ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ผวา-ฟื้นในสองวัน: เฟดจุดชนวนเทขาย Microsoft นำเทคฯ ดีดกลับ
| |

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ผวา-ฟื้นในสองวัน: เฟดจุดชนวนเทขาย Microsoft นำเทคฯ ดีดกลับ

ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทเพิ่งผ่านสองวันทำการที่สะท้อนภาพ “รถไฟเหาะ” ได้ชัดเจนที่สุดในรอบปี เมื่อดัชนีดาวโจนส์ดิ่งลงกว่า 1,150 จุดในวันพุธจากแรงกดดันสามด้านพร้อมกัน ทั้งการตรึงดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ภายใต้ประธานคนใหม่ เควิน วอร์ช การพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007 และภาวะช็อกราคาน้ำมันจากสงครามสหรัฐฯ–อิหร่าน ก่อนที่ในวันพฤหัสบดี ตลาดจะพลิกกลับมาปิดบวกแรง โดยมีหุ้น Microsoft ที่พุ่งขึ้นถึง 16% ทำสถิติมูลค่าเพิ่มในวันเดียวสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ เป็นหัวหอกลากกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และดัชนี Nasdaq ให้ฟื้นตัว บทความนี้ประมวลภาพรวมเหตุการณ์ ตัวเลขสำคัญ มุมมองผู้เชี่ยวชาญ และผลกระทบที่นักลงทุนไทยควรจับตา

ความผันผวนรอบนี้ไม่ได้เกิดจากปัจจัยเดียว แต่เป็นการประจวบเหมาะของหลายแรงกดดันที่สะสมมาตลอดเดือนกรกฎาคม ทั้งฤดูกาลประกาศผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ ความกังวลเรื่องการใช้เงินลงทุนมหาศาลใน AI ที่เริ่มถูกตั้งคำถาม การประชุมนโยบายการเงินของเฟดที่ผลลัพธ์คาดเดายาก และสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ยังไม่มีทีท่าคลี่คลาย เมื่อปัจจัยเหล่านี้มาชนกันในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน จึงเกิดการแกว่งตัวของราคาสินทรัพย์อย่างรุนแรงในระยะเวลาสั้นๆ ที่นักลงทุนทั่วโลกต้องปรับตัวตาม

สำหรับนักลงทุนไทย เหตุการณ์ครั้งนี้มีนัยสำคัญมากกว่าเพียงตัวเลขดัชนีต่างประเทศ เพราะทั้งทิศทางราคาน้ำมัน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ค่าเงินดอลลาร์ และกระแสเงินทุนต่างชาติ ล้วนส่งผลโดยตรงต่อดัชนี SET ต้นทุนพลังงานในประเทศ และการตัดสินใจของคณะกรรมการนโยบายการเงินของไทยในระยะถัดไป

เฟดตรึงดอกเบี้ยครั้งที่ห้าติดต่อกัน จุดชนวนแรงเทขายหุ้น

หัวใจของแรงกดดันในวันพุธที่ 29 กรกฎาคม คือผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินสหรัฐฯ (FOMC) ที่มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่กรอบ 3.50%–3.75% ซึ่งเป็นการตรึงดอกเบี้ยครั้งที่ห้าติดต่อกัน แม้ผลลัพธ์จะเป็นไปตามที่ตลาดส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้ แต่รายละเอียดของการลงมติและถ้อยแถลงหลังการประชุมกลับสร้างความปั่นป่วนมากกว่าที่คาด

US Bank และสำนักข่าวหลายแห่งรายงานตรงกันว่า การลงมติครั้งนี้แตกออกเป็น 9 ต่อ 3 โดยกรรมการเสียงข้างมากเก้าคนสนับสนุนการคงดอกเบี้ย ขณะที่กรรมการสามคนขอสงวนความเห็น (dissent) โดยต้องการให้ปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ทันที ความเห็นที่แตกต่างในระดับนี้สะท้อนภาพคณะกรรมการที่แบ่งขั้วชัดเจนในเรื่องการรับมือเงินเฟ้อ ก่อนการประชุม ตลาดประเมินโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยไว้ราว 35% ซึ่งถือว่าไม่น้อย

จุดที่สร้างความกังวลมากที่สุดคือ ท่าทีของ เควิน วอร์ช ประธานเฟดคนใหม่ที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนพฤษภาคม ในการแถลงข่าวหลังการประชุม วอร์ชย้ำจุดยืนสายเหยี่ยว (hawkish) อย่างหนักแน่นด้วยประโยคที่ถูกอ้างอิงในสื่อจำนวนมากว่า “ไม่มีเป้าหมายเงินเฟ้อแบบผ่อนปรน…มีแต่เป้าหมายเดียวคือ 2%” พร้อมให้คำมั่นว่าเฟดจะไม่ลังเลที่จะดำเนินการหากราคายังปรับสูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้ตลาดไม่พอใจคือการที่วอร์ชปฏิเสธจะให้คำแนะนำล่วงหน้า (forward guidance) เกี่ยวกับทิศทางดอกเบี้ยในอนาคต โดยระบุว่าเฟด “ไม่ได้อยู่ในธุรกิจพยากรณ์” และต้องการให้ตลาดเคลื่อนไหวตามข้อมูลเศรษฐกิจโดยตรงมากกว่าตามสัญญาณของเฟด แนวทางลดการสื่อสารเช่นนี้สร้างความไม่แน่นอนให้กับนักลงทุนที่คุ้นเคยกับการได้รับสัญญาณชัดเจนจากธนาคารกลาง

ปฏิกิริยาของตลาดเป็นไปในทางลบทันที ดัชนี S&P 500 ที่กำลังจะปิดในแดนลบอยู่แล้ว เร่งตัวลงหลังวอร์ชแถลงจบ โดยดาวโจนส์ปิดร่วง 1,153.18 จุด หรือ 2.19% มาอยู่ที่ 51,594.14 จุด ซึ่งเป็นการปรับตัวลงแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2025 ส่วน S&P 500 ลดลง 1.52% ปิดที่ 7,316.15 จุด และ Nasdaq Composite ร่วง 1.74% มาที่ 24,442.94 จุด สื่ออย่าง CNBC ระบุว่าตลาดพันธบัตรกำลังส่งสัญญาณว่าเฟดอาจตามหลังในการต่อสู้กับเงินเฟ้อ

ที่น่าสนใจคือ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาแสดงความเห็นเกี่ยวกับการตัดสินใจครั้งนี้ด้วย โดยแม้จะแสดงการสนับสนุนวอร์ช แต่ก็เรียกธนาคารกลางว่าเป็นสถาบันที่ “มีการเมือง” ซึ่งเพิ่มมิติความไม่แน่นอนด้านนโยบายเข้าไปอีก ความสัมพันธ์ระหว่างทำเนียบขาวกับเฟดเป็นประเด็นละเอียดอ่อนที่ตลาดจับตามาโดยตลอด เนื่องจากความเป็นอิสระของธนาคารกลางถือเป็นเสาหลักของความน่าเชื่อถือด้านนโยบายการเงิน

บริบทที่ทำให้การตัดสินใจของเฟดครั้งนี้ยากเป็นพิเศษ คือภาวะที่เรียกว่า “ทางแยกนโยบาย” เพราะด้านหนึ่งเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นจากราคาพลังงานที่พุ่งสูงตามสงครามอิหร่าน ซึ่งเรียกร้องนโยบายที่เข้มงวดขึ้น แต่อีกด้านหนึ่ง การขึ้นดอกเบี้ยในช่วงที่ตลาดเปราะบางอาจซ้ำเติมความเสี่ยงต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ วอร์ชเองยอมรับในการแถลงข่าวว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรได้ปรับสูงขึ้นตั้งแต่การประชุมครั้งก่อน แม้เฟดจะตัดสินใจคงดอกเบี้ยก็ตาม ซึ่งเป็นการยอมรับกลายๆ ว่าภาวะการเงินกำลังตึงตัวขึ้นเองโดยที่เฟดยังไม่ต้องลงมือ

ตลาดพันธบัตรท้าทายวอร์ช ยีลด์ 30 ปีแตะจุดสูงสุดตั้งแต่ปี 2007

สมรภูมิที่แท้จริงของศึกครั้งนี้อยู่ที่ตลาดตราสารหนี้ CNN Business รายงานว่าถ้อยแถลงของวอร์ชที่ยืนยันความมุ่งมั่นต่อสู้เงินเฟ้อกลับถูกตลาดพันธบัตร “ขอดูของจริง” นักลงทุนพากันเทขายพันธบัตรระยะยาว ผลักให้อัตราผลตอบแทน (yield) ซึ่งเคลื่อนไหวสวนทางกับราคาพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว

ตัวเลขที่ถูกจับตาที่สุดคือ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปี ที่พุ่งขึ้นราว 12 basis points มาอยู่ที่ 5.21% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 19 ปี หรือนับตั้งแต่ปี 2007 ขณะที่อัตราผลตอบแทนอายุ 10 ปี เพิ่มขึ้นราว 7–8 basis points สู่ระดับใกล้ 4.68% เข้าใกล้จุดสูงสุดในรอบกว่าหนึ่งปี สวนทางกับพันธบัตรอายุ 2 ปีที่ผูกกับความคาดหวังนโยบายเฟดในระยะสั้น ซึ่งกลับลดลง 4 basis points มาอยู่ที่ 4.24%

ภาพการเคลื่อนไหวสวนทางกันของยีลด์ระยะสั้นและระยะยาวเช่นนี้ มีความหมายเชิงเทคนิคที่สำคัญ กล่าวคือ นักลงทุนลดโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยในระยะสั้นลง แต่กลับกังวลมากขึ้นเรื่องเงินเฟ้อและการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาว โดยเรียกร้องผลตอบแทนที่สูงขึ้นเพื่อชดเชยความเสี่ยงที่เงินเฟ้อจะกัดกินผลตอบแทนในอนาคต

Steve Sosnick หัวหน้านักกลยุทธ์จาก Interactive Brokers ให้ความเห็นกับ CNN ว่า ประเด็นหลักที่ตลาดต้องการรู้คือเฟดกำลัง “ลงมือทำอะไรอยู่หรือไม่” เพราะการพูดเรื่องต่อสู้เงินเฟ้อเป็นเรื่องหนึ่ง แต่การลงมือทำจริงเป็นอีกเรื่องหนึ่ง และในขณะนี้ยังไม่ชัดเจนว่าวอร์ชกำลังดำเนินการอย่างไร คำวิจารณ์ในลักษณะนี้สะท้อนคำถามเรื่องความน่าเชื่อถือของวอร์ชในช่วงต้นของการดำรงตำแหน่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาให้คุณค่าสูงสุด

นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า ทางออกที่วอร์ชอาจเลือกใช้แทนการขึ้นดอกเบี้ยแบบตรงไปตรงมา คือการปรับลดขนาดงบดุล (quantitative tightening) เพื่อสร้างแรงกดดันต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโดยไม่ต้องขึ้นดอกเบี้ยนโยบายโดยตรง ซึ่งเป็นแนวทางที่ Tom Lee หัวหน้าฝ่ายวิจัยของ Fundstrat Global Advisors เคยกล่าวถึง โดยเขามองว่าตลาดหุ้นอาจตีความการหดงบดุลว่าเป็นการปูทางสู่การลดดอกเบี้ยในอนาคต ซึ่งจะกลายเป็นปัจจัยบวกได้ในที่สุด

จุดที่ต้องทำความเข้าใจสำหรับนักลงทุนคือ กลไกความสัมพันธ์ระหว่างราคาพันธบัตรกับอัตราผลตอบแทน ซึ่งเคลื่อนไหวในทิศทางตรงกันข้ามเสมอ เมื่อนักลงทุนเทขายพันธบัตรระยะยาวออกมา ราคาพันธบัตรจะลดลงและดันให้อัตราผลตอบแทนสูงขึ้น การที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตร 30 ปีทะยานแตะ 5.21% จึงไม่ใช่เพียงตัวเลขทางเทคนิค แต่สะท้อนว่าตลาดกำลังเรียกร้อง “ส่วนชดเชยความเสี่ยงระยะยาว” (term premium) ที่สูงขึ้น อันเป็นสัญญาณว่านักลงทุนไม่มั่นใจว่าเงินเฟ้อจะถูกควบคุมได้ในระยะข้างหน้า

นอกจากนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวยังเป็นตัวกำหนดต้นทุนการกู้ยืมที่แท้จริงในระบบเศรษฐกิจ ทั้งอัตราดอกเบี้ยเงินกู้จำนอง (mortgage) ต้นทุนการออกหุ้นกู้ของภาคเอกชน และอัตราคิดลด (discount rate) ที่ใช้ประเมินมูลค่าหุ้น โดยเฉพาะหุ้นเติบโตในกลุ่มเทคโนโลยีที่มูลค่าพึ่งพากระแสเงินสดในอนาคตเป็นหลัก ยิ่งอัตราคิดลดสูงขึ้น มูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินสดในอนาคตยิ่งลดลง จึงกดดันหุ้นกลุ่มนี้เป็นพิเศษ ซึ่งอธิบายได้ว่าทำไม Nasdaq จึงได้รับผลกระทบหนักในวันพุธ ก่อนจะกลายเป็นกลุ่มที่ฟื้นตัวแรงที่สุดในวันพฤหัส

แรงดีดกลับวันพฤหัส: Microsoft ทำสถิติ นำหุ้นชิปฟื้นทั้งกลุ่ม

หลังจากวันพุธที่โหดร้าย ตลาดในวันพฤหัสบดีที่ 30 กรกฎาคม กลับพลิกฟื้นอย่างทรงพลัง Yahoo Finance และ CNBC รายงานว่า หุ้นสหรัฐฯ ดีดกลับแรง โดยดาวโจนส์บวก 613.92 จุด หรือ 1.19% ปิดที่ 52,208.06 จุด ขณะที่ S&P 500 เพิ่มขึ้น 1.7% ปิดที่ 7,437.63 จุด และ Nasdaq Composite พุ่ง 2.8% มาที่ 25,122.18 จุด ยุติสถิติการปรับตัวลงหกวันติดต่อกันได้สำเร็จ ดัชนีหุ้นขนาดเล็ก Russell 2000 ก็บวกตามราว 1.37%

ดาวเด่นของวันคือ Microsoft ที่ราคาหุ้นพุ่งขึ้นราว 16% หลังรายงานผลประกอบการไตรมาสสี่ปีงบประมาณที่แข็งแกร่ง Bloomberg รายงานว่าการพุ่งขึ้นครั้งนี้เพิ่มมูลค่าตลาดให้บริษัทราว 450,000 ล้านดอลลาร์ในวันเดียว ซึ่งถือเป็นการเพิ่มมูลค่าในวันเดียวที่สูงที่สุดของหุ้นตัวใดตัวหนึ่งในประวัติศาสตร์ตลาดหุ้นสหรัฐฯ

แรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากธุรกิจคลาวด์ Azure ที่เติบโตอย่างโดดเด่น โดยข้อมูลจาก Trading Economics ระบุว่ารายได้จากคลาวด์ของ Microsoft เติบโตถึง 43% ซึ่งเป็นอัตราสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2022 ที่สำคัญคือ ประมาณการงบลงทุน (capital expenditure) ของบริษัทไม่ได้สูงเกินความคาดหมายของตลาด จึงช่วยจำกัดความกังวลเรื่องการใช้เงินลงทุนใน AI ที่ไม่ยั่งยืน ซึ่งเป็นประเด็นที่กดดันหุ้นเทคฯ มาตลอดสัปดาห์

ผลบวกจาก Microsoft ลามไปทั้งกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ CNBC รายงานว่ากองทุน iShares Semiconductor ETF (SOXX) ปรับขึ้นกว่า 8% ในวันเดียว โดยหุ้น Micron Technology พุ่งขึ้น 18% และ Advanced Micro Devices (AMD) บวกกว่า 13% ขณะที่หุ้นกลุ่มหน่วยความจำทั่วโลกได้อานิสงส์ตาม รวมถึง SK Hynix ผู้ผลิตชิปความจำของเกาหลีใต้ที่พุ่งขึ้นแรง กระแสการลงทุนตามโมเมนตัม (momentum trade) กลับมาอีกครั้ง สะท้อนจากกองทุน iShares MSCI USA Momentum Factor ETF (MTUM) ที่บวกกว่า 5%

การฟื้นตัวครั้งนี้ทำให้กลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศพลิกกลับมาเป็นบวกในสัปดาห์ และทำให้ผลตอบแทนของกลุ่มนี้ในปี 2026 ขยับขึ้นไปกว่า 16% นักลงทุนบางส่วนตีความว่านี่คือสัญญาณของ “ผู้ซื้อเมื่อราคาย่อ” (dip buyers) ที่กลับเข้ามาเก็งกำไรบนความเชื่อว่ากระแสการลงทุน AI ที่ขับเคลื่อนตลาดกระทิงยังมีพื้นที่ให้วิ่งต่อ โดย Bloomberg ระบุว่าดัชนีวัดกลุ่มผู้ผลิตชิปยักษ์ใหญ่ปรับขึ้นแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2025

ศึกงบ Big Tech: Amazon เหนือความคาดหมาย Apple สะดุดยอดขายจีน

ฤดูกาลประกาศผลประกอบการไตรมาสสองเข้าสู่ช่วงพีคในสัปดาห์นี้ โดยหลังตลาดปิดวันพฤหัสบดี ทั้ง Amazon และ Apple ประกาศผลประกอบการออกมา ซึ่งกลายเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่าตลาดจะปิดสัปดาห์ที่ผันผวนนี้ด้วยฐานที่มั่นคงหรือไม่

Amazon สร้างเซอร์ไพรส์ครั้งใหญ่ Yahoo Finance รายงานว่าบริษัทมีรายได้รวมในไตรมาสสูงถึง 200,600 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ทำรายได้ทะลุ 200,000 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสเดียว ขณะที่กำไรต่อหุ้น (EPS) อยู่ที่ 5.75 ดอลลาร์ ทิ้งห่างตัวเลขคาดการณ์ของ Zacks ที่ 1.83 ดอลลาร์อย่างมาก โดยส่วนหนึ่งเป็นผลจากการเลื่อนเทศกาล Prime Day มาไว้ในไตรมาสสอง

ตัวขับเคลื่อนหลักของ Amazon คือธุรกิจคลาวด์ Amazon Web Services (AWS) ที่เติบโตราว 37% แตะระดับรายได้ 42,230 ล้านดอลลาร์ เหนือกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ 40,540 ล้านดอลลาร์ และถือเป็นการเติบโตที่รวดเร็วที่สุดในรอบ 18 ไตรมาส สะท้อนความต้องการด้าน AI และชิปเฉพาะทางที่เพิ่มขึ้น แม้บริษัทจะรายงานกระแสเงินสดอิสระติดลบ 7,600 ล้านดอลลาร์จากการลงทุนมหาศาล แต่หุ้น AMZN ก็ยังปรับขึ้นราว 7% ในการซื้อขายนอกเวลาทำการ

ในทางกลับกัน Apple เดินสวนทาง แม้ผลประกอบการจะออกมาดี โดย 24/7 Wall St. รายงานว่าไตรมาสงบประมาณที่สามของ Apple มีรายได้ 111,180 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 16.6% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยรายได้จาก iPhone เพียงอย่างเดียวอยู่ที่ 56,990 ล้านดอลลาร์ และธุรกิจบริการ (Services) ทำสถิติสูงสุดที่ 30,980 ล้านดอลลาร์ ทิม คุก ซีอีโอ ยกความสำเร็จให้กับ “ความต้องการที่ล้นหลามของ iPhone 17” และนับเป็นการทำกำไรเหนือความคาดหมายติดต่อกันเป็นไตรมาสที่แปด

อย่างไรก็ตาม หุ้น Apple กลับปรับตัวลงในการซื้อขายนอกเวลา โดย Bloomberg ระบุว่าสาเหตุมาจากยอดขายในตลาดจีนที่อ่อนแอกว่าคาด ซึ่งสะท้อนความท้าทายด้านการแข่งขันและภูมิรัฐศาสตร์ที่ Apple ยังต้องเผชิญในตลาดสำคัญแห่งนี้ ระหว่างวันหุ้น AAPL ปิดลบราว 1.4%

ก่อนการประกาศงบ ตลาดออปชั่นสะท้อนความคาดหวังการเคลื่อนไหวของราคาที่ค่อนข้างสูง CNBC อ้างข้อมูลจาก Cboe LiveVol ว่านักลงทุนคาดการณ์การเคลื่อนไหวของหุ้น Amazon ราว 6.6% หลังประกาศงบ เทียบกับค่ากลางที่ 7% ในสี่ไตรมาสที่ผ่านมา ความคาดหวังการแกว่งตัวสูงเช่นนี้สะท้อนความไม่แน่นอนของนักลงทุนต่อทิศทางของหุ้นเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ในช่วงที่ประเด็นการลงทุน AI ยังเป็นที่ถกเถียง โดยก่อนหน้านี้หุ้น Apple ปรับขึ้นราว 25% นับตั้งแต่ต้นปี ทำสถิติสูงสุดใหม่หลายครั้ง ขณะที่ Amazon กลับปรับตัวลงในสัปดาห์ก่อนประกาศงบ สะท้อนความคาดหวังของตลาดที่แตกต่างกันต่อหุ้นสองตัวนี้

นักวิเคราะห์ตั้งข้อสังเกตว่า การประเมินมูลค่าหุ้นเทคโนโลยีในปัจจุบันอยู่ในระดับที่ค่อนข้างตึงตัว โดยหุ้น Apple ที่ปรับขึ้นมามากทำให้ความคาดหวังของตลาดถูกยกระดับสูงขึ้น ขณะที่ Amazon มีอัตราส่วนราคาต่อยอดขาย (P/S ratio) ราว 3.42 เท่า ซึ่งสูงกว่าค่ามัธยฐานในอดีต เมื่อความคาดหวังถูกตั้งไว้สูง หุ้นเหล่านี้จึงมีความเสี่ยงที่จะปรับฐานได้ง่ายแม้ผลประกอบการจะออกมาดี เพราะราคาได้สะท้อนข่าวดีไปล่วงหน้าแล้ว ปรากฏการณ์ “ซื้อเมื่อข่าวลือ ขายเมื่อข่าวจริง” จึงเป็นสิ่งที่นักลงทุนต้องระวังในช่วงฤดูกาลประกาศผลประกอบการ

ภาพรวมของฤดูกาลผลประกอบการยังถือว่าแข็งแกร่ง Yahoo Finance อ้างข้อมูลจาก FactSet ที่ประเมินว่าอัตราการเติบโตของกำไรบริษัทใน S&P 500 สำหรับไตรมาสสองจะอยู่ที่ราว 23.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยห้าปีที่ 16.4% และค่าเฉลี่ยสิบปีที่ 10.3% อย่างมีนัยสำคัญ แต่สิ่งที่ทำให้ตลาดผันผวนคือ พฤติกรรมที่แตกต่างกันของหุ้นแต่ละตัว โดยสัปดาห์ก่อนหน้า Alphabet และ Tesla ร่วงพร้อมกัน ส่วนคืนวันพุธ Microsoft พุ่งขึ้นขณะที่ Meta Platforms ร่วงลงราว 8% จากความผิดหวังในแผนด้าน AI สะท้อนภาวะที่นักลงทุน “ลงโทษ” ผู้ที่ใช้เงินลงทุน AI มหาศาล แต่ให้รางวัลกับผู้ผลิตชิป

จับตาหุ้นรายตัวและดีลไอพีโอ: สัญญาณสุขภาพตลาดที่แท้จริง

นอกเหนือจากหุ้นเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ ยังมีความเคลื่อนไหวของบริษัทในภาคเศรษฐกิจจริงที่สะท้อนสุขภาพตลาดได้ดี GE Healthcare รายงานผลประกอบการไตรมาสสองประจำปี 2026 ด้วยรายได้ 5,300 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 5.7% ขณะที่รายได้เชิงอินทรีย์ (organic revenue) เติบโต 3.5% และคำสั่งซื้อเชิงอินทรีย์พุ่งขึ้น 11.1% โดยบริษัททำสถิติยอดคำสั่งซื้อค้างส่งสูงสุดที่ 23,900 ล้านดอลลาร์ Peter Arduini ซีอีโอ ระบุว่าบริษัททำสถิติคำสั่งซื้อและยอดค้างส่งในไตรมาสสอง ขณะที่กำไรต่อหุ้นปรับเพิ่มขึ้น 6.6% มาที่ 1.13 ดอลลาร์

ในสัปดาห์ก่อนหน้า United Parcel Service (UPS) ก็รายงานรายได้ 22,800 ล้านดอลลาร์ เหนือกว่าที่ Wall Street คาดไว้ที่ 21,810 ล้านดอลลาร์ พร้อมกำไรต่อหุ้นปรับแล้วที่ 1.76 ดอลลาร์ สูงกว่าคาดการณ์ที่ 1.66 ดอลลาร์ โดยบริษัทได้ปรับเพิ่มประมาณการรายได้ กำไรจากการดำเนินงาน และกำไรต่อหุ้นทั้งปี Carol Tomé ซีอีโอ ระบุว่าผลประกอบการไตรมาสสองสะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญ และบริษัทเข้าสู่ครึ่งปีหลังด้วยโมเมนตัมที่แข็งแกร่ง สัญญาณจากบริษัทขนส่งอย่าง UPS มักถูกใช้เป็นดัชนีชี้วัดสุขภาพของกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวม

ในด้านตลาดหุ้นใหม่ (IPO) ร้านแซนด์วิชเชน Jersey Mike’s Subs เริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กเมื่อวันพฤหัสบดี โดยราคาเปิดต่ำกว่าราคาไอพีโอที่ 23 ดอลลาร์ต่อหุ้น เปิดที่ 21 ดอลลาร์ ก่อนจะฟื้นขึ้นมาที่ราว 22.10 ดอลลาร์ในไม่กี่นาทีแรกของการซื้อขาย คิดเป็นการปรับตัวลงราว 3.5% จากราคาไอพีโอ ความเคลื่อนไหวของตลาดไอพีโอเป็นอีกตัวชี้วัดหนึ่งของความเชื่อมั่นในสินทรัพย์เสี่ยงและความพร้อมของนักลงทุนในการรับความเสี่ยงใหม่ๆ

ในกลุ่มดัชนีดาวโจนส์วันพฤหัสบดี หุ้นที่ปรับขึ้นนำโดย Microsoft, Caterpillar และ Amazon ขณะที่หุ้นที่ปรับลงมากที่สุด ได้แก่ Nike, Johnson & Johnson และ Walt Disney สะท้อนภาพการหมุนเวียนเงินลงทุนที่ยังกระจุกตัวในกลุ่มเทคโนโลยีและ AI มากกว่ากลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคและสุขภาพ ซึ่งเป็นรูปแบบที่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าอาจสร้างความเปราะบางให้ตลาดหากกระแสการลงทุน AI สะดุดลง

วิกฤตน้ำมันจากสงครามอิหร่าน: ตัวแปรเงินเฟ้อที่ยังกดดันตลาด

อีกหนึ่งแรงกดดันสำคัญที่อยู่เบื้องหลังความผันผวนคือ สถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ทวีความรุนแรง CNBC รายงานว่าราคาน้ำมันพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงในวันพุธ หลังประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศว่าสหรัฐฯ จะตอบโต้อิหร่านอย่างหนัก เพื่อเอาคืนกรณีที่กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ยิงขีปนาวุธโจมตีกองกำลังสหรัฐฯ

ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ ซึ่งเป็นเกณฑ์อ้างอิงระหว่างประเทศ พุ่งขึ้น 7.9% ปิดที่ 90.74 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในวันพุธ ขณะที่น้ำมันดิบ West Texas Intermediate (WTI) ของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 6.6% ปิดที่ 84.46 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทรัมป์ให้สัมภาษณ์ Fox News ว่าอิหร่าน “จะโดนหนัก” หลังการโจมตี โดยรวมแล้วราคาน้ำมันปรับขึ้นราว 20–30% ตลอดเดือนกรกฎาคมจากการยกระดับความขัดแย้ง

อย่างไรก็ตาม ในวันพฤหัสบดี ราคาน้ำมันเริ่มย่อลง โดย CNBC รายงานว่าเบรนต์ลดลงเกือบ 2% ปิดที่ 89.03 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังซาอุดีอาระเบียเสนอจัดตั้งแนวร่วมทางเรือ (naval coalition) เพื่อคุ้มครองเส้นทางเดินเรือสำคัญจากการถูกโจมตี โดยกระทรวงกลาโหมซาอุดีฯ ระบุว่ามีกว่า 40 ประเทศเข้าร่วมประชุมหารือเรื่องการเสริมสร้างความร่วมมือด้านการป้องกันทางทะเล

ความเสี่ยงหลักที่ตลาดจับตาคือช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันราวหนึ่งในห้าของอุปทานโลก การจราจรทางเรือผ่านช่องแคบนี้ลดลงอย่างมากเมื่อสงครามทวีความรุนแรง นอกจากนี้ความขัดแย้งยังลามไปถึงทะเลแดง ที่กลุ่มกบฏฮูตีในเยเมนซึ่งได้รับการหนุนหลังจากอิหร่านขู่จะปิดล้อมทางทะเลต่อซาอุดีอาระเบีย ขณะที่กลุ่ม Caspian Pipeline Consortium ได้ระงับการขนถ่ายน้ำมันที่ท่าเรือทะเลดำหลังเรือบรรทุกน้ำมันสองลำถูกโจมตี

Helima Croft หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์สินค้าโภคภัณฑ์ระดับโลกของ RBC Capital Markets เตือนก่อนหน้านี้ว่า แรงกดดันในตะวันออกกลางกำลังก่อตัวจนอาจดันราคาน้ำมันเบรนต์ทะลุจุดสูงสุดของปี 2022 ที่ 128 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และในกรณีเลวร้ายที่สุดที่เกิดสงครามเต็มรูปแบบในภูมิภาค ราคาอาจแตะระดับ 146 ดอลลาร์ที่เคยเห็นในปี 2008 ได้ ประเด็นสำคัญเชิงมหภาคคือ ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นได้จุดชนวนให้เงินเฟ้อโดยรวมเร่งตัวขึ้น ซึ่งเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้เฟดต้องคงจุดยืนสายเหยี่ยว

มุมมองผู้เชี่ยวชาญ: ระหว่างความกลัว AI ฟองสบู่กับความหวังกำไร

ผู้เชี่ยวชาญในตลาดมีมุมมองที่แตกต่างกันต่อสถานการณ์นี้ ในด้านหนึ่ง มีความกังวลว่าบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่กำลังใช้กระแสเงินสดเกือบทั้งหมดไปกับการลงทุนใน AI และศูนย์ข้อมูล ซึ่ง CNBC รายงานว่านักลงทุนจำนวนมาก “หวาดกลัว” ว่าการใช้จ่ายมหาศาลนี้อาจไม่คุ้มค่าในระยะยาว ความกังวลนี้เห็นได้ชัดเมื่อ Alphabet รายงานผลประกอบการที่ดูดีบนพื้นผิว แต่แผนการใช้จ่ายและกระแสเงินสดอิสระที่ติดลบกลับทำให้นักลงทุนตกใจ

ในด้านการวิเคราะห์หุ้นรายตัว นักวิเคราะห์จาก 24/7 Wall St. ได้เปรียบเทียบกลยุทธ์ที่แตกต่างของ Apple และ Amazon ก่อนการประกาศงบไว้อย่างน่าสนใจ โดยมองว่า Apple เป็นการลงทุนเชิงตั้งรับที่มีคุณภาพสูง เพราะไม่ต้องแบกภาระการสร้างศูนย์ข้อมูลมูลค่า 100,000 ล้านดอลลาร์ และมีวินัยในการคืนเงินสดให้ผู้ถือหุ้น แต่คำถามที่ค้างคาคือ แนวทางที่ใช้สินทรัพย์เบา (asset-light) อาจทำให้ระบบนิเวศของ Apple ตามหลังในด้านความสามารถ AI ที่จริงจัง ขณะที่ Amazon ถูกมองว่าเป็นการเดิมพันที่มีทั้งโอกาสสูงและความผันผวนสูงกว่า

ด้านนโยบายการเงิน Mark Zandi นักเศรษฐศาสตร์ที่ถูกอ้างถึงใน Kiplinger ตั้งข้อสังเกตว่า การที่ประธานเฟดคนใหม่เชื่อว่าเฟดควรลดความโปร่งใสในการกำหนดนโยบายการเงิน จะยิ่งสร้างความไม่แน่นอนและความผันผวนในตลาดอัตราดอกเบี้ยมากขึ้น อย่างไรก็ตาม เขาชี้ว่าหากวอร์ชขึ้นดอกเบี้ยเพื่อยืนยันความน่าเชื่อถือในการต่อสู้เงินเฟ้อ ก็อาจช่วยบีบส่วนชดเชยความเสี่ยงเงินเฟ้อ (term premium) ที่ฝังอยู่ในตลาดพันธบัตรระยะยาวออกไป ซึ่งในอดีตเคยส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้จำนองระยะยาวปรับลดลงตาม

ประเด็นที่ผู้เชี่ยวชาญให้น้ำหนักมากขึ้นเรื่อยๆ คือคำถามว่ากระแสการลงทุน AI จะกลายเป็น “ฟองสบู่” หรือไม่ ในมุมหนึ่ง การที่บริษัทอย่าง Microsoft และ Amazon รายงานการเติบโตของธุรกิจคลาวด์ที่แข็งแกร่ง สะท้อนว่าความต้องการโครงสร้างพื้นฐาน AI เป็นของจริงและกำลังสร้างรายได้ แต่ในอีกมุมหนึ่ง งบลงทุนมหาศาลระดับแสนล้านดอลลาร์และกระแสเงินสดอิสระที่ติดลบ ทำให้เกิดคำถามว่าผลตอบแทนจากการลงทุนเหล่านี้จะคุ้มค่าและยั่งยืนเพียงใดในระยะยาว การที่ตลาดตอบสนองต่างกันอย่างสิ้นเชิงระหว่างบริษัทที่งบลงทุนไม่เกินคาด (Microsoft) กับบริษัทที่แผนใช้จ่ายสร้างความกังวล (Alphabet, Meta) แสดงว่านักลงทุนเริ่มแยกแยะมากขึ้นว่าใครใช้เงินอย่างมีวินัย

อีกมุมมองที่น่าสนใจคือ บทบาทของตลาดพันธบัตรในฐานะ “ตำรวจ” ของนโยบายการเงิน วอร์ชเองระบุว่าเขามองว่าเป็นเรื่องดีหากตลาดพันธบัตรเคลื่อนไหวตามข้อมูลเศรษฐกิจมากกว่าตามนโยบายของเฟด และชี้ว่าการตึงตัวของภาวะการเงินในตลาดกำลังทำหน้าที่บางส่วนแทนเฟดอยู่แล้ว มุมมองนี้สะท้อนปรัชญาการดำเนินนโยบายที่แตกต่างจากประธานเฟดในอดีต ที่มักเน้นการสื่อสารและให้สัญญาณล่วงหน้าเพื่อลดความผันผวน แต่แนวทางของวอร์ชอาจทำให้ตลาดต้องปรับตัวกับความไม่แน่นอนที่สูงขึ้นในระยะข้างหน้า

ในภาพรวม นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า ตลาดกำลังอยู่ในภาวะ “รถไฟเหาะ” ที่ปัจจัยขับเคลื่อนหลักอย่างการลงทุน AI และพัฒนาการของสงครามอิหร่าน มีอิทธิพลอย่างมากต่อความเชื่อมั่น แม้จะมีความไม่แน่นอนสูงในประเด็นเศรษฐกิจใหญ่ๆ แต่ฤดูกาลผลประกอบการไตรมาสสองที่ยังดำเนินไปได้ดี ก็ช่วยประคองตลาดไว้ในระดับหนึ่ง สิ่งที่ต้องจับตาต่อไปคือ ตัวเลขเงินเฟ้อและการจ้างงานของสหรัฐฯ ในเดือนถัดไป ซึ่งจะเป็นข้อมูลชี้ขาดว่าเฟดจะยังคงตรึงดอกเบี้ยหรือจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยจริงตามที่ตลาดพันธบัตรกำลังกดดันอยู่

ผลกระทบต่อนักลงทุนไทยและบทสรุป

สำหรับนักลงทุนไทย ความผันผวนในตลาดสหรัฐฯ ส่งผ่านมายังตลาดในประเทศผ่านหลายช่องทาง KAOHOON INTERNATIONAL รายงานว่า Daol Securities คาดการณ์ว่าตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มปรับตัวลงต่อ โดยอ้างถึงแรงขายหุ้นเทคโนโลยีในต่างประเทศ ความกังวลเรื่องการลงทุน AI ที่มากเกินไป และการหมุนเงินออกจากหุ้นเติบโต โดยกำหนดแนวรับของดัชนี SET ไว้ที่ 1,620 และ 1,610 จุด และแนวต้านที่ 1,640 และ 1,650 จุด

การพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ อายุ 30 ปีสู่ระดับสูงสุดใหม่ ประกอบกับการยกระดับความขัดแย้งในตะวันออกกลาง คาดว่าจะเพิ่มแรงกดดันต่อตลาดหุ้นทั่วโลกรวมถึงไทย เพราะเมื่อผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ที่ถือเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยปรับสูงขึ้น เงินทุนต่างชาติมีแนวโน้มไหลออกจากตลาดเกิดใหม่กลับไปหาสินทรัพย์สหรัฐฯ ซึ่งกดดันทั้งดัชนี SET และค่าเงินบาท

อย่างไรก็ตาม โครงสร้างของตลาดหุ้นไทยที่มีน้ำหนักในกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีค่อนข้างสูง กลับเป็นปัจจัยบวกในสถานการณ์ราคาน้ำมันแพง โดยนักวิเคราะห์จาก KAOHOON ชี้ว่าการปรับขึ้นของราคาน้ำมันช่วยพยุงหุ้นกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี ซึ่งบรรเทาแรงกดดันขาลงของตลาดโดยรวมได้บางส่วน แต่ในอีกด้านหนึ่ง ประเทศไทยเป็นหนึ่งในเศรษฐกิจที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานมากที่สุดในภูมิภาค ราคาน้ำมันที่สูงจึงเป็นดาบสองคมที่กระทบต้นทุนภาคธุรกิจและครัวเรือน รวมถึงเพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อในประเทศ

อีกประเด็นที่นักลงทุนไทยไม่ควรมองข้ามคือมาตรการการค้าของสหรัฐฯ ก่อนหน้านี้ทำเนียบขาวได้ออกบันทึกประธานาธิบดีเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม กำหนดเก็บภาษีนำเข้าตามมูลค่า (ad valorem) ในอัตรา 12.5% ต่อสินค้าจากไทย ภายใต้การไต่สวนตามมาตรา 301 ของกฎหมายการค้า ซึ่งเป็นปัจจัยที่อาจกดดันภาคการส่งออกของไทยในระยะถัดไป แม้ตัวเลขการส่งออกเดือนมิถุนายนจะยังเติบโตแข็งแกร่งถึง 20.8% เมื่อเทียบกับปีก่อนก็ตาม

ในเชิงกลยุทธ์ นักลงทุนไทยควรจับตาสามปัจจัยหลักในระยะสั้น ได้แก่ หนึ่ง ทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ระยะยาวที่หากยังพุ่งต่อเนื่องจะกดดันกระแสเงินทุนและค่าเงินบาท สอง พัฒนาการของสงครามสหรัฐฯ–อิหร่านและราคาน้ำมัน ซึ่งกระทบทั้งเงินเฟ้อและหุ้นกลุ่มพลังงาน และสาม ความต่อเนื่องของฤดูกาลผลประกอบการบริษัทเทคโนโลยีสหรัฐฯ ที่จะกำหนดทิศทางความเชื่อมั่นในสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก

ในมิติของค่าเงิน การเคลื่อนไหวของดอลลาร์สหรัฐฯ ก็เป็นตัวแปรสำคัญต่อพอร์ตของนักลงทุนไทย เมื่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ปรับสูงขึ้น มักหนุนให้ดอลลาร์แข็งค่าและกดดันเงินบาทให้อ่อนค่าลง ซึ่งส่งผลสองทาง กล่าวคือ ในด้านหนึ่งช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของภาคส่งออกไทยและกลุ่มท่องเที่ยว แต่ในอีกด้านหนึ่งทำให้ต้นทุนการนำเข้าพลังงานและสินค้าทุนสูงขึ้น และเพิ่มภาระของบริษัทที่มีหนี้สกุลดอลลาร์ นักลงทุนที่ถือกองทุนต่างประเทศแบบไม่ป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน (unhedged) จึงอาจได้รับผลกระทบหรือประโยชน์จากส่วนต่างอัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มเติมจากผลตอบแทนของสินทรัพย์อ้างอิง

ทองคำก็เป็นสินทรัพย์ที่นักลงทุนไทยนิยมและควรจับตาในภาวะเช่นนี้ โดยทั่วไปเมื่อความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์และความกังวลเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น ทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยมักได้รับความสนใจ แต่ในขณะเดียวกัน การพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่แท้จริง (real yield) กลับเป็นปัจจัยกดดันทองคำ เพราะเพิ่มต้นทุนค่าเสียโอกาสของการถือครองสินทรัพย์ที่ไม่ให้ผลตอบแทนดอกเบี้ย ความขัดแย้งของสองแรงนี้ทำให้ราคาทองคำในช่วงนี้เคลื่อนไหวผันผวน และเป็นเหตุผลที่นักลงทุนควรพิจารณาบทบาทของทองคำในฐานะเครื่องมือกระจายความเสี่ยงมากกว่าการเก็งกำไรระยะสั้น

สำหรับผู้ที่ลงทุนในกองทุนรวมต่างประเทศหรือหุ้นสหรัฐฯ โดยตรง เหตุการณ์สองวันนี้เป็นบทเรียนสำคัญว่า ความผันผวนระยะสั้นอาจรุนแรงแต่ก็พลิกกลับได้เร็วเช่นกัน การกระจายความเสี่ยงและการไม่ตอบสนองต่อข่าวรายวันมากเกินไป จึงเป็นแนวทางที่เหมาะสม ขณะที่ผู้ที่สนใจกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และ AI ควรตระหนักว่ากลุ่มนี้ยังมีความผันผวนสูงจากทั้งประเด็นการประเมินมูลค่าและความกังวลเรื่องการใช้เงินลงทุน การทยอยสะสม (dollar-cost averaging) แทนการลงทุนก้อนใหญ่ครั้งเดียวในช่วงตลาดแกว่งตัวสูง จึงอาจเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยลดความเสี่ยงจากจังหวะเข้าซื้อได้

ท้ายที่สุด นักลงทุนไทยควรตระหนักว่า แม้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะมีอิทธิพลต่อบรรยากาศการลงทุนทั่วโลก แต่ปัจจัยพื้นฐานภายในประเทศ ทั้งการเติบโตของเศรษฐกิจไทยที่กระทรวงการคลังคาดว่าจะขยายตัว 2.5% ในปี 2026 ทิศทางการส่งออก นโยบายการเงินของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) และผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนไทยเอง ยังคงเป็นตัวกำหนดผลตอบแทนระยะยาวของพอร์ตที่สำคัญไม่แพ้กัน การติดตามข่าวต่างประเทศจึงควรทำควบคู่ไปกับการวิเคราะห์ปัจจัยในประเทศอย่างสมดุล

บทสรุป: สองวันทำการที่ผ่านมาสะท้อนภาพตลาดการเงินโลกที่กำลังเผชิญแรงกดดันหลายด้านพร้อมกัน ทั้งนโยบายการเงินที่เข้มงวดภายใต้เฟดยุควอร์ช เงินเฟ้อจากราคาน้ำมันที่ผูกกับความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ และการปรับฐานของกระแสการลงทุน AI แม้แรงดีดกลับจาก Microsoft และกลุ่มชิปจะช่วยฟื้นความเชื่อมั่นในระยะสั้น แต่ความไม่แน่นอนเชิงโครงสร้างยังคงอยู่ นักลงทุนไทยจึงควรติดตามตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ทิศทางพันธบัตร และสถานการณ์ตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด เพื่อบริหารความเสี่ยงในพอร์ตให้เหมาะสมกับสภาวะตลาดที่ยังแกว่งตัวสูง

Similar Posts

  • | |

    Micron พลิกตลาดหุ้นสหรัฐฯ ฟิวเจอร์สพุ่งรับกําไรทะลุคาด

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดสัปดาห์ที่ผันผวนอย่างหนักด้วยภาพที่พลิกผันชัดเจน หลัง Micron Technology บริษัทผู้ผลิตชิปความจําชั้นนําของโลก รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ปีงบการเงิน 2026 ที่ทะลุความคาดหมายของนักวิเคราะห์อย่างมาก พร้อมประมาณการรายได้ไตรมาสหน้าที่สูงเกินคาดถึงราว 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้ฟิวเจอร์สดัชนีหลักของสหรัฐฯ พุ่งขึ้นทันทีในการซื้อขายนอกเวลา เพียงหนึ่งวันก่อนหน้านั้น ตลาดยังเผชิญแรงกดดันจากความกังวลเรื่องวงจรการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่อาจสร้างผลตอบแทนไม่คุ้มค่าตามที่คาดการณ์ไว้ ทําให้ดัชนี Nasdaq และ S&P 500 ร่วงลงติดต่อกันหลายวัน ก่อนที่ตัวเลขของ Micron จะกลายเป็นแรงหนุนสําคัญที่ช่วยพลิกบรรยากาศการลงทุนกลับมาเป็นบวกอีกครั้ง บทความนี้จะพาไปสํารวจรายละเอียดความเคลื่อนไหวของตลาดในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ปัจจัยขับเคลื่อนสําคัญ และสิ่งที่นักลงทุนไทยควรจับตาต่อจากนี้ ภาพรวมตลาด: จากแรงเทขายหุ้นชิปสู่การฟื้นตัวแบบสายฟ้าแลบ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนมิถุนายน 2026 เคลื่อนไหวในกรอบที่ผันผวนมากเป็นพิเศษ โดยดัชนี Dow Jones Industrial Average ปิดตลาดวันพุธที่ 24 มิถุนายน เพิ่มขึ้น 182.06 จุด หรือ 0.35% มาอยู่ที่ระดับ 51,848.90 จุด ขณะที่ดัชนี…

  • |

    เฟดวอร์ชส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ย หุ้นเกาหลีทุบสถิติ น้ำมันร่วงหลังดีลอิหร่าน

    สัปดาห์นี้ถือเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่ตลาดการเงินโลกเผชิญความผันผวนสูงที่สุดในรอบหลายเดือน เมื่อธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ภายใต้การนำของประธานคนใหม่ เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) จัดการประชุมนัดแรกในตำแหน่งเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2026 และส่งสัญญาณที่ตลาดตีความว่า “hawkish” หรือสายแข็งเกินคาด ด้วยการคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 3.50-3.75% ตามที่ตลาดคาดการณ์ แต่สิ่งที่ทำให้นักลงทุนตกใจคือ dot plot หรือแผนภาพคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยของเจ้าหน้าที่เฟด ที่เผยให้เห็นว่าคณะกรรมการส่วนใหญ่เริ่มมองเห็นความเป็นไปได้ของการ “ขึ้น” ดอกเบี้ยในปี 2026 ซึ่งสวนทางกับความคาดหวังเดิมที่ตลาดเคยปักใจเชื่อว่าเฟดจะเดินหน้าลดดอกเบี้ยต่อเนื่อง ในอีกมุมหนึ่งของโลก ตลาดหุ้นเอเชียกลับสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ โดยดัชนี KOSPI ของเกาหลีใต้ทะลุ 9,000 จุดเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน ขณะที่ดัชนี Nikkei 225 ของญี่ปุ่นก็ทะลุ 71,000 จุดเป็นครั้งแรกเช่นกัน แรงหนุนหลักมาจากกระแสความต้องการชิปหน่วยความจำสำหรับ AI ที่ร้อนแรงไม่หยุด นำโดย SK Hynix และ Samsung Electronics ส่วนในตลาดพลังงาน ราคาน้ำมันดิบร่วงลงเกือบ 5% หลังประธานาธิบดีโดนัลด์…

  • |

    โลกสั่นคลอน: สงครามการค้า ภาษีใหม่ 60 ชาติ และวิกฤตพลังงานกระหน่ำเศรษฐกิจโลก 2569

    ในช่วงกลางปี 2566 เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับพายุหลายลูกพร้อมกันในลักษณะที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในรอบหลายทศวรรษ ทั้งสงครามในตะวันออกกลางที่ปิดช่องแคบฮอร์มุซและสั่นสะเทือนตลาดพลังงานโลก สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และคู่ค้าทั่วโลกที่ดูเหมือนจะไม่มีวันสิ้นสุด มาตรการภาษีรอบใหม่ที่เล็งเป้า 60 ประเทศทั่วโลกในข้อหาใช้แรงงานบังคับ และความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ-จีนที่แม้จะได้รับการประคองด้วยการประชุมสุดยอดเดือนพฤษภาคม แต่ก็ยังห่างไกลจากการคลี่คลายอย่างแท้จริง กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์ว่าการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปี 2569 จะชะลอตัวเหลือเพียง 3.1% ท่ามกลางแรงกดดันจากสงครามในตะวันออกกลางและอัตราเงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้น ในขณะที่ OECD ประมาณการการเติบโตของเศรษฐกิจโลกอยู่ที่ 2.9% สำหรับปีนี้ โดยระบุว่าความผันผวนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางคือปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่สุด และหากการหยุดชะงักของอุปทานพลังงานยืดเยื้อเกินกลางปี 2569 จะกดดันแนวโน้มการเติบโตลงอีก สำหรับนักลงทุนไทยและผู้ประกอบการที่ค้าขายกับต่างประเทศ ความเข้าใจภาพรวมของแรงกดดันเหล่านี้ถือเป็นสิ่งจำเป็น เพราะแต่ละปัจจัยล้วนส่งผลกระทบต่อกันอย่างเป็นลูกโซ่ สงครามในตะวันออกกลาง: แผลร้าวของตลาดพลังงานโลก ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ และอิสราเอลที่นำไปสู่ความขัดแย้งในอิหร่านตั้งแต่ช่วงต้นปี 2569 ได้เปลี่ยนแปลงโฉมหน้าตลาดพลังงานโลกอย่างถาวร ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางผ่านของน้ำมันโลกราว 1 ใน 5 ถูกปิดกั้นอย่างมีประสิทธิภาพหลังจากการโจมตีทางทหาร ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นจากต่ำกว่า 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลก่อนหน้าไปสู่จุดสูงสุดที่เกือบ 120 ดอลลาร์ ธนาคารโลกรายงานว่าราคาพลังงานโลกคาดว่าจะพุ่งขึ้น 24% ในปีนี้ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่รัสเซียบุกยูเครนในปี 2565 และส่งผลให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์โดยรวมปรับตัวขึ้น 16% ด้วยแรงหนุนหลักจากราคาพลังงานและปุ๋ยที่พุ่งสูง…

  • กลยุทธ์ปรับพอร์ตลงทุน 2026 เจาะลึกกระแสกองทุน ETF ตราสารหนี้ และหุ้นตลาดเกิดใหม่

    ภาพรวมการลงทุนทั่วโลกในขณะนี้กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างครั้งสำคัญ (Structural Shift) ที่ทำให้นักลงทุนสถาบันและผู้จัดการกองทุนระดับโลกจำเป็นต้องรื้อระบบคิดและทบทวนกลยุทธ์การจัดพอร์ตการลงทุนแบบดั้งเดิม ภายหลังจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และการส่งสัญญาณปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ส่งผลให้ตลาดตราสารหนี้ทั่วโลกกลับมามีความน่าสนใจอีกครั้งในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยที่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่าความเสี่ยง ในขณะเดียวกัน ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) โดยเฉพาะกลุ่มประเทศเอเชียและละตินอเมริกา กลายเป็นเป้าหมายหลักในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (Fund Flows) เนื่องจากระดับราคา (Valuation) ที่ยังคงซื้อขายในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง ประกอบกับการขยายตัวของนวัตกรรมการลงทุนผ่านกองทุนรวมดัชนี (ETFs) ที่มีสภาพคล่องสูงและค่าธรรมเนียมต่ำ ทำให้นักลงทุนรายย่อยและนักลงทุนสถาบันสามารถปรับพอร์ตการลงทุนได้อย่างยืดหยุ่นและรวดเร็วเพื่อกระจายความเสี่ยงและสร้างเสถียรภาพในระยะยาว 1. ยุคทองของตราสารหนี้ (Fixed Income Renaissance): บอนด์ยิลด์ปรับฐานเปิดจังหวะล็อกผลตอบแทนระยะยาว ตามรายงานเชิงลึกจาก Bloomberg และ Financial Times ระบุว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี (10-year Treasury yield) ได้ปรับตัวลงอย่างต่อเนื่องมาเคลื่อนไหวในกรอบ 4.40% – 4.45% หลังจากตลาดแรงงานและภาคการผลิตของสหรัฐฯ แสดงแนวโน้มชะลอตัวลงอย่างชัดเจน ปรากฏการณ์นี้ส่งผลให้ราคาตราสารหนี้ขยับตัวสูงขึ้น และสร้างแรงจูงใจให้ผู้จัดการพอร์ตลงทุนหันมาให้น้ำหนักในตราสารหนี้ระยะยาว (Long-duration Bonds) เพื่อล็อกอัตราผลตอบแทนที่อยู่ในระดับสูงไว้ก่อนที่ธนาคารกลางหลักๆ ของโลกจะปรับลดดอกเบี้ยลงอย่างเป็นทางการ นักวิเคราะห์จาก…

  • ตลาดหุ้นเอเชียเปิดระส่ำ อิหร่านอ้างปิดช่องแคบฮอร์มุซ น้ำมันพุ่ง 4% SET ยืนเหนือ 1,600 จุด

    ตลาดหุ้นเอเชียเปิดสัปดาห์ใหม่ด้วยบรรยากาศตึงเครียด เมื่อสถานการณ์สู้รบในอ่าวเปอร์เซียปะทุขึ้นอีกครั้ง และอิหร่านออกมาอ้างว่าได้ปิดช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางลำเลียงน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นแรงในการซื้อขายช่วงเช้าวันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม 2569 และจุดชนวนความกังวลเรื่องเงินเฟ้อรอบใหม่ให้กลับมาปกคลุมตลาดการเงินทั่วโลกอีกครั้ง หลังจากที่นักลงทุนเพิ่งจะเริ่มผ่อนคลายกับการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านได้ไม่นาน สำนักข่าว Reuters รายงานว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับขึ้น 3.3% ในการซื้อขายช่วงต้นตลาดเอเชีย แตะระดับ 78.50 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ฟื้นตัวขึ้นจากจุดต่ำสุดล่าสุดที่ 70.14 ดอลลาร์ ขณะที่น้ำมันดิบสหรัฐฯ (WTI) เพิ่มขึ้น 3.4% สู่ระดับ 73.83 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ต่อมาในช่วงสายของวัน สำนักข่าว AP รายงานว่าราคาน้ำมันเบรนท์ขยับขึ้นต่อเนื่องเป็น 3.9% ที่ระดับ 78.96 ดอลลาร์ ส่วน WTI บวกราว 4% ที่ 74.26 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นการลบล้างแรงผ่อนคลายที่ตลาดได้รับจากข่าวการเจรจาก่อนหน้านี้แทบทั้งหมด แรงกดดันจากราคาพลังงานสะท้อนกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นทันที ดัชนีนิกเกอิของญี่ปุ่นปรับตัวลง 1.0% ต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อนที่ร่วงไปแล้ว 1.7% ขณะที่ดัชนี MSCI Asia-Pacific (ไม่รวมญี่ปุ่น)…

  • นักเทรดบน Kalshi คาด WTI จะพุ่งทะลุ 125 ดอลลาร์ เกินสถิติสูงสุดในช่วงสงครามอิหร่าน

    ในขณะที่ตลาดน้ำมันดิบโลกยังคงผันผวนอย่างต่อเนื่องท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง นักเทรดบนแพลตฟอร์ม Kalshi ซึ่งเป็นตลาดทำนายเหตุการณ์ (Prediction Markets) ที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดแห่งหนึ่งในสหรัฐฯ กำลังส่งสัญญาณที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง โดยคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันดิบ West Texas Intermediate (WTI) ยังไม่ถึงจุดสูงสุดของปีนี้ และยังมีโอกาสที่จะพุ่งขึ้นไปสูงกว่าระดับสูงสุดในช่วงสงครามอีกมาก ตัวเลขที่ตลาดทำนายบอก: มากกว่าครึ่งหนึ่งเชื่อว่าจะแตะ 127 ดอลลาร์ ข้อมูลจาก Kalshi ระบุว่ามีโอกาส มากกว่า 50% ที่ราคา WTI จะแตะระดับ 127 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในปีนี้ ซึ่งสูงกว่าระดับปิดสูงสุดในปัจจุบันที่ประมาณ 113 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เมื่อวันที่ 7 เมษายนอย่างมีนัยสำคัญ และนักเทรดยังประเมินโอกาส 63% ที่ราคาจะข้ามระดับ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในขณะที่ราคา WTI ยังคงต่ำกว่าจุดสูงสุดก่อนที่สหรัฐฯ และอิหร่านจะประกาศหยุดยิง แต่ก็ยังสูงกว่าระดับต่ำสุดที่ 82.59 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เมื่อวันที่ 17 เมษายนอย่างมาก ราคาปัจจุบันกลับมาอยู่เหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อีกครั้ง…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *