ตลาดโลกผวาสงครามฮอร์มุซ ดาวโจนส์แกว่งใกล้ 5.3 หมื่นจุด เฟดเหยี่ยวกดบาทอ่อน
ตลาดการเงินทั่วโลกในสัปดาห์นี้เคลื่อนไหวอยู่บนเส้นด้ายที่ตึงเครียด ระหว่างความหวังว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะยืนระยะได้ กับความกลัวว่าไฟสงครามระหว่างสหรัฐและอิหร่านที่ปะทุขึ้นอีกครั้งบริเวณช่องแคบฮอร์มุซจะลุกลามจนฉุดราคาน้ำมันและเงินเฟ้อพุ่งกลับ นักลงทุนต้องชั่งน้ำหนักระหว่างแรงหนุนจากหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ที่ฟื้นตัวแรง กับสัญญาณ ‘เหยี่ยว’ ของธนาคารกลางสหรัฐยุคใหม่ภายใต้การนำของเควิน วอร์ช ที่เปิดทางขึ้นดอกเบี้ยแทนที่จะลด ผลพวงทั้งหมดสะท้อนตรงมายังนักลงทุนไทยผ่านค่าเงินบาทที่อ่อนทะลุ 33 บาทต่อดอลลาร์ ราคาทองที่ผันผวน และต้นทุนพลังงานที่ยังทรงตัวสูง
ภาพรวมของตลาดหุ้นวอลล์สตรีทในการซื้อขายวันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม ปิดบวกได้สำเร็จ โดยได้แรงหนุนหลักจากการดีดกลับของหุ้นผู้ผลิตชิปและการอ่อนตัวลงของราคาน้ำมัน ทำให้บรรยากาศการลงทุนคลายความตึงเครียดลงบางส่วน แม้ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับอิหร่านจะยังไม่มีทีท่าคลี่คลาย ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ระดับ 52,487.41 จุด เพิ่มขึ้น 139.02 จุด หรือราว 0.27% ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปรับขึ้น 0.81% ปิดที่ 7,543.64 จุด และดัชนี Nasdaq Composite ซึ่งเน้นหุ้นเทคโนโลยีทะยานขึ้นถึง 1.30% ปิดที่ 26,206.89 จุด ตามรายงานของ CNBC สะท้อนว่าแรงซื้อกลับเข้าสู่กลุ่มเทคโนโลยีอย่างชัดเจนหลังเผชิญแรงเทขายในช่วงต้นสัปดาห์
บทความนี้จะพาผู้อ่านเจาะลึกทีละประเด็นสำคัญที่กำลังกำหนดทิศทางตลาดโลก ตั้งแต่การฟื้นตัวของหุ้นชิปและความเสี่ยงของฟองสบู่ปัญญาประดิษฐ์ วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซกับราคาน้ำมันและทองคำ การเปลี่ยนขั้วนโยบายของเฟดยุควอร์ช ความเคลื่อนไหวของตลาดคริปโทเคอร์เรนซี ไปจนถึงพลวัตของค่าเงินและตลาดหุ้นเอเชีย พร้อมประเมินผลกระทบที่จับต้องได้ต่อพอร์ตการลงทุนของคนไทย
ภาพรวมตลาดล่าสุด ณ วันที่ 9–10 กรกฎาคม 2569
| ตัวชี้วัด | ระดับล่าสุด | เปลี่ยนแปลง |
| ดาวโจนส์ (Dow Jones) | 52,487.41 | +0.27% |
| S&P 500 | 7,543.64 | +0.81% |
| Nasdaq Composite | 26,206.89 | +1.30% |
| น้ำมันเบรนต์ (Brent) | ~72.9 ดอลลาร์/บาร์เรล | -0.9% |
| น้ำมัน WTI | ~70.4 ดอลลาร์/บาร์เรล | อ่อนตัว |
| ทองคำ (สปอต) | ~4,105 ดอลลาร์/ออนซ์ | +0.7% |
| บิตคอยน์ (BTC) | ~62,200 ดอลลาร์ | -1.7% |
| เงินบาท | อ่อนกว่า 33 บาท/ดอลลาร์ | อ่อนค่า |
| ดอกเบี้ยเฟด (Fed Funds) | 3.50–3.75% | คงที่ |
ที่มา: CNBC, Bloomberg, Reuters, Trading Economics — ตัวเลขบางรายการเป็นค่าประมาณ ณ ช่วงเวลารายงาน
หุ้นชิปนำทัพฟื้นตัว แต่เงาฟองสบู่ AI ยังตามหลอกหลอน
หัวใจของการฟื้นตัวรอบล่าสุดอยู่ที่กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเป็นทั้งพระเอกและตัวสร้างความผันผวนให้ตลาดในเวลาเดียวกัน กองทุน VanEck Semiconductor ETF (SMH) พุ่งขึ้นราว 2.5% ในวันพฤหัสบดี นำโดยหุ้น Micron Technology ที่บวกกว่า 4.5% และหุ้น Sandisk ที่พุ่งแรงถึง 7.6% ตามรายงานของ CNBC โดยแรงหนุนสำคัญมาจากดีมานด์มหาศาลต่อการเสนอขายหุ้นในสหรัฐของ SK Hynix ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำรายใหญ่ที่สุดของโลกจากเกาหลีใต้ ซึ่ง Bloomberg รายงานว่ามีผู้จองซื้อเกินกว่า 7 เท่า สะท้อนความเชื่อมั่นที่ยังแข็งแกร่งต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์
นอกจากนี้ Bloomberg ยังรายงานว่า Micron เตรียมเพิ่มงบลงทุนสร้างโรงงานใหม่ในสหรัฐเป็น 2.5 แสนล้านดอลลาร์ เพื่อรองรับความต้องการที่ถูกจุดติดจากกระแส AI ขณะที่หุ้น Meta ทะยานขึ้นราว 4% หลังประกาศว่าจะเริ่มผลิตชิป AI ของตัวเองภายในเดือนกันยายน ความเคลื่อนไหวเหล่านี้ตอกย้ำว่าเม็ดเงินลงทุนในระบบนิเวศ AI ยังไหลเข้าต่อเนื่อง แม้จะมีเสียงเตือนเรื่องมูลค่าที่แพงเกินจริงก็ตาม
อย่างไรก็ดี ภาพความร้อนแรงนี้ต้องอ่านคู่กับความผันผวนรุนแรงในสัปดาห์ก่อนหน้า ในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม กลุ่มชิปเคยเผชิญแรงเทขายหนักติดต่อกันหลายวัน โดยดัชนี SMH เคยร่วงลงกว่า 4.5% ในวันเดียว นำโดยหุ้น Teradyne ที่ดิ่งลง 13.6% และ KLA ที่ทรุด 11.5% แม้แต่ Samsung Electronics ที่รายงานกำไรทำสถิติสูงสุดก็ยังไม่อาจดึงดูดแรงซื้อกลับได้ในทันที เพราะนักลงทุนเริ่มตั้งคำถามกับการประเมินมูลค่าหุ้น AI ที่ถูกดันขึ้นสูงลิ่ว
ไมค์ เบลีย์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของ FBB Capital Partners ให้ความเห็นกับ CNBC ในช่วงที่ตลาดปรับฐานว่า ปัญหาหลักคือ “ความคาดหวังพุ่งสูงขึ้น แต่ปัจจัยพื้นฐานกลับดิ้นรนที่จะตอบสนองความต้องการระดับสูงลิ่วเหล่านั้น” ซึ่งเป็นแรงกดดันที่จุดชนวนการปรับฐานของหุ้นกลุ่มนี้ นี่คือภาพสะท้อนของสิ่งที่นักวิเคราะห์เรียกว่าการ ‘หมุนเวียนเม็ดเงิน’ (rotation) ออกจากภาคที่ร้อนแรงที่สุดในรอบหลายเดือน ไปสู่สินทรัพย์กลุ่มอื่นที่ถูกมองข้าม
อีกประเด็นที่ควรจับตาคือปรากฏการณ์การหมุนเวียนภายในตลาดเอง เมื่อดัชนีดาวโจนส์ซึ่งเน้นหุ้นบลูชิปดั้งเดิมเคยพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เหนือ 52,900 จุด และทะลุหลัก 53,000 จุดในบางช่วง สวนทางกับ Nasdaq ที่ถูกกดดันจากหุ้นเทคฯ การสลับขั้วเช่นนี้บ่งบอกว่านักลงทุนกำลังกระจายความเสี่ยง ออกจากการกระจุกตัวในหุ้นเทคโนโลยีขนาดยักษ์เพียงไม่กี่ตัว ซึ่งเป็นสัญญาณสุขภาพที่ดีของตลาดในระยะยาว แต่ก็สร้างความผันผวนระยะสั้นที่นักลงทุนต้องเตรียมรับมือ
สำหรับฤดูกาลรายงานผลประกอบการไตรมาสสองที่กำลังเริ่มต้น อดัม คริซาฟุลลี จาก Vital Knowledge เตือนว่านี่คือหนึ่งในความเสี่ยงใหญ่ที่สุดของตลาดในช่วงหลายสัปดาห์ข้างหน้า เพราะแม้ผลกำไรน่าจะออกมาแข็งแกร่งในเชิงตัวเลขสัมบูรณ์ แต่ความคาดหวังของนักลงทุนในรอบนี้อยู่ในระดับสูงมาก ต่างจากไตรมาสแรก ทำให้เส้นมาตรฐานที่บริษัทต้องก้าวข้ามถูกยกให้สูงขึ้นตามไปด้วย การทำกำไรเกินคาดจึงยากขึ้นเรื่อยๆ
ช่องแคบฮอร์มุซระอุอีกครั้ง ราคาน้ำมันแกว่งแรงจากยอด 78 ดอลลาร์
ต้นตอของความปั่นป่วนในตลาดโลกสัปดาห์นี้คือการปะทุขึ้นใหม่ของความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและอิหร่านบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางลำเลียงน้ำมันที่คิดเป็นสัดส่วนราว 20% ของปริมาณการค้าน้ำมันโลก หลังจากที่ทั้งสองฝ่ายเคยบรรลุข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวและราคาน้ำมันเริ่มไหลลงสู่ระดับก่อนสงคราม แต่แล้วสถานการณ์ก็พลิกกลับเมื่อกองทัพสหรัฐเปิดฉากโจมตีอิหร่านติดต่อกันสองวัน และอิหร่านตอบโต้ด้วยการยิงเป้าหมายฐานทัพสหรัฐในภูมิภาค
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศกลางการประชุมสุดยอดนาโตที่ตุรกีว่า ในมุมมองของเขา ข้อตกลงหยุดยิงกับอิหร่าน “จบสิ้นแล้ว” พร้อมขู่จะโจมตีซ้ำและกลับมาปิดล้อมทางทะเล ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งแรงในวันพุธ โดยน้ำมันเบรนต์พุ่งขึ้น 5.2% ปิดที่ 78.02 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และน้ำมัน WTI เพิ่มขึ้น 4.4% ปิดที่ 73.52 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ตามรายงานของ CNBC ก่อนที่ตลาดจะคลายความกังวลลงบางส่วนเมื่อทรัมป์กล่าวว่าเขาไม่เชื่อว่าสงครามเต็มรูปแบบจะปะทุขึ้นอีก
ในการซื้อขายวันพฤหัสบดี ราคาน้ำมันเบรนต์ปรับลงหลุดระดับ 73 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ WTI อ่อนตัวลงสู่ราว 70-72 ดอลลาร์ หลังนักลงทุนประเมินผลกระทบต่ออุปทานจริงอีกครั้ง Trading Economics รายงานโดยอ้างข้อมูลติดตามเรือขนส่งว่า ปริมาณเรือที่ผ่านช่องแคบลดลง โดยกิจกรรมส่วนใหญ่กระจุกอยู่บนเส้นทางที่อิหร่านอนุมัติ ขณะที่เส้นทางระเบียงโอมานที่สหรัฐหนุนหลังมีการเคลื่อนไหวจำกัด แต่พ่อค้าน้ำมันตั้งข้อสังเกตว่าน้ำมันดิบปริมาณมากยังคงเคลื่อนผ่านช่องแคบได้ก่อนหน้านี้ โดยการขนส่งบางส่วนเพิ่งปรากฏในข้อมูลติดตามหลายวันให้หลังเพราะสัญญาณอ่อนหรือถูกปิด
สิ่งที่นักลงทุนไทยต้องเข้าใจคือ ราคาน้ำมันมิได้เป็นเพียงตัวเลขในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ แต่คือชนวนของ ‘เงินเฟ้อจากภาวะช็อกด้านอุปทาน’ (supply-shock inflation) ที่กำลังบีบให้ธนาคารกลางทั่วโลกต้องทบทวนนโยบาย โฮลเกอร์ ชมีดิง หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ Berenberg ให้ความเห็นว่าทั้งสองฝ่ายน่าจะมีผลประโยชน์ร่วมในการควบคุมความขัดแย้ง โดยชี้ว่า ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐในวันที่ 3 พฤศจิกายน ทรัมป์ต้องการให้ราคาน้ำมันอยู่ในระดับต่ำ ขณะที่กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติในเตหะรานต้องการเม็ดเงินจากการผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตร ปัจจัยการเมืองภายในเหล่านี้อาจเป็นตัวจำกัดไม่ให้ความขัดแย้งบานปลายเกินควบคุม
อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังสหรัฐได้เพิกถอนใบอนุญาตที่เปิดทางให้อิหร่านขายน้ำมัน ซึ่งเดิมมีผลถึงวันที่ 21 สิงหาคม โดยธุรกรรมจะไม่ได้รับอนุญาตอีกต่อไปหลังเที่ยงคืนวันที่ 17 กรกฎาคม การตัดสินใจนี้เพิ่มความไม่แน่นอนให้กับอุปทานน้ำมันโลก และเป็นปัจจัยที่อาจดันราคาให้กลับมาผันผวนได้ทุกเมื่อ นักวิเคราะห์จาก MST Financial คาดว่าราคาน้ำมันจะยังทรงตัวในระดับสูงตราบใดที่สถานการณ์ในช่องแคบยังอันตราย
เฟดยุค ‘วอร์ช’ เปลี่ยนขั้วสู่เหยี่ยว ตลาดเทน้ำหนักขึ้นดอกเบี้ยแทนลด
ปัจจัยที่ทรงอิทธิพลที่สุดต่อทิศทางสินทรัพย์ทั่วโลกในเวลานี้คือการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายครั้งใหญ่ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ภายใต้การนำของประธานคนใหม่ เควิน วอร์ช ซึ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เฟดยุคใหม่ได้ละทิ้งแนวโน้มการผ่อนคลายนโยบาย และหันมาส่งสัญญาณ ‘เหยี่ยว’ อย่างชัดเจน โดยปัจจุบันคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่กรอบ 3.50–3.75% ต่อเนื่องสี่การประชุมติดต่อกัน ท่ามกลางแรงกดดันเงินเฟ้อที่ยังอยู่เหนือเป้าหมาย 2%
ตัวเลขเงินเฟ้อยังคงเป็นหนามยอกอกของเฟด โดยดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ซึ่งเป็นมาตรวัดที่เฟดจับตามากที่สุด พุ่งขึ้น 4.1% เมื่อเทียบรายปีในเดือนพฤษภาคม สูงสุดในรอบสามปี ขณะที่ PCE พื้นฐานที่ตัดหมวดอาหารและพลังงานออกอยู่ที่ 3.4% ส่วนดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) แตะ 4.2% ตัวเลขเหล่านี้ทำให้เฟดให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพราคาเหนือการกระตุ้นเศรษฐกิจ
ในการประชุมเดือนมิถุนายน คณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) มีมติเอกฉันท์คงดอกเบี้ย พร้อมถอดถ้อยคำที่เคยบ่งชี้แนวโน้มการลดดอกเบี้ยออก และจากแผนภาพ ‘dot plot’ พบว่าสมาชิกถึง 9 รายส่งสัญญาณว่าจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยภายในสิ้นปีนี้ ขณะที่ 8 รายมองว่าควรคงไว้ และมีเพียง 1 รายที่เห็นควรลด นับเป็นการพลิกกลับอย่างสิ้นเชิงจากเมื่อสามเดือนก่อนที่สมาชิกส่วนใหญ่ยังคาดการณ์การลดดอกเบี้ยหนึ่งครั้งในปี 2569
จุดเด่นของวอร์ชคือการปฏิรูปวิธีสื่อสารของเฟด เขาวิพากษ์ว่าเฟดในอดีตสื่อสารมากเกินไป โดยแถลงการณ์หลังการประชุมล่าสุดถูกย่อเหลือเพียง 130 คำ เทียบกับ 341 คำในการประชุมครั้งก่อน วอร์ชยังประกาศยกเลิกการให้ ‘forward guidance’ หรือการชี้นำทิศทางดอกเบี้ยล่วงหน้า โดยให้เหตุผลว่า “ตลาดการเงินทำงานได้ดีที่สุดเมื่อตอบสนองต่อข้อมูลที่เข้ามา” การเปลี่ยนแปลงนี้หมายความว่านักลงทุนจะต้องพึ่งพาการอ่านข้อมูลเศรษฐกิจด้วยตนเองมากขึ้น แทนที่จะรอสัญญาณจากเฟด
ในเวทีประชุม ECB Forum ที่โปรตุเกสเมื่อต้นเดือนกรกฎาคม วอร์ชยืนยันว่าเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับ “สูงเกินไป” แม้เจ้าหน้าที่เฟดจะเปิดใจมากขึ้นต่อแนวคิดที่ว่า AI อาจช่วยลดแรงกดดันเงินเฟ้อในระยะยาวผ่านการเพิ่มผลิตภาพ แต่เขายังคงมองว่าการควบคุมเงินเฟ้อคือภารกิจหลัก ด้านตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าตามเครื่องมือ CME FedWatch สะท้อนว่านักลงทุนให้น้ำหนักโอกาสขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายนสูงถึงราว 68% และมองว่ามีโอกาสถึง 87% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยภายในเดือนมกราคม 2570
สิ่งที่น่าสนใจคือความตึงเครียดเชิงการเมือง ประธานาธิบดีทรัมป์ซึ่งเคยเสนอชื่อวอร์ชด้วยความหวังว่าเขาจะผลักดันการลดดอกเบี้ย กลับต้องเผชิญความจริงที่ว่าเงินเฟ้อจากราคาพลังงานที่พุ่งสูงได้เปลี่ยนสมการไปแล้ว ทรัมป์จึงหันมาคัดค้านการขึ้นดอกเบี้ยแทน นักวิเคราะห์จาก Capital Economics เตือนว่า หากวอร์ชแสดงท่าที ‘พิราบ’ มากเกินไปเพื่อเอาใจทำเนียบขาว ก็จะจุดชนวนความกังวลเรื่องความเป็นอิสระของเฟด และเสี่ยงดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวสูงขึ้น ซึ่งจะยิ่งเพิ่มต้นทุนการกู้ยืมทั่วทั้งระบบ
ทองคำติดกับดักสองแรงบีบ ระหว่างสงครามหนุนกับเฟดกด
ทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่นักลงทุนไทยคุ้นเคยที่สุด กำลังเผชิญสถานการณ์ที่ถูกดึงไปคนละทิศทางพร้อมกัน ในด้านหนึ่ง ความขัดแย้งในตะวันออกกลางควรจะหนุนราคาทองในฐานะหลุมหลบภัย แต่อีกด้านหนึ่ง ท่าทีเหยี่ยวของเฟดและแนวโน้มดอกเบี้ยที่สูงยาวนานกลับกดดันทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ไม่ให้ผลตอบแทนดอกเบี้ย ผลลัพธ์คือราคาทองสปอตเคลื่อนไหวผันผวนอยู่ในกรอบราว 4,060–4,125 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ในสัปดาห์นี้ โดยในวันพฤหัสบดีฟื้นขึ้น 0.7% สู่ราว 4,105 ดอลลาร์ หลังค่าเงินดอลลาร์อ่อนลงเล็กน้อย
Reuters รายงานว่านักวิเคราะห์จากหลายสถาบันได้ปรับลดคาดการณ์ราคาทองลง สะท้อนแรงกดดันจากนโยบายการเงินที่เข้มงวด โดย Bank of America ปรับลดคาดการณ์ราคาทองเฉลี่ยปี 2569 ลง 14% เหลือ 4,360 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ส่วน HSBC ลดคาดการณ์ลงเหลือ 4,560 ดอลลาร์ เควิน หว่อง นักวิเคราะห์อาวุโสจาก OANDA อธิบายว่า ตัวเร่งที่กดราคาทองลงคือ “การตีราคาใหม่ของโอกาสที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยครั้งที่สอง” ซึ่งอาจเกิดเร็วภายในไตรมาสแรกของปีหน้า
แม้ราคาจะอ่อนตัวในระยะสั้น แต่ปัจจัยเชิงโครงสร้างยังหนุนทองในระยะยาว ธนาคารกลางจีนรายงานการเพิ่มทุนสำรองทองคำรายเดือนสูงสุดในรอบกว่าสองปีครึ่งในเดือนมิถุนายน ตอกย้ำดีมานด์จากภาครัฐที่ยังต่อเนื่อง ขณะที่ J.P. Morgan ยังคงมุมมองเชิงบวกระยะยาว โดยคาดว่าราคาทองอาจเฉลี่ยแตะ 6,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ภายในไตรมาสสุดท้ายของปี 2569 และขยับสู่ 6,300 ดอลลาร์ภายในสิ้นปี 2570 หากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และการกระจายทุนสำรองออกจากดอลลาร์ยังดำเนินต่อไป
สำหรับนักลงทุนไทย ทองคำยังคงเป็นเครื่องมือกระจายความเสี่ยงที่มีคุณค่า นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่แนะนำให้จัดสรรน้ำหนักการลงทุนในทองราว 5-10% ของพอร์ต เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ การอ่อนค่าของเงิน และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ อย่างไรก็ตาม ต้องตระหนักว่าราคาทองในรูปเงินบาทจะได้รับอิทธิพลซ้อนจากการอ่อนค่าของเงินบาทด้วย ทำให้ราคาทองในประเทศอาจไม่เคลื่อนไหวสอดคล้องกับราคาทองโลกในสกุลดอลลาร์เสมอไป
คริปโทฯ ซบเซาตามความเสี่ยง บิตคอยน์ยื้อฟื้นจากเดือนที่เลวร้ายที่สุด
ตลาดคริปโทเคอร์เรนซีเป็นอีกสินทรัพย์ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ เนื่องจากถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์เสี่ยง (risk asset) ที่ดีมานด์มักลดลงในช่วงที่ตลาดหวาดกลัว ราคาบิตคอยน์ (BTC) เคลื่อนไหวอยู่ในกรอบราว 62,000–64,000 ดอลลาร์ ในสัปดาห์นี้ โดยในวันพฤหัสบดีเปิดที่ 62,233 ดอลลาร์ ลดลง 1.7% จากวันก่อนหน้า ส่วนอีเธอเรียม (ETH) เคลื่อนไหวราว 1,740 ดอลลาร์ ทั้งสองสกุลปรับตัวลงต่อเนื่องหลังการปะทะระหว่างสหรัฐและอิหร่าน ตามรายงานของ The Block และ Yahoo Finance
แม้ภาพระยะสั้นจะซบเซา แต่มีจุดที่น่าสังเกตคือ ราคาคริปโทฯ สัปดาห์นี้ยังอยู่ในสถานะที่แข็งแกร่งกว่าสัปดาห์ก่อนหน้า หลังบิตคอยน์เพิ่งผ่านพ้นเดือนมิถุนายนซึ่งเป็นเดือนที่เลวร้ายที่สุดในรอบสี่ปี นักลงทุนบางส่วนอ้างอิงรูปแบบทางประวัติศาสตร์ที่ว่า ทุกครั้งที่บิตคอยน์มีเดือนมิถุนายนสีแดง มักตามด้วยเดือนกรกฎาคมสีเขียว จึงคาดหวังการฟื้นตัว ขณะเดียวกัน รายงานการจ้างงานเดือนมิถุนายนที่ออกมาต่ำกว่าคาด โดยสหรัฐสร้างงานได้เพียง 57,000 ตำแหน่ง เทียบกับที่คาดไว้กว่า 110,000 ตำแหน่ง ช่วยลดโอกาสที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยลงบางส่วน ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อสินทรัพย์เสี่ยง
อย่างไรก็ดี ภาพรวมอุตสาหกรรมคริปโทฯ ยังเผชิญแรงกดดัน โดยหุ้นของบริษัทคริปโทฯ ที่เพิ่งเข้าตลาดหลายแห่งร่วงลงอย่างหนัก สะท้อนความระมัดระวังของนักลงทุนสถาบัน ขณะที่กองทุน Bitcoin ETF แบบสปอตในสหรัฐเพิ่งกลับมามีเงินไหลเข้าอีกครั้งราว 221.7 ล้านดอลลาร์ หลังเผชิญกระแสไหลออกติดต่อกัน 10 วัน สำหรับนักลงทุนไทยที่สนใจสินทรัพย์ดิจิทัล บทเรียนสำคัญคือคริปโทฯ ยังคงมีความผันผวนสูงและอ่อนไหวต่อทั้งภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายการเงิน จึงควรจำกัดน้ำหนักการลงทุนให้อยู่ในระดับที่รับความเสี่ยงได้
บาทอ่อนทะลุ 33 ตลาดเอเชียผสมผสาน สัญญาณเตือนถึงนักลงทุนไทย
มาถึงประเด็นที่ใกล้ตัวนักลงทุนไทยที่สุด นั่นคือค่าเงินบาท ซึ่งอ่อนค่าทะลุระดับ 33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงปลายเดือนมิถุนายน นับเป็นระดับอ่อนค่าที่สุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2568 ตามข้อมูลของ Trading Economics โดยสาเหตุหลักมาจากส่วนต่างของทิศทางดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐกับไทยที่ถ่างกว้างขึ้น ในเมื่อตลาดคาดว่าเฟดอาจขึ้นดอกเบี้ยภายในเดือนตุลาคม ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยมีแนวโน้มคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปลายปี 2565 เพื่อประคองการเติบโตทางเศรษฐกิจ
ธนาคารแห่งประเทศไทยเลือกให้ความสำคัญกับการสนับสนุนการเติบโตมากกว่าความเสี่ยงเงินเฟ้อระยะสั้น ท่ามกลางเศรษฐกิจไทยที่ยังเปราะบางจากหนี้ครัวเรือนสูง การบริโภคที่อ่อนแอ และแรงกดดันจากภายนอก ทั้งดีมานด์จากจีนที่ชะลอตัวและการแข่งขันในตลาดโลกที่รุนแรงขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น ปัจจัยเชิงโครงสร้างอย่างกำลังแรงงานที่หดตัวและการท่องเที่ยวที่อ่อนแรงลงยังเพิ่มแรงกดดัน แบงก์ชาติเองก็เตือนว่าความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์อาจฉุดการเติบโตผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นและกำลังซื้อที่ลดลง ขณะที่การท่องเที่ยวอาจซบเซาลงหากราคาน้ำมันแพงทำให้ผู้คนเดินทางน้อยลง
ในฝั่งตลาดหุ้นเอเชีย ภาพเป็นแบบผสมผสานสะท้อนความไม่แน่นอน โดยในวันพฤหัสบดี ดัชนี Nikkei 225 ของญี่ปุ่นปิดบวก 1.4% และดัชนี Kospi ของเกาหลีใต้ปรับขึ้น 0.62% ท่ามกลางการซื้อขายที่ผันผวน ขณะที่ดัชนี Hang Seng ของฮ่องกงปิดลบ 0.7% สวนทางกับดัชนี CSI 300 ของจีนแผ่นดินใหญ่ที่พุ่งขึ้น 2.5% ส่วนตลาดยุโรป ดัชนี Stoxx 600 ปิดบวก 0.8% การเคลื่อนไหวที่แตกต่างกันในแต่ละภูมิภาคบ่งชี้ว่านักลงทุนกำลังเลือกลงทุนอย่างระมัดระวังตามปัจจัยเฉพาะของแต่ละตลาด
สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างเงินบาทกับเงินเยน ข้อมูลจาก Investing.com ระบุว่าคู่เงิน THB/JPY เคลื่อนไหวอยู่ราว 4.91 เยนต่อบาท โดยในรอบปีที่ผ่านมาเงินบาทแข็งค่าเทียบเยนถึงราว 10.4% สะท้อนว่าแม้บาทจะอ่อนเทียบดอลลาร์ แต่กลับแข็งเมื่อเทียบเงินเยนที่อ่อนค่ากว่า ปรากฏการณ์นี้มีนัยสำคัญต่อผู้ประกอบการไทยที่ค้าขายกับญี่ปุ่น และนักลงทุนที่ถือสินทรัพย์ญี่ปุ่น
โดยสรุป นักลงทุนไทยควรตระหนักว่ากลไกการส่งผ่านผลกระทบจากตลาดโลกมาสู่พอร์ตของตนนั้นมีหลายชั้น เริ่มจากราคาน้ำมันที่กระทบต้นทุนและเงินเฟ้อในประเทศ ต่อด้วยทิศทางดอกเบี้ยเฟดที่กำหนดส่วนต่างผลตอบแทนและค่าเงินบาท ไปจนถึงกระแสเงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้าออกตลาดหุ้นไทยตามความเสี่ยงของตลาดโลก การเข้าใจห่วงโซ่เหล่านี้จะช่วยให้ตัดสินใจได้อย่างมีเหตุผลมากขึ้น
บทสรุปและกลยุทธ์สำหรับนักลงทุนไทย
ภาพรวมตลาดการเงินโลก ณ ต้นเดือนกรกฎาคม 2569 คือภาพของตลาดที่กำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคที่นักกลยุทธ์เรียกว่า ‘อารมณ์แปรปรวน’ (temperamental) มากขึ้น ลิซ แอน ซอนเดอร์ส หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนของ Charles Schwab อธิบายว่า ยุคของความสงบนิ่งในตลาดได้วิวัฒน์ไปสู่ภูมิทัศน์ที่มีความผันผวนทางเศรษฐกิจมหภาคสูงขึ้น เกิดภาวะช็อกด้านอุปทานบ่อยครั้งขึ้น และมีความไม่มั่นคงทางภูมิรัฐศาสตร์มากขึ้น นี่คือบริบทใหม่ที่นักลงทุนต้องปรับตัว
จากข้อมูลและมุมมองผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด สามารถกลั่นเป็นข้อควรพิจารณาสำหรับนักลงทุนไทยได้ดังนี้:
- จับตาช่องแคบฮอร์มุซเป็นตัวแปรหลัก: ทุกครั้งที่ความตึงเครียดปะทุ ราคาน้ำมันจะพุ่ง กดดันเงินเฟ้อ และเพิ่มโอกาสที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งจะส่งผลลูกโซ่มาถึงค่าเงินบาทและตลาดหุ้นไทยโดยตรง
- เตรียมรับสภาวะดอกเบี้ยสูงยาวนาน: ท่าทีเหยี่ยวของเฟดยุควอร์ชหมายความว่าต้นทุนการเงินทั่วโลกจะยังสูง นักลงทุนควรระมัดระวังหุ้นที่พึ่งพาการกู้ยืมสูง และให้ความสำคัญกับบริษัทที่มีกระแสเงินสดแข็งแกร่ง
- กระจายความเสี่ยงด้วยทองคำ: แม้ราคาทองผันผวนระยะสั้นจากแรงกดดันดอกเบี้ย แต่ยังเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงที่ดีในสัดส่วน 5-10% ของพอร์ต โดยเฉพาะในภาวะที่เงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่า
- ระวังความเสี่ยงจากค่าเงินบาทอ่อน: ผู้ที่ลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศจะได้ประโยชน์จากบาทอ่อน แต่ผู้นำเข้าและผู้บริโภคในประเทศจะเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้น ควรบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนอย่างรอบคอบ
- อย่าไล่ตามหุ้น AI อย่างไร้เหตุผล: การประเมินมูลค่าหุ้นชิปและ AI อยู่ในระดับสูง ฤดูกาลผลประกอบการที่กำลังมาถึงอาจสร้างความผิดหวังได้หากบริษัทไม่สามารถทำกำไรเกินความคาดหวังที่สูงลิ่ว
ท้ายที่สุด ในตลาดที่ปัจจัยขับเคลื่อนสลับซับซ้อนเช่นนี้ หัวใจของการลงทุนที่ดีคือการยึดมั่นในหลักการกระจายความเสี่ยง การมีวินัย และการติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิดโดยไม่ตื่นตระหนกไปกับพาดหัวข่าวรายวัน สงครามฮอร์มุซอาจสงบและปะทุสลับกันไป เฟดอาจขึ้นหรือคงดอกเบี้ย แต่นักลงทุนที่วางกลยุทธ์บนพื้นฐานที่มั่นคงและเข้าใจกลไกการส่งผ่านผลกระทบ จะสามารถเปลี่ยนความผันผวนให้เป็นโอกาสได้เสมอ
