัน สำหรับนักลงทุนไทย นี่ไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐกับไทยที่กว้างถึงราว 250–275…

  • | |

    ตลาดโลกผวาสงครามฮอร์มุซ ดาวโจนส์แกว่งใกล้ 5.3 หมื่นจุด เฟดเหยี่ยวกดบาทอ่อน

    ตลาดการเงินทั่วโลกในสัปดาห์นี้เคลื่อนไหวอยู่บนเส้นด้ายที่ตึงเครียด ระหว่างความหวังว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะยืนระยะได้ กับความกลัวว่าไฟสงครามระหว่างสหรัฐและอิหร่านที่ปะทุขึ้นอีกครั้งบริเวณช่องแคบฮอร์มุซจะลุกลามจนฉุดราคาน้ำมันและเงินเฟ้อพุ่งกลับ นักลงทุนต้องชั่งน้ำหนักระหว่างแรงหนุนจากหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ที่ฟื้นตัวแรง กับสัญญาณ ‘เหยี่ยว’ ของธนาคารกลางสหรัฐยุคใหม่ภายใต้การนำของเควิน วอร์ช ที่เปิดทางขึ้นดอกเบี้ยแทนที่จะลด ผลพวงทั้งหมดสะท้อนตรงมายังนักลงทุนไทยผ่านค่าเงินบาทที่อ่อนทะลุ 33 บาทต่อดอลลาร์ ราคาทองที่ผันผวน และต้นทุนพลังงานที่ยังทรงตัวสูง ภาพรวมของตลาดหุ้นวอลล์สตรีทในการซื้อขายวันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม ปิดบวกได้สำเร็จ โดยได้แรงหนุนหลักจากการดีดกลับของหุ้นผู้ผลิตชิปและการอ่อนตัวลงของราคาน้ำมัน ทำให้บรรยากาศการลงทุนคลายความตึงเครียดลงบางส่วน แม้ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับอิหร่านจะยังไม่มีทีท่าคลี่คลาย ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ระดับ 52,487.41 จุด เพิ่มขึ้น 139.02 จุด หรือราว 0.27% ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปรับขึ้น 0.81% ปิดที่ 7,543.64 จุด และดัชนี Nasdaq Composite ซึ่งเน้นหุ้นเทคโนโลยีทะยานขึ้นถึง 1.30% ปิดที่ 26,206.89 จุด ตามรายงานของ CNBC สะท้อนว่าแรงซื้อกลับเข้าสู่กลุ่มเทคโนโลยีอย่างชัดเจนหลังเผชิญแรงเทขายในช่วงต้นสัปดาห์ บทความนี้จะพาผู้อ่านเจาะลึกทีละประเด็นสำคัญที่กำลังกำหนดทิศทางตลาดโลก ตั้งแต่การฟื้นตัวของหุ้นชิปและความเสี่ยงของฟองสบู่ปัญญาประดิษฐ์ วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซกับราคาน้ำมันและทองคำ การเปลี่ยนขั้วนโยบายของเฟดยุควอร์ช ความเคลื่อนไหวของตลาดคริปโทเคอร์เรนซี ไปจนถึงพลวัตของค่าเงินและตลาดหุ้นเอเชีย พร้อมประเมินผลกระทบที่จับต้องได้ต่อพอร์ตการลงทุนของคนไทย…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *