KOSPI ร่วงหนักสุดตั้งแต่ต้มยำกุ้ง ก่อนพุ่ง 17.91% ทำสถิติวันเดียวสูงสุดในประวัติศาสตร์
| |

KOSPI ร่วงหนักสุดตั้งแต่ต้มยำกุ้ง ก่อนพุ่ง 17.91% ทำสถิติวันเดียวสูงสุดในประวัติศาสตร์

ภายในเวลาเพียงห้าวันทำการ ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ได้เขียนประวัติศาสตร์ทั้งด้านมืดและด้านสว่างพร้อมกัน ดัชนี KOSPI ดิ่งลงอย่างรุนแรงจนต้องใช้มาตรการหยุดการซื้อขายชั่วคราว (Circuit Breaker) สองวันติดต่อกันเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ตลาดหลักทรัพย์เกาหลี ก่อนจะทะยานกลับขึ้นถึง 17.91% ในวันเดียวเมื่อวันศุกร์ที่ 31 กรกฎาคม 2569 ปิดที่ระดับ 6,595.45 จุด นับเป็นการปรับตัวขึ้นวันเดียวที่มากที่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้งดัชนี และเป็นครั้งแรกที่ดัชนีบวกเกิน 1,000 จุดในหนึ่งวัน สัปดาห์นี้จึงกลายเป็นบทเรียนราคาแพงว่าด้วยความเปราะบางของตลาดที่ถูกขับเคลื่อนด้วยหุ้นเพียงไม่กี่ตัว เลเวอเรจของนักลงทุนรายย่อย และความกังวลเรื่องการแข่งขันจากจีนในอุตสาหกรรมชิปความจำ (Memory Chip)

ห้าวันที่เหวี่ยงจากตื่นตระหนกสู่ความคลั่งไคล้

หากต้องสรุปสภาพตลาดหุ้นเกาหลีใต้ในสัปดาห์สุดท้ายของเดือนกรกฎาคมด้วยชุดตัวเลข คงหนีไม่พ้นอัตราการเปลี่ยนแปลงรายวันของดัชนี KOSPI ตลอดห้าวันทำการที่ผ่านมา ได้แก่ +0.97%, -10.84%, -5.98%, -1.23% และ +17.91% ตัวเลขชุดนี้บอกเล่าเรื่องราวของตลาดที่แกว่งตัวจากภาวะตื่นตระหนกไปสู่ความคลั่งไคล้ภายในเวลาไม่กี่วัน จนนักวิเคราะห์บางรายเปรียบเปรยว่าตลาดกำลังซื้อขายราวกับผู้ป่วยที่มีอาการทางอารมณ์แปรปรวน

จุดเริ่มต้นของพายุคือวันจันทร์ที่ 27 กรกฎาคม ที่ดัชนียังทรงตัวได้ในแดนบวกเล็กน้อย ก่อนที่วันอังคารที่ 28 กรกฎาคม ซึ่งสื่อต่างประเทศขนานนามว่าเป็น ‘Black Tuesday’ ดัชนี KOSPI จะร่วงลงถึง 10.84% ปิดที่ 6,023.66 จุด นับเป็นการปรับตัวลงรายวันที่รุนแรงที่สุดในรอบกว่าสี่เดือน โดยหุ้น Samsung Electronics ดิ่งลง 13.4% และ SK Hynix ร่วง 14.7% ท่ามกลางแรงเทขายหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ทั่วภูมิภาคเอเชีย

ความตื่นตระหนกยังไม่จบลงเพียงเท่านั้น วันพุธที่ 29 กรกฎาคม ดัชนีร่วงต่ออีก 5.98% ปิดที่ 5,663.24 จุด และในระหว่างวันเคยลงไปแตะจุดต่ำสุดที่ 5,262.77 จุด ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดในรอบเกือบสี่เดือน สำนักข่าว KED Global รายงานว่าแรงขายที่เกิดจากการบังคับปิดสถานะเลเวอเรจได้จุดชนวนให้ Circuit Breaker ทำงานเป็นวันที่สองติดต่อกัน ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ตลาดหลักทรัพย์เกาหลีต้องหยุดการซื้อขายชั่วคราวสองวันติด สะท้อนความเร็วและความรุนแรงของแรงเทขายที่แทบไม่มีใครควบคุมได้

เมื่อรวมความเสียหายในช่วงการดิ่งลงสองวันหลัก มูลค่าตลาดของหุ้นเกาหลีระเหยหายไปราว 864.5 ล้านล้านวอน หรือประมาณ 608,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตัวเลขนี้สะท้อนขนาดของความมั่งคั่งที่หดหายไปในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงการซื้อขาย และเป็นภาพสะท้อนของตลาดที่ก่อนหน้านี้เพียงเดือนเศษยังเป็นดาวเด่นของโลก

แล้วในวันศุกร์ที่ 31 กรกฎาคม ทุกอย่างก็พลิกกลับด้าน ดัชนี KOSPI เปิดตลาดพุ่งขึ้นทันที ก่อนจะแกว่งตัวและปิดบวกถึง 17.91% หรือเพิ่มขึ้น 1,001.89 จุด มาอยู่ที่ 6,595.45 จุด ซึ่ง Investing.com และสำนักข่าวหลายแห่งยืนยันตรงกันว่าเป็นการปรับตัวขึ้นวันเดียวที่มากที่สุดนับตั้งแต่มีการจัดทำดัชนี และเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ดัชนีบวกเกิน 1,000 จุดภายในวันเดียว ช่วงราคาระหว่างวันกว้างถึงระดับ 5,629.76 – 6,630.77 จุด บ่งบอกถึงความผันผวนที่ยังคงสูงแม้ในวันที่ตลาดฟื้นตัว

แม้การรีบาวด์จะสร้างสถิติใหม่ แต่เมื่อพิจารณาภาพรวมทั้งเดือน กรกฎาคม 2569 ยังคงเป็นหนึ่งในเดือนที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ของ KOSPI โดยดัชนีปรับตัวลงราว 22% ในเดือนดังกล่าว ซึ่งถือเป็นผลงานรายเดือนที่แย่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 2540 อันเป็นช่วงวิกฤตการเงินเอเชียหรือที่คนไทยรู้จักในนามวิกฤตต้มยำกุ้ง และหากนับจากจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 9,385.59 จุดเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน ระดับการปรับฐานสูงสุดในระหว่างทางลึกถึงราว 44% ซึ่งรุนแรงกว่าการปรับฐานช่วงวิกฤตโควิด-19 เดือนมีนาคม 2563 ที่อยู่ราว 31%

อะไรจุดชนวนการล่มสลาย: เงาของจีน ความสงสัยใน AI และการแข่งขันด้านชิป

ต้นตอของวิกฤตครั้งนี้ไม่ได้มาจากปัจจัยเดียว แต่เป็นการปะทุพร้อมกันของแรงกดดันหลายด้านที่สะสมมาระยะหนึ่ง โดยหัวใจสำคัญวนเวียนอยู่กับความกังวลว่าจีนกำลังไล่ตามเกาหลีใต้ในอุตสาหกรรมชิปความจำอย่างรวดเร็วเกินคาด

ชนวนแรกคือการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ของ CXMT ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิป DRAM รายใหญ่ที่สุดของจีน บริษัทระดมทุนได้ถึง 8,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และราคาหุ้นพุ่งขึ้นถึง 466% ในวันแรกของการซื้อขาย ปรากฏการณ์นี้จุดประกายความกลัวว่าจีนกำลังขยายกำลังการผลิต DRAM อย่างก้าวกระโดด ซึ่งอาจกดดันราคาชิปความจำและส่วนแบ่งตลาดของผู้ผลิตเกาหลีในระยะยาว

ชนวนที่สองตามมาติดๆ เมื่อสำนักข่าว The Information รายงานว่าจีนได้เริ่มผลิตเครื่องพิมพ์ลายวงจรด้วยแสงอัลตราไวโอเลตระดับลึก (Deep Ultraviolet หรือ DUV) ในประเทศเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นเครื่องมือประเภทที่มาตรการควบคุมการส่งออกของชาติตะวันตกพยายามสกัดกั้นไม่ให้จีนเข้าถึง ข่าวนี้ตอกย้ำความกังวลว่ากำแพงเทคโนโลยีที่เคยปกป้องความได้เปรียบของเกาหลีอาจเริ่มพังทลาย

ชนวนที่สามคือความสงสัยในความยั่งยืนของวัฏจักรการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยเฉพาะกรณีที่มีการตั้งคำถามถึงข้อตกลงค้ำประกันการชำระเงินระหว่าง Nvidia กับ OpenAI สำหรับการลงทุนศูนย์ข้อมูลขนาดมหึมา นักลงทุนเริ่มตั้งคำถามว่าเม็ดเงินลงทุน AI ที่ไหลเข้าสู่กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์อย่างมหาศาลนั้นจะยั่งยืนเพียงใด และหุ้นกลุ่มชิปที่ปรับตัวขึ้นมาแรงตลอดครึ่งปีแรกกำลังสะท้อนความคาดหวังที่สูงเกินจริงหรือไม่

สำนักข่าว EBC Financial Group รายงานว่า KOSPI ปรับตัวลงหนักกว่าตลาดหุ้นเอเชียอื่นที่มีน้ำหนักหุ้นชิปสูงเช่นเดียวกัน โดยในช่วงหนึ่งของสัปดาห์ ดัชนีได้จุดชนวน Circuit Breaker เป็นครั้งที่แปดของปี 2569 ทั้งญี่ปุ่นและไต้หวันต่างปรับตัวลง แต่การร่วงที่ลึกกว่าของเกาหลีสะท้อนให้เห็นว่าการกระจุกตัวของดัชนีและการไหลออกของเงินทุนต่างชาติได้ขยายผลกระทบจากแรงสั่นสะเทือนระดับภูมิภาคให้รุนแรงยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาข้อมูลเชิงลึก ขีดความสามารถในการแข่งขันของ CXMT ยังขึ้นอยู่กับมาตรวัดที่ใช้ โดยในไตรมาสแรกของปี 2569 CXMT ครองส่วนแบ่งรายได้ DRAM ทั่วโลกราว 7.7% คิดเป็นสัดส่วนการจัดส่งราว 9% และมีสัดส่วนกำลังการผลิตเวเฟอร์ราว 11% ตัวเลขสัดส่วนกำลังการผลิตที่สูงกว่าสะท้อนศักยภาพในการผลิตมากกว่ารายได้หรือความสามารถทางเทคโนโลยีที่เทียบเท่ากัน นักวิเคราะห์ชี้ว่าความได้เปรียบของเกาหลีในตลาดชิปความจำแบนด์วิดท์สูง (HBM) ยังคงปกป้องผลิตภัณฑ์ระดับสูงสุดของประเทศเอาไว้ได้ แม้อาจไม่สามารถปกป้องราคาชิป DRAM แบบทั่วไปได้ทั้งหมด

จุดที่น่าสังเกตคือ ในช่วงที่ตลาดหุ้นเกาหลีดิ่งลงหนัก ค่าเงินวอนกลับไม่ได้สะท้อนความตื่นตระหนกในระดับเดียวกับตลาดหุ้น โดยอัตราแลกเปลี่ยนดอลลาร์สหรัฐต่อวอนเคลื่อนไหวใกล้ระดับ 1,467 วอน ปรับขึ้นเพียงราว 0.1% ในระหว่างเซสชันที่ดัชนีร่วงลงกว่า 9% ความไม่สอดคล้องระหว่างตลาดหุ้นและตลาดเงินนี้ถูกตีความว่าแรงขายส่วนใหญ่เป็นการปรับสถานะภายในตลาดหุ้นเอง มากกว่าจะเป็นการถอนเงินทุนออกจากประเทศในวงกว้าง ซึ่งเป็นสัญญาณที่ช่วยบรรเทาความกังวลว่าวิกฤตครั้งนี้จะลุกลามกลายเป็นวิกฤตค่าเงินเต็มรูปแบบ

อีกปัจจัยเชิงเทคนิคที่ซ้ำเติมแรงขายคือ การที่หุ้นกลุ่มชิปสหรัฐอย่าง Nvidia, AMD และ Micron Technology ต่างปรับตัวลงในช่วงเดียวกัน ประกอบกับแรงขายทำกำไรในหุ้นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับ AI ทั่วโลก เมื่อผู้เล่นระดับโลกในห่วงโซ่อุปทานเดียวกันปรับฐานพร้อมกัน ตลาดเกาหลีที่มีน้ำหนักหุ้นชิปสูงเป็นพิเศษจึงได้รับผลกระทบหนักที่สุดในภูมิภาค สะท้อนว่าความเสี่ยงของ KOSPI ไม่ได้เป็นเรื่องเฉพาะของเกาหลี แต่ผูกโยงกับทิศทางของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และกระแสการลงทุน AI ระดับโลกอย่างแนบแน่น

จากจุดสูงสุด 9,385 จุดสู่การปรับฐาน 44%: บริบทของฟองสบู่ที่แตก

เพื่อให้เข้าใจความรุนแรงของสิ่งที่เกิดขึ้น จำเป็นต้องย้อนกลับไปดูเส้นทางการปรับตัวขึ้นอันน่าทึ่งของ KOSPI ก่อนหน้านี้ ตลาดหุ้นเกาหลีเป็นตลาดหุ้นหลักที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดในโลกในปี 2568 และโมเมนตัมดังกล่าวได้ต่อเนื่องมาถึงปี 2569 โดยดัชนีปรับตัวขึ้นเกือบเท่าตัวในช่วงครึ่งปีแรก และเคยขึ้นไปทำจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 9,385.59 จุดเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน หลังจากที่ SK Hynix ประกาศการจัดส่งตัวอย่างชิป HBM4E ซึ่งจุดกระแสความคาดหวังต่อรอบการเติบโตครั้งใหม่ของชิปความจำสำหรับ AI

การปรับตัวขึ้นเกือบทั้งหมดนี้ถูกขับเคลื่อนด้วย Samsung Electronics และ SK Hynix เป็นหลัก เมื่อหุ้นสองตัวนี้รวมกันมีน้ำหนักมากกว่า 40% ของมูลค่าตลาด KOSPI จึงกลายเป็นดัชนีที่ในเชิงโครงสร้างทำหน้าที่เสมือนการเดิมพันแบบมีเลเวอเรจบนสองบริษัท เมื่อความคาดหวังถูกผลักดันจนสูงเกินไป การปรับฐานที่รุนแรงจึงเป็นเพียงเรื่องของเวลา และเมื่อชนวนจากจีนและ AI ปะทุขึ้นพร้อมกัน ฟองสบู่ที่ก่อตัวมาตลอดครึ่งปีก็เริ่มปล่อยลมออกอย่างรวดเร็ว

ข้อมูลจาก Korea Exchange และรายงานสื่อต่างประเทศระบุว่า SK Hynix เคยร่วงลงราว 58% จากจุดสูงสุดระหว่างวันเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน ก่อนจะเกิดการรีบาวด์ในวันศุกร์ ขณะที่ดัชนี KOSPI แม้จะดีดตัวขึ้นแรงในวันสุดท้ายของเดือน แต่เมื่อปิดสิ้นเดือนกรกฎาคมก็ยังคงติดลบอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับต้นเดือน โดยดัชนีเคยลงไปทำจุดต่ำสุดที่ 5,262.77 จุดในช่วงปลายเดือน คิดเป็นการปรับฐานจากจุดสูงสุดถึงราว 44% ซึ่งเป็นระดับที่รุนแรงกว่าการปรับฐานในช่วงวิกฤตโรคระบาดโควิด-19 เดือนมีนาคม 2563 ที่อยู่ราว 31%

การเปรียบเทียบกับวิกฤตในอดีตช่วยให้เห็นภาพขนาดของเหตุการณ์ได้ชัดเจนขึ้น การปรับตัวลงรายเดือนในเดือนกรกฎาคมนับเป็นผลงานที่แย่ที่สุดของ KOSPI นับตั้งแต่ปี 2540 ซึ่งเป็นปีที่เกิดวิกฤตการเงินเอเชียที่คนไทยรู้จักดีในนามวิกฤตต้มยำกุ้ง อันเป็นช่วงเวลาที่หลายประเทศในภูมิภาคเผชิญการไหลออกของเงินทุนและการอ่อนค่าของสกุลเงินอย่างรุนแรง ความแตกต่างสำคัญคือ ครั้งนี้ต้นตอไม่ได้มาจากปัญหาเชิงมหภาคหรือดุลบัญชีเดินสะพัด แต่มาจากการปรับฐานของหุ้นกลุ่มเดียวที่ถูกดันขึ้นด้วยเลเวอเรจและความคาดหวังต่อ AI ที่สูงเกินไป

ระเบิดเวลาชื่อ ‘เลเวอเรจ ETF’: เมื่อนักลงทุนรายย่อยกลายเป็นเชื้อไฟ

หากปัจจัยจากจีนและ AI เป็นชนวน เลเวอเรจของนักลงทุนรายย่อยก็เปรียบเสมือนเชื้อเพลิงที่ทำให้ไฟลุกลามอย่างรวดเร็ว โครงสร้างตลาดหุ้นเกาหลีในช่วงที่ผ่านมาสะสมความเปราะบางไว้อย่างเงียบๆ ผ่านผลิตภัณฑ์ทางการเงินประเภทหนึ่งที่เพิ่งเปิดตัวได้ไม่นาน

ประเด็นสำคัญอยู่ที่กองทุน ETF แบบเลเวอเรจอ้างอิงหุ้นรายตัว (Single-Stock Leveraged ETF) ซึ่งตลาดหลักทรัพย์เกาหลีเพิ่งเปิดตัวเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามจากนักลงทุนรายย่อย โดยข้อมูลจาก KB Financial Group ระบุว่านับตั้งแต่เปิดตัว นักลงทุนรายย่อยเกาหลีซื้อสุทธิผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ไปแล้วถึง 14 ล้านล้านวอน หรือราว 9,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับนักลงทุนต่างชาติที่ซื้อเพียงราว 2 ล้านล้านวอน

ปัญหาของผลิตภัณฑ์ประเภทนี้คือ เมื่อราคาหุ้นอ้างอิงปรับตัวลง มูลค่าของกองทุนจะลดลงในอัตราที่ทวีคูณ และเมื่อตลาดพลิกทิศทาง สถานะเลเวอเรจเหล่านี้จะถูกบังคับปิด (Liquidation) โดยอัตโนมัติ ก่อให้เกิดแรงขายซ้ำเติมที่ผลักดันราคาให้ดิ่งลงต่อไปอีก กลายเป็นวงจรป้อนกลับเชิงลบที่เร่งความรุนแรงของการปรับฐาน CEO ของบริษัทจัดการสินทรัพย์รายใหญ่แห่งหนึ่งถึงกับออกมาเตือนนักลงทุนให้หยุดซื้อผลิตภัณฑ์ประเภทนี้ โดยชี้ว่ากองทุนเลเวอเรจอ้างอิงหุ้นรายตัวสามารถสร้างผลขาดทุนได้แม้ในกรณีที่ราคาหุ้นอ้างอิงจะฟื้นตัวกลับมาในภายหลังก็ตาม

ปัจจัยด้านการกระจุกตัวของดัชนียิ่งขยายผลกระทบให้รุนแรง เพราะ Samsung Electronics และ SK Hynix รวมกันมีน้ำหนักมากกว่า 40% ของมูลค่าตลาดรวมของ KOSPI ทำให้ในเชิงโครงสร้าง ดัชนี KOSPI แทบจะกลายเป็นการเดิมพันแบบเลเวอเรจบนหุ้นเพียงสองตัว เมื่อหุ้นสองยักษ์ใหญ่นี้ร่วงลงพร้อมกัน ดัชนีทั้งตลาดจึงถูกฉุดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

หน่วยงานกำกับดูแลตลาดการเงินของเกาหลีตอบสนองด้วยการส่งสัญญาณว่าอาจพิจารณากำหนดเพดานการลงทุนในกองทุน ETF แบบเลเวอเรจอ้างอิงหุ้นรายตัวหากความผันผวนยังคงดำเนินต่อไป นอกจากนี้ ยังมีการบังคับใช้ข้อกำหนดใหม่เรื่องเงินฝากค้ำประกัน (Cash-Deposit Requirement) สำหรับนักลงทุนในกองทุนเลเวอเรจ ETF ซึ่งเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคม มาตรการนี้อาจมีส่วนกระตุ้นให้เกิดการปรับสถานะการลงทุนครั้งใหญ่ในช่วงวันเดียวกับที่ตลาดรีบาวด์อย่างรุนแรง

31 กรกฎาคม: การรีบาวด์ครั้งประวัติศาสตร์ที่ขับเคลื่อนด้วยกำไรสถิติ

การพลิกกลับอย่างน่าตื่นตะลึงในวันศุกร์ที่ 31 กรกฎาคม มีที่มาจากหลายปัจจัยที่ประจวบเหมาะกัน โดยตัวจุดชนวนสำคัญมาจากการฟื้นตัวอย่างแรงของหุ้นเทคโนโลยีบนตลาดวอลล์สตรีทในคืนก่อนหน้า ประกอบกับผลประกอบการที่ทำสถิติของสองยักษ์ใหญ่ชิปเกาหลี

หุ้น SK Hynix พุ่งขึ้น 29.95% ปิดที่ 1.718 ล้านวอนต่อหุ้น หรือราว 1,240 ดอลลาร์สหรัฐ ชนเพดานราคาสูงสุดที่กฎตลาดอนุญาต (Limit-Up) เป็นครั้งแรก ขณะที่ Samsung Electronics ปรับตัวขึ้น 26.81% สำนักข่าว Investing.com รายงานว่าดัชนีดีดตัวขึ้นจากระดับต่ำสุดในรอบสี่เดือนที่เคยลงไปแตะใกล้ 5,000 จุด โดยได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของหุ้นเซมิคอนดักเตอร์สหรัฐ

ในฝั่งสหรัฐ หุ้น Microsoft พุ่งขึ้นถึง 16% เพิ่มมูลค่าตลาดราว 450,000 ล้านดอลลาร์ในวันเดียว ขณะที่ Amazon เพิ่มขึ้น 10% แม้จะมีหุ้นเทคบางตัวปรับฐานสวนทาง แต่ภาพรวมของบรรยากาศการลงทุนในหุ้นกลุ่ม AI และเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลกกลับมาเป็นบวก ซึ่งช่วยจุดประกายให้เกิดแรงซื้อกลับในตลาดเอเชีย

ปัจจัยพื้นฐานที่หนุนการรีบาวด์คือผลประกอบการที่แข็งแกร่งเกินคาด Samsung Electronics รายงานกำไรจากการดำเนินงานสูงเป็นประวัติการณ์ที่ 89.5 ล้านล้านวอน บนรายได้สถิติ 171.5 ล้านล้านวอน โดยได้แรงหนุนจากกำไรของธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์ที่ทำสถิติใหม่ อันเป็นผลจากอุปสงค์ชิปความจำที่เกี่ยวข้องกับ AI ที่แข็งแกร่ง และความคาดหวังต่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่จะดำเนินต่อไป

ด้าน SK Hynix ก็สร้างสถิติเช่นกัน โดยมีกำไรจากการดำเนินงานสูงถึง 60.54 ล้านล้านวอน คิดเป็นอัตรากำไรจากการดำเนินงานถึง 76% ซึ่งเป็นระดับที่สูงมากสำหรับอุตสาหกรรมการผลิต และรายได้สะสมในครึ่งปีแรกทะลุหลัก 100 ล้านล้านวอนเป็นครั้งแรก อย่างไรก็ตาม แม้ผลประกอบการจะทำสถิติ แต่ในช่วงก่อนหน้า ตลาดกลับผิดหวังเพราะกำไรของ SK Hynix ยังต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้เล็กน้อย ซึ่งเป็นหนึ่งในชนวนที่จุดให้เกิดแรงขายในช่วงต้นสัปดาห์

หุ้นตัวอื่นที่ปรับตัวขึ้นโดดเด่นในวันรีบาวด์ยังรวมถึง Hyundai Motor, LG Energy Solution ที่บวก 7.2%, KB Financial Group เพิ่มขึ้น 5.5% และ HD Hyundai Heavy Industries ที่ปรับตัวขึ้น 5.1% สะท้อนว่าแรงซื้อกลับกระจายตัวออกจากกลุ่มชิปไปสู่หุ้นขนาดใหญ่ในหมวดอื่นด้วย ในภาพภูมิภาค ดัชนี Nikkei 225 ของญี่ปุ่นก็ปรับตัวขึ้น 4.03% ปิดที่ 64,362.02 จุด ในวันเดียวกัน สะท้อนการฟื้นตัวของหุ้นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ AI ทั่วทั้งเอเชีย

แม้ตัวเลขการรีบาวด์จะน่าประทับใจ แต่นักวิเคราะห์เตือนว่าการปรับตัวขึ้นในระดับนี้ส่วนหนึ่งเกิดจากแรงซื้อคืนสถานะขายชอร์ต (Short-Covering) มากกว่าจะเป็นการกลับเข้าซื้อด้วยความเชื่อมั่นในปัจจัยพื้นฐานล้วนๆ นักลงทุนที่เปิดสถานะขายชอร์ตไว้ในช่วงตลาดดิ่งลงจำเป็นต้องซื้อหุ้นกลับเพื่อปิดสถานะ ซึ่งสร้างแรงซื้อเชิงเทคนิคที่รุนแรงในระยะสั้น แต่แรงซื้อประเภทนี้มักไม่ยั่งยืน และเมื่อจางหายไป ทิศทางตลาดจะกลับไปขึ้นอยู่กับว่านักลงทุนต่างชาติจะยังคงเข้าซื้ออย่างต่อเนื่องหรือไม่

อีกมุมมองที่นักวิเคราะห์เน้นย้ำคือ ผลประกอบการที่ทำสถิติของทั้ง Samsung และ SK Hynix ยืนยันว่าปัจจัยพื้นฐานของอุตสาหกรรมชิปความจำ AI ยังคงแข็งแกร่ง อุปสงค์ต่อชิป HBM ที่ใช้ในตัวเร่งประมวลผล AI (AI Accelerator) ยังอยู่ในระดับสูง และผู้ผลิตเกาหลียังครองความได้เปรียบทางเทคโนโลยีในผลิตภัณฑ์ระดับบนสุด ความขัดแย้งระหว่างปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งกับความกังวลเรื่องการแข่งขันจากจีนและความยั่งยืนของการลงทุน AI จึงเป็นแกนกลางของความผันผวนที่ตลาดกำลังเผชิญ และมีแนวโน้มจะเป็นประเด็นที่กำหนดทิศทางตลาดต่อไปในระยะข้างหน้า

รายย่อยเทขายทำสถิติ ต่างชาติกวาดซื้อ: บทเรียนของการขายตอนตลาดกลับตัว

หนึ่งในภาพที่สะเทือนใจที่สุดของสัปดาห์นี้ไม่ใช่ตัวเลขดัชนี แต่เป็นพฤติกรรมของนักลงทุนแต่ละกลุ่ม ในวันที่ตลาดพุ่งขึ้นทำสถิติ นักลงทุนต่างชาติและสถาบันกลับเข้าซื้ออย่างคึกคัก ขณะที่นักลงทุนรายย่อยที่ตื่นตระหนกกลับเทขายหุ้นออกมามากกว่า 10 ล้านล้านวอน ซึ่งเป็นการขายสุทธิที่มากที่สุดเป็นประวัติการณ์

สำนักข่าว Seoul Economic Daily รายงานว่าตลาดหุ้นเกาหลีสร้างการรีบาวด์ทำลายสถิติในวันที่ 31 กรกฎาคม โดยได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของหุ้นเซมิคอนดักเตอร์สหรัฐในคืนก่อนหน้า ทำให้ KOSPI พุ่งขึ้นกว่า 1,000 จุดในหนึ่งเซสชันเป็นครั้งแรก ท่ามกลางตลาดกระทิงที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนนี้ นักลงทุนต่างชาติและสถาบันเดินหน้าซื้อ ขณะที่รายย่อยที่ตื่นตระหนกกลับขายสุทธิทำสถิติสูงสุด

ปรากฏการณ์นี้สะท้อนบทเรียนคลาสสิกของตลาดทุน นั่นคือนักลงทุนรายย่อยจำนวนมากที่ก่อหนี้เพื่อเข้าซื้อหุ้น AI ในช่วงขาขึ้นครึ่งปีแรก ต้องเผชิญกับผลขาดทุนอย่างหนักในช่วงขาลง และเมื่อถูกบังคับปิดสถานะหรือขายด้วยความกลัว ก็กลายเป็นการขายในจังหวะที่ตลาดกำลังกลับตัวขึ้นพอดี ในทางกลับกัน กลุ่มเงินทุนต่างชาติและสถาบันที่มีสายป่านยาวกว่ากลับใช้จังหวะนี้เข้าเก็บของในราคาถูก

ทั้งนี้ ในช่วงการดิ่งลงก่อนหน้า นักลงทุนต่างชาติเป็นฝ่ายนำการเทขาย โดยขายสุทธิเกือบ 5 ล้านล้านวอน หรือราว 3,400 ล้านดอลลาร์ในวันที่ 28 กรกฎาคม ขณะที่รายย่อยเข้าซื้อสวนราว 4 ล้านล้านวอน สะท้อนการต่อสู้ระหว่างสองกลุ่มนักลงทุนที่ดำเนินมาตลอดทั้งสัปดาห์ ก่อนที่บทบาทจะสลับกันอย่างสิ้นเชิงในวันที่ตลาดฟื้นตัว

รายงานจากธนาคารเพื่อการลงทุนรายใหญ่ของสหรัฐระบุว่า การคลายสถานะของกองทุนเลเวอเรจ ETF เสร็จสมบูรณ์แล้ว 100% ขณะที่การลดสถานะเลเวอเรจของกองทุนเฮดจ์ฟันด์ดำเนินการไปแล้วราว 90% ยอดคงค้างมาร์จินของนักลงทุนรายย่อยเริ่มลดลงในระดับปานกลาง และแรงขายเชิงรับจากนักลงทุนต่างชาติผ่อนคลายลงอย่างมีนัยสำคัญ รายงานสรุปว่าจุดสูงสุดของการบังคับขายเชิงโครงสร้างได้ผ่านพ้นไปแล้ว และตลาดกำลังเข้าใกล้จุดต่ำสุดในระยะสั้น

อีกปัจจัยที่ช่วยหนุนบรรยากาศในวันรีบาวด์คือ การที่กองทุนซึ่งเคยขยายการลงทุนแบบเลเวอเรจในหุ้นกลุ่ม AI เริ่มทยอยขายพอร์ตออกมา ทำให้เกิดการรับรู้ว่ากระบวนการลดสถานะเลเวอเรจที่เคยขยายความรุนแรงของการดิ่งลงกำลังเข้าสู่ช่วงท้าย ความคาดหวังที่ว่าปริมาณการบังคับขายส่วนใหญ่ได้ถูกดูดซับไปแล้วช่วยกระตุ้นอารมณ์ของนักลงทุนให้กลับมาเป็นบวกอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เตือนว่าเมื่อแรงบังคับขายจบลง ตัวขับเคลื่อนตลาดในระยะถัดไปจะกลับไปขึ้นอยู่กับปัจจัยพื้นฐานและกระแสเงินทุนที่แท้จริง มากกว่าแรงเชิงเทคนิค

ปรากฏการณ์ที่รายย่อยขายในจุดต่ำและซื้อในจุดสูงนี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่ในตลาดทุน แต่ความรุนแรงในกรณีของเกาหลีสะท้อนวัฒนธรรมการลงทุนของนักลงทุนรายย่อยที่มีบทบาทสูงมากในตลาดหุ้นเกาหลี ซึ่งบางครั้งถูกเรียกขานว่าเป็น ‘กองทัพมด’ ที่กล้าได้กล้าเสีย เมื่อรวมกับผลิตภัณฑ์เลเวอเรจที่เพิ่งเปิดตัวและยังไม่มีประสบการณ์รับมือกับตลาดขาลง จึงกลายเป็นส่วนผสมที่อันตราย บทเรียนนี้ตอกย้ำหลักการลงทุนพื้นฐานที่ว่า การตัดสินใจด้วยอารมณ์ในภาวะตลาดผันผวนรุนแรงมักนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เลวร้ายที่สุด

มุมมองผู้เชี่ยวชาญ: ระหว่างโอกาสซื้อและความเสี่ยงที่ยังคุกรุ่น

บรรดานักวิเคราะห์และวาณิชธนกิจชั้นนำต่างออกมาแสดงความเห็นต่อเหตุการณ์ครั้งนี้ในหลากหลายมุมมอง แม้ส่วนใหญ่จะมองว่าการปรับฐานที่ผ่านมารุนแรงเกินกว่าปัจจัยพื้นฐาน แต่ก็เตือนถึงความเสี่ยงที่ยังคงอยู่

“หุ้นเซมิคอนดักเตอร์เป็นตัวขับเคลื่อนหลักของการพุ่งขึ้นของ KOSPI”  — คิม ซอกฮวาน นักวิเคราะห์จาก Mirae Asset Securities

ด้าน JPMorgan ระบุในรายงานกลยุทธ์ตลาดเกาหลีเมื่อวันศุกร์ว่า การจัดวางสถานะการลงทุนในตลาดเกาหลีขณะนี้ดูน่าสนใจโดยรวม พร้อมเสริมว่าการคลายสถานะของกองทุนเลเวอเรจ ETF เสร็จสิ้นแล้ว และกองทุนเฮดจ์ฟันด์ได้ลดสถานะเลเวอเรจไปแล้วราว 90% ซึ่งบ่งชี้ว่าแรงกดดันจากการบังคับขายกำลังคลี่คลาย

ก่อนหน้าเหตุการณ์ครั้งนี้ นักวิเคราะห์จาก Citi ยังคงเป้าหมายดัชนี KOSPI ไว้ที่ระดับ 10,000 จุด โดยมองว่าการปรับฐานของหุ้นเกาหลีที่นำโดยผู้ผลิตชิปความจำเป็นเพียงการปรับฐานเชิงเทคนิคที่เกิดจากการขายทำกำไรในวงกว้าง จึงอาจเป็นโอกาสในการเข้าซื้อ ขณะที่ Goldman Sachs ยังคงมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มราคาชิป DRAM และ HBM แม้ก่อนหน้านี้จะเคยคาดการณ์ว่าหุ้นเกาหลีอาจปรับตัวขึ้นได้ถึง 120% ในปี 2569

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกเสียงจะมองในแง่ดี จุง อิน ยุน จากบริษัทจัดการสินทรัพย์ Fibonacci Asset Management ให้ความเห็นที่สะท้อนอารมณ์ตลาดได้อย่างคมคาย

“ตลาดหุ้นเกาหลีกำลังซื้อขายราวกับมีอาการอารมณ์สองขั้ว แกว่งจากความตื่นตระหนกไปสู่ความคลั่งไคล้แทบจะในชั่วข้ามคืน”  — จุง อิน ยุน จาก Fibonacci Asset Management (ให้สัมภาษณ์กับ CNBC)

จุงยังเตือนผ่าน CNBC ว่าเขาไม่คาดหวังว่าการปรับตัวขึ้นในระดับรุนแรงเช่นนี้จะดำเนินต่อไปได้ แต่การรีบาวด์เองก็ยังมีพื้นที่ให้ไปต่อ เพราะการจัดวางสถานะของนักลงทุนได้เอนเอียงไปในทางเชิงลบมากเกินไป ประกอบกับปัจจัยพื้นฐานด้านชิปความจำ AI ของ SK Hynix ยังคงแข็งแกร่ง เขาย้ำว่าบททดสอบที่แท้จริงคือการที่แรงซื้อจากต่างชาติจะดำเนินต่อไปได้หรือไม่ หลังจากที่แรงซื้อคืนสถานะขายชอร์ต (Short-Covering) ในวันรีบาวด์จางหายไป

ในมุมของกลยุทธ์เชิงปฏิบัติ นักวิเคราะห์บางรายแนะนำให้นักลงทุนเตรียมพร้อมสำหรับการรีบาวด์ของดัชนีผ่านการเข้าเก็บหุ้นในจังหวะราคาถูก แต่ให้จับตาว่าแรงขายจากต่างชาติจะกลับมารุนแรงอีกครั้งในเดือนสิงหาคมและกันยายนหรือไม่ โดยมีกลยุทธ์ที่แนะนำให้ทยอยซื้อในกรอบ 6,000 จุด และทยอยขายในกรอบ 8,000 จุด พร้อมติดตามอุปสงค์และอุปทานของเงินทุนต่างชาติอย่างใกล้ชิด

นักวิเคราะห์รายเดียวกันยังชี้ถึงปัจจัยเสี่ยงที่อาจกระตุ้นแรงขายจากต่างชาติเพิ่มเติมในระยะกลาง ได้แก่ ตัวชี้วัดเศรษฐกิจนำและอัตราการเติบโตของการส่งออกที่อาจแตะจุดสูงสุดในช่วงครึ่งปีหลัง การเติบโตของ GDP ที่ชะลอตัวในปี 2570 ผลกระทบล่าช้าจากราคาน้ำมันและชิปความจำที่ปรับตัวสูงขึ้นซึ่งอาจส่งผ่านไปยังเงินเฟ้อ การแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐหากธนาคารกลางสหรัฐกลับมาขึ้นดอกเบี้ย และบรรยากาศการลงทุนใน AI และเซมิคอนดักเตอร์ที่อาจอ่อนแรงลง ทั้งนี้ ประมาณการฉันทามติคาดว่าการเติบโตของ GDP เกาหลีใต้จะชะลอลงจาก 2.7% ในปี 2569 เหลือ 2.1% ในปี 2570

ในด้านนโยบายการเงิน ธนาคารกลางเกาหลี (Bank of Korea) ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% สู่ระดับ 2.75% ซึ่งเป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2566 ท่ามกลางแรงกดดันเงินเฟ้อที่คาดว่าจะยังคงอยู่เหนือเป้าหมาย 2% ของธนาคารกลางไปอีกระยะหนึ่ง สะท้อนว่านโยบายการเงินที่ตึงตัวขึ้นก็เป็นอีกปัจจัยที่นักลงทุนต้องชั่งน้ำหนักในการประเมินทิศทางตลาดข้างหน้า

อีกประเด็นที่นักลงทุนควรจับตาคือกระแสข่าวเกี่ยวกับดีลโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่ Nvidia กำลังผลักดัน ซึ่งมีรายงานว่ารวมมูลค่ากว่า 750,000 ล้านดอลลาร์ รวมถึงข้อตกลงมูลค่ากว่า 500,000 ล้านดอลลาร์กับกลุ่ม SK Group ของเกาหลี และการเจรจากับ OpenAI สำหรับการค้ำประกันสัญญาเช่ามูลค่าสูงถึง 250,000 ล้านดอลลาร์ หากดีลเหล่านี้เป็นรูปธรรม ก็อาจเป็นแรงหนุนเชิงบวกต่อหุ้นชิปเกาหลีในระยะถัดไป แม้ในอีกด้านหนึ่งจะเป็นชนวนความกังวลเรื่องความยั่งยืนของการใช้จ่ายด้าน AI ที่จุดวิกฤตครั้งนี้ก็ตาม

บทสรุปและผลกระทบต่อนักลงทุนไทย

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ KOSPI ในสัปดาห์สุดท้ายของเดือนกรกฎาคม 2569 เป็นมากกว่าเพียงข่าวตลาดหุ้นต่างประเทศ แต่เป็นกรณีศึกษาที่ทรงคุณค่าสำหรับนักลงทุนไทยในหลายมิติ ทั้งในแง่ของบทเรียนเรื่องความเสี่ยง โอกาสในการลงทุน และการเชื่อมโยงกับพอร์ตการลงทุนที่คนไทยจำนวนมากถือครองอยู่

ประการแรก ในเชิงบทเรียน วิกฤตครั้งนี้ตอกย้ำอันตรายของการใช้เลเวอเรจเกินตัวและการลงทุนแบบกระจุกในหุ้นเพียงไม่กี่ตัว นักลงทุนรายย่อยเกาหลีที่ก่อหนี้เพื่อไล่ซื้อหุ้น AI ในช่วงขาขึ้น ต้องเผชิญการบังคับปิดสถานะและขาดทุนหนักในช่วงขาลง ซึ่งเป็นภาพที่นักลงทุนไทยที่นิยมใช้บัญชีมาร์จินหรือลงทุนในผลิตภัณฑ์ที่มีเลเวอเรจควรพึงระวัง โดยเฉพาะในตลาดที่ราคาปรับตัวขึ้นมาแรงและเร็ว

ประการที่สอง ในแง่ของพอร์ตการลงทุน นักลงทุนไทยจำนวนไม่น้อยมีการลงทุนในกองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศ (FIF) ซึ่งมีสัดส่วนในหุ้นเทคโนโลยีเอเชียหรือกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ระดับโลก ความผันผวนของ Samsung Electronics และ SK Hynix ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของดัชนีหุ้นเกาหลีและกองทุนธีมเทคโนโลยีหลายกอง จึงอาจส่งผลกระทบต่อมูลค่าหน่วยลงทุน (NAV) ของกองทุนที่คนไทยถือครองโดยตรง การทำความเข้าใจว่ากองทุนของตนมีน้ำหนักในหุ้นชิปเกาหลีมากน้อยเพียงใด จึงเป็นสิ่งจำเป็น

ประการที่สาม ในเชิงธีมการลงทุน AI และเซมิคอนดักเตอร์ยังคงเป็นธีมหลักที่ขับเคลื่อนตลาดโลก แต่เหตุการณ์ครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าธีมดังกล่าวมีความผันผวนสูงและอ่อนไหวต่อข่าวการแข่งขันจากจีน รวมถึงความกังวลเรื่องความยั่งยืนของการลงทุน นักลงทุนไทยที่สนใจธีมนี้จึงควรพิจารณาการทยอยลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน (DCA) มากกว่าการลงทุนก้อนใหญ่ในจังหวะเดียว เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนที่รุนแรง

ประการที่สี่ ในมิติของค่าเงิน ความผันผวนในตลาดหุ้นเกาหลีมักมาพร้อมกับความเคลื่อนไหวของเงินวอน แม้ในช่วงวิกฤตที่ผ่านมา ค่าเงินวอนจะเคลื่อนไหวค่อนข้างจำกัดที่ระดับใกล้ 1,467 วอนต่อดอลลาร์ก็ตาม สำหรับนักลงทุนไทยที่ลงทุนในสินทรัพย์เกาหลีโดยไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน (Unhedged) การเคลื่อนไหวของทั้งเงินวอนและเงินบาทเทียบดอลลาร์ล้วนเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อผลตอบแทนสุทธิที่ได้รับ

ประการสุดท้าย ในแง่ของจังหวะตลาด แม้บรรดาวาณิชธนกิจหลายแห่งจะประเมินว่าแรงขายเชิงโครงสร้างได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว และตลาดเข้าใกล้จุดต่ำสุดในระยะสั้น แต่ก็ยังมีความเห็นที่ระมัดระวังว่าการรีบาวด์แรงในวันเดียวไม่ได้รับประกันว่าตลาดจะกลับสู่ขาขึ้นทันที บททดสอบสำคัญอยู่ที่ความต่อเนื่องของแรงซื้อจากต่างชาติและทิศทางการใช้จ่ายด้าน AI ของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ นักลงทุนไทยจึงควรติดตามผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีสหรัฐที่จะทยอยประกาศ รวมถึงตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญอย่างการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Non-Farm Payrolls) ที่จะเป็นตัวกำหนดทิศทางตลาดในสัปดาห์ถัดไป

โดยสรุป สัปดาห์แห่งความบ้าคลั่งของ KOSPI คือภาพสะท้อนของตลาดยุค AI ที่เต็มไปด้วยทั้งโอกาสมหาศาลและความเสี่ยงที่รุนแรงไม่แพ้กัน สำหรับนักลงทุนไทย บทเรียนที่ล้ำค่าที่สุดอาจไม่ใช่การพยายามจับจังหวะตลาดที่ผันผวนเช่นนี้ให้แม่นยำ แต่คือการบริหารความเสี่ยงอย่างมีวินัย กระจายการลงทุน หลีกเลี่ยงการใช้เลเวอเรจเกินตัว และลงทุนในสิ่งที่ตนเองเข้าใจอย่างแท้จริง เพราะในตลาดที่สามารถเหวี่ยงจากวิกฤตสู่สถิติได้ภายในห้าวัน ผู้ที่อยู่รอดในระยะยาวมักไม่ใช่ผู้ที่กล้าได้กล้าเสียที่สุด หากแต่เป็นผู้ที่มีวินัยและการบริหารความเสี่ยงที่ดีที่สุด

Similar Posts

  • | |

    ตลาดหุ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากอิหร่าน และผลประกอบการยักษ์ใหญ่ที่ต้องจับตา

    แม้ว่าข่าวเกี่ยวกับการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านจะยังมีความไม่แน่นอนและเปลี่ยนแปลงไปมา แต่ตลาดหุ้นสหรัฐกลับเคลื่อนไหวในทิศทางตรงกันข้าม โดยดัชนีหลัก 2 ใน 3 สามารถทำสถิติสูงสุดใหม่ได้ ขณะที่ทั้ง 3 ดัชนีปิดบวกติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่ 3 วิเคราะห์เพิ่มเติม ภาพรวมนี้สะท้อนสิ่งที่เรียกว่า “ตลาดมองข้ามความเสี่ยงระยะสั้น” (risk discounting) โดยนักลงทุนเลือกโฟกัสไปที่: ในเชิงพฤติกรรมตลาด การที่หุ้นขึ้นท่ามกลางข่าวลบ แสดงถึง “แรงซื้อเชิงโครงสร้าง” ที่ยังแข็งแกร่ง เช่น กองทุน, ETF และนักลงทุนสถาบันที่ยังคงไหลเข้าตลาด ปฏิทินเศรษฐกิจ: ข้อมูลน้อย แต่ผลประกอบการแน่น สัปดาห์นี้จะมีลักษณะ “ข้อมูลเศรษฐกิจเบา แต่ข่าวบริษัทหนัก” ซึ่งมักทำให้ตลาดตอบสนองต่อผลประกอบการรายบริษัทมากกว่าปัจจัยมหภาค ข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ ข้อมูลเหล่านี้มีความสำคัญมาก เพราะจะสะท้อน “สุขภาพของผู้บริโภค” หลังจากเศรษฐกิจโลกเผชิญแรงกดดันจากสงครามและเงินเฟ้อมานานกว่า 2 เดือน วิเคราะห์เชิงลึก ผู้บริโภคเป็น “เครื่องยนต์หลัก” ของเศรษฐกิจสหรัฐ (คิดเป็นกว่า 60-70% ของ GDP)ดังนั้น: โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ดัชนีความเชื่อมั่นก่อนหน้านี้ตกลงไปที่ 47.6 ซึ่งเป็นระดับต่ำมากในเชิงประวัติศาสตร์ สะท้อนความกังวลของผู้บริโภคต่อ: หากตัวเลขยังไม่ฟื้น…

  • เศรษฐกิจโลกสั่นคลอน: สงครามตะวันออกกลาง เงินเฟ้อพุ่ง และยุคใหม่ของธนาคารกลางสหรัฐฯ

    เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับบทพิสูจน์ครั้งสำคัญในรอบหลายปี เมื่อสงครามในตะวันออกกลางปะทุขึ้นต้นปี 2569 ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะลุระดับ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล กระตุ้นให้เงินเฟ้อทั่วโลกกลับมาเร่งตัวอีกครั้ง ขณะที่ธนาคารกลางสำคัญต่าง ๆ ยังคงต้องเดินหน้าต่อสู้กับแรงกดดันด้านราคา ท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจ และการเปลี่ยนตัวประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ ครั้งประวัติศาสตร์ วิกฤตพลังงานจากตะวันออกกลาง: ตัวแปรที่พลิกทุกสมการ จุดเริ่มต้นของความปั่นป่วนในปีนี้มาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการส่งออกพลังงานโลก โดยเฉพาะการปิดช่องแคบ Hormuz ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันดิบทางทะเลราว 35% ของโลก ธนาคารโลกระบุในรายงาน Commodity Markets Outlook ประจำเดือนเมษายนว่า การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและการหยุดชะงักของการขนส่งในช่องแคบ Hormuz ก่อให้เกิดการลดลงของอุปทานน้ำมันโลกครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยอุปทานลดลงในช่วงแรกประมาณ 10 ล้านบาร์เรลต่อวัน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบสูงขึ้นกว่า 50% เมื่อเทียบกับต้นปี Indermit Gill หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารโลก ให้ความเห็นไว้อย่างตรงไปตรงมาว่า “สงครามกำลังกระทบเศรษฐกิจโลกเป็นระลอก ๆ ต่อเนื่องกัน ทั้งจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น ราคาอาหารที่ตามมา และสุดท้ายเงินเฟ้อที่จะดันดอกเบี้ยขึ้นและทำให้หนี้แพงขึ้นอีก คนจนที่สุดจะได้รับผลกระทบหนักที่สุด เพราะต้องใช้รายได้ส่วนใหญ่ไปกับอาหารและพลังงาน” กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจโลกในรายงาน World Economic Outlook เดือนเมษายน โดยในกรณีฐาน…

  • |

    ประเด็นอิหร่านในการประชุมสุดยอด Trump-Xi อาจดึงเวลาและความสนใจออกจากข้อพิพาทภาษีและแร่หายาก

    การประชุมสุดยอดระหว่างประธานาธิบดี Donald Trump แห่งสหรัฐฯ กับประธานาธิบดี Xi Jinping แห่งจีน ที่กำหนดไว้ในวันที่ 14-15 พฤษภาคม กำลังเข้าใกล้มาด้วยความคาดหวังที่สูงมากจากทั่วโลก ทั้งในแง่ของโอกาสที่จะยุติสงครามในอิหร่าน ลดความตึงเครียดทางการค้า และวางรากฐานสำหรับความร่วมมือระหว่างสองมหาอำนาจที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่นักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญหลายรายเริ่มส่งสัญญาณเตือนว่า ความซับซ้อนของสถานการณ์อาจทำให้การประชุมครั้งนี้สร้างความคืบหน้าได้น้อยกว่าที่หลายฝ่ายหวัง โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของธุรกิจทั้งสองประเทศ สงครามอิหร่านจะครองพื้นที่วาระการประชุม ปัจจัยแรกที่นักวิเคราะห์ระบุว่าจะดึงเวลาและความสนใจออกจากประเด็นเศรษฐกิจคือ สงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ซึ่งยังคงดำเนินอยู่และกำลังอยู่ในขั้นตอนที่ละเอียดอ่อนของการเจรจาสันติภาพ Scott Bessent รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ยืนยันอย่างชัดเจนแล้วว่าอิหร่านจะเป็นหัวข้อหลักในการประชุม ซึ่งตอกย้ำว่าสงครามที่ส่งผลกระทบต่อตลาดพลังงานโลกมากกว่าสองเดือนนี้จะไม่ถูกละเลยในห้องประชุมสุดยอด บริบทที่สำคัญคือเพียงไม่กี่วันก่อนการประชุม จีนเพิ่งต้อนรับ Abbas Araghchi รัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่าน เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้น ซึ่งส่งสัญญาณหลายอย่างพร้อมกัน ทั้งว่าจีนกำลังพยายามวางตำแหน่งตัวเองเป็นตัวกลางที่น่าเชื่อถือ และอิหร่านกำลังใช้ความสัมพันธ์กับจีนเพื่อเสริมสถานะการต่อรองกับสหรัฐฯ ยิ่งไปกว่านั้น สถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซยังคงตึงเครียด เมื่อสหรัฐฯ และอิหร่านเพิ่งยิงใส่กันอีกครั้ง โดยต่างฝ่ายต่างโทษอีกฝ่ายว่าเป็นผู้เริ่มก่อน และยังมีรายงานจากสื่อจีน Caixin ว่า เรือบรรทุกน้ำมันที่จีนเป็นเจ้าของถูกโจมตี ในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งหากเป็นเรื่องจริงจะทำให้จีนมีส่วนได้เสียโดยตรงในความขัดแย้งมากยิ่งขึ้น Hai Zhao ผู้อำนวยการด้านการศึกษาการเมืองระหว่างประเทศของ Chinese Academy of…

  • | |

    สงครามเศรษฐกิจโลก: ทรัมป์ลั่น Economic D-Day น้ำมันพุ่ง ทองคำนิวไฮ นักลงทุนไทยต้องรู้

    ตลาดการเงินโลกกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2569 ท่ามกลางความปั่นป่วนที่ถาโถมจากหลายแนวรบพร้อมกัน เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศเปิดฉาก “Economic D-Day” หรือปฏิบัติการสงครามเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์เพื่อกดดันอิหร่าน ขณะที่สงครามระหว่างสหรัฐฯ–อิสราเอลกับอิหร่านย่างเข้าสู่เดือนที่หก ช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของการขนส่งพลังงานโลกยังคงถูกปิดกั้นเกือบสนิท ผลลัพธ์คือราคาน้ำมันดิบเบรนต์ทะยานแตะระดับสูงสุดในรอบเดือน ทองคำพุ่งทำจุดสูงสุดในรอบสามเดือน และตลาดหุ้นสหรัฐฯ เผชิญแรงเทขายหนักที่สุดในรอบสามสัปดาห์ ในเวลาเดียวกัน สงครามการค้าระหว่างสองมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ และจีนก็ยังไม่มีทีท่าคลี่คลายอย่างแท้จริง แม้ทั้งสองฝ่ายจะยืดข้อตกลงพักรบทางภาษีออกไป แต่โครงสร้างกำแพงภาษีที่ซับซ้อนหลายชั้นยังคงกดดันห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก และดันอัตราภาษีนำเข้าเฉลี่ยของสหรัฐฯ ขึ้นสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ยุคเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (Great Depression) สำหรับประเทศไทยที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานเป็นหลักและมีสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกอันดับต้น สถานการณ์เหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าเงินบาท ต้นทุนพลังงาน และทิศทางของดัชนี SET รายงานฉบับนี้จะพาผู้อ่านไปเจาะลึกทุกแนวรบ พร้อมประเมินผลกระทบและกลยุทธ์สำหรับนักลงทุนไทย 1. “Economic D-Day”: ทรัมป์เปิดสงครามเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดกับอิหร่าน จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในช่วงค่ำวันพุธที่ 19 สิงหาคม 2569 เมื่อประธานาธิบดีทรัมป์โพสต์ข้อความตัวพิมพ์ใหญ่ทั้งหมดผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ประกาศคำว่า “ECONOMIC D-DAY” ต่ออิหร่าน โดยระบุว่านี่จะเป็น “ปฏิบัติการทางเศรษฐกิจที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยดำเนินการกับประเทศใด” สำนักข่าว CNBC รายงานว่า ทรัมป์ยังขู่ว่าจะใช้บทลงโทษทางการเงินขั้นรุนแรงต่อประเทศใดก็ตามที่ช่วยเหลือเตหะรานหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร สาระสำคัญของคำประกาศคือการขยายวงล้อมทางเศรษฐกิจให้ครอบคลุมไม่เฉพาะอิหร่านเท่านั้น…

  • | |

    กลยุทธ์จัดพอร์ต 2026: ETF พันธบัตร และตลาดเกิดใหม่ โอกาสใหม่ของนักลงทุนไทย

    กลางเดือนสิงหาคม 2026 ตลาดการเงินโลกกำลังยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดจุดหนึ่งของทศวรรษ หลังจากที่ “ความยิ่งใหญ่ของสหรัฐฯ” หรือ US Exceptionalism ซึ่งครองบัลลังก์ตลาดทุนโลกมานานกว่าสิบปี เริ่มส่งสัญญาณสั่นคลอนอย่างชัดเจน รายงานการจ้างงานเดือนกรกฎาคมที่พลิกกลับมาติดลบเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน เงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าต่อเนื่อง อัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ยังทรงตัวในระดับสูง และการหมุนเวียนของเม็ดเงินลงทุนที่ไหลออกจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ ไปสู่สินทรัพย์นอกประเทศ ล้วนกำลังบีบให้นักลงทุนสถาบันทั่วโลกต้องทบทวนสูตรการจัดพอร์ตแบบเดิมที่พึ่งพาหุ้นเทคโนโลยีอเมริกันเป็นหลัก บทความนี้จะพาผู้อ่านเจาะลึกภูมิทัศน์การลงทุนล่าสุด ตั้งแต่ทางแยกนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ ภายใต้ประธานคนใหม่ ไปจนถึงเหตุผลว่าทำไม “ตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่” และ “ETF ระดับโลก” จึงกลายเป็นคำตอบที่ผู้จัดการกองทุนระดับโลกกำลังพูดถึงมากที่สุด พร้อมวิเคราะห์ผลกระทบและโอกาสที่มีต่อนักลงทุนไทยโดยตรง ภาพรวมของสถานการณ์ในเวลานี้แตกต่างจากช่วงต้นปีอย่างสิ้นเชิง เมื่อต้นปี 2026 นักลงทุนส่วนใหญ่ยังคาดการณ์ว่าเฟดจะเดินหน้าลดดอกเบี้ย แต่วิกฤตพลังงานจากสงครามในตะวันออกกลางและช่องแคบฮอร์มุซได้จุดชนวนเงินเฟ้อรอบใหม่ จนทำให้ตลาดพลิกกลับมากังวลเรื่องการ “ขึ้นดอกเบี้ย” แทน กระทั่งช่วงต้นเดือนสิงหาคมนี้เอง ที่ตัวเลขเศรษฐกิจชุดใหม่กลับมาเปลี่ยนเกมอีกครั้ง ทำให้ทิศทางของตลาดตราสารหนี้ ตลาดหุ้น และค่าเงิน กลับเข้าสู่ภาวะที่คาดเดายากและเต็มไปด้วยโอกาสสำหรับผู้ที่กระจายความเสี่ยงเป็น จุดพลิกของตลาดแรงงานสหรัฐฯ กับทางแยกของเฟดภายใต้วอร์ช หัวใจของความปั่นป่วนในตลาดเวลานี้อยู่ที่รายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) ประจำเดือนกรกฎาคม 2026 ซึ่งเปิดเผยเมื่อวันศุกร์ที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา CNBC รายงานว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ สูญเสียตำแหน่งงานไปถึง 23,000…

  • |

    วอลล์สตรีทร่วง! น้ำมันพุ่ง 9% AI สั่นคลอน จับตา CPI ปะทะงบแบงก์ยักษ์สหรัฐฯ

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เปิดสัปดาห์ที่สองของเดือนกรกฎาคม 2569 ด้วยบรรยากาศที่ตึงเครียดที่สุดครั้งหนึ่งของปี เมื่อแรงกดดันสามด้านมาบรรจบกันในเวลาเดียวกัน ได้แก่ ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ปะทุขึ้นใหม่จนดันราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นแรงที่สุดในรอบหลายปี ความกังวลว่ากระแสการลงทุนใน AI อาจ “วิ่งนำหน้าตัวเอง” ไปไกลเกินพื้นฐาน และการรอคอยตัวเลขเงินเฟ้อผู้บริโภคเดือนมิถุนายนซึ่งจะเป็นข้อมูลชิ้นสุดท้ายก่อนการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ปลายเดือนนี้ ในการซื้อขายวันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม ดัชนี S&P 500 ปิดลบ 0.79% ที่ระดับ 7,515.34 จุด ดัชนี Nasdaq Composite ร่วงแรงกว่าที่ 1.55% ปิดที่ 25,873.18 จุด ส่วนดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ลดลง 138.37 จุด หรือ 0.26% ปิดที่ 52,498.64 จุด โดยแรงขายกระจุกตัวหนักในกลุ่มเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ ขณะที่ดัชนีถ่วงน้ำหนักเท่ากัน (Equal Weight) แทบไม่เปลี่ยนแปลง สะท้อนว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตลาดทั้งตลาด แต่อยู่ที่ “หัวใจ” ของตลาดกระทิงรอบนี้ นั่นคือหุ้นกลุ่ม AI สิ่งที่ทำให้เช้าวันอังคารที่…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *