KOSPI ร่วงหนักสุดตั้งแต่ต้มยำกุ้ง ก่อนพุ่ง 17.91% ทำสถิติวันเดียวสูงสุดในประวัติศาสตร์
ภายในเวลาเพียงห้าวันทำการ ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ได้เขียนประวัติศาสตร์ทั้งด้านมืดและด้านสว่างพร้อมกัน ดัชนี KOSPI ดิ่งลงอย่างรุนแรงจนต้องใช้มาตรการหยุดการซื้อขายชั่วคราว (Circuit Breaker) สองวันติดต่อกันเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ตลาดหลักทรัพย์เกาหลี ก่อนจะทะยานกลับขึ้นถึง 17.91% ในวันเดียวเมื่อวันศุกร์ที่ 31 กรกฎาคม 2569 ปิดที่ระดับ 6,595.45 จุด นับเป็นการปรับตัวขึ้นวันเดียวที่มากที่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้งดัชนี และเป็นครั้งแรกที่ดัชนีบวกเกิน 1,000 จุดในหนึ่งวัน สัปดาห์นี้จึงกลายเป็นบทเรียนราคาแพงว่าด้วยความเปราะบางของตลาดที่ถูกขับเคลื่อนด้วยหุ้นเพียงไม่กี่ตัว เลเวอเรจของนักลงทุนรายย่อย และความกังวลเรื่องการแข่งขันจากจีนในอุตสาหกรรมชิปความจำ (Memory Chip)
ห้าวันที่เหวี่ยงจากตื่นตระหนกสู่ความคลั่งไคล้
หากต้องสรุปสภาพตลาดหุ้นเกาหลีใต้ในสัปดาห์สุดท้ายของเดือนกรกฎาคมด้วยชุดตัวเลข คงหนีไม่พ้นอัตราการเปลี่ยนแปลงรายวันของดัชนี KOSPI ตลอดห้าวันทำการที่ผ่านมา ได้แก่ +0.97%, -10.84%, -5.98%, -1.23% และ +17.91% ตัวเลขชุดนี้บอกเล่าเรื่องราวของตลาดที่แกว่งตัวจากภาวะตื่นตระหนกไปสู่ความคลั่งไคล้ภายในเวลาไม่กี่วัน จนนักวิเคราะห์บางรายเปรียบเปรยว่าตลาดกำลังซื้อขายราวกับผู้ป่วยที่มีอาการทางอารมณ์แปรปรวน
จุดเริ่มต้นของพายุคือวันจันทร์ที่ 27 กรกฎาคม ที่ดัชนียังทรงตัวได้ในแดนบวกเล็กน้อย ก่อนที่วันอังคารที่ 28 กรกฎาคม ซึ่งสื่อต่างประเทศขนานนามว่าเป็น ‘Black Tuesday’ ดัชนี KOSPI จะร่วงลงถึง 10.84% ปิดที่ 6,023.66 จุด นับเป็นการปรับตัวลงรายวันที่รุนแรงที่สุดในรอบกว่าสี่เดือน โดยหุ้น Samsung Electronics ดิ่งลง 13.4% และ SK Hynix ร่วง 14.7% ท่ามกลางแรงเทขายหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ทั่วภูมิภาคเอเชีย
ความตื่นตระหนกยังไม่จบลงเพียงเท่านั้น วันพุธที่ 29 กรกฎาคม ดัชนีร่วงต่ออีก 5.98% ปิดที่ 5,663.24 จุด และในระหว่างวันเคยลงไปแตะจุดต่ำสุดที่ 5,262.77 จุด ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดในรอบเกือบสี่เดือน สำนักข่าว KED Global รายงานว่าแรงขายที่เกิดจากการบังคับปิดสถานะเลเวอเรจได้จุดชนวนให้ Circuit Breaker ทำงานเป็นวันที่สองติดต่อกัน ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ตลาดหลักทรัพย์เกาหลีต้องหยุดการซื้อขายชั่วคราวสองวันติด สะท้อนความเร็วและความรุนแรงของแรงเทขายที่แทบไม่มีใครควบคุมได้
เมื่อรวมความเสียหายในช่วงการดิ่งลงสองวันหลัก มูลค่าตลาดของหุ้นเกาหลีระเหยหายไปราว 864.5 ล้านล้านวอน หรือประมาณ 608,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตัวเลขนี้สะท้อนขนาดของความมั่งคั่งที่หดหายไปในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงการซื้อขาย และเป็นภาพสะท้อนของตลาดที่ก่อนหน้านี้เพียงเดือนเศษยังเป็นดาวเด่นของโลก
แล้วในวันศุกร์ที่ 31 กรกฎาคม ทุกอย่างก็พลิกกลับด้าน ดัชนี KOSPI เปิดตลาดพุ่งขึ้นทันที ก่อนจะแกว่งตัวและปิดบวกถึง 17.91% หรือเพิ่มขึ้น 1,001.89 จุด มาอยู่ที่ 6,595.45 จุด ซึ่ง Investing.com และสำนักข่าวหลายแห่งยืนยันตรงกันว่าเป็นการปรับตัวขึ้นวันเดียวที่มากที่สุดนับตั้งแต่มีการจัดทำดัชนี และเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ดัชนีบวกเกิน 1,000 จุดภายในวันเดียว ช่วงราคาระหว่างวันกว้างถึงระดับ 5,629.76 – 6,630.77 จุด บ่งบอกถึงความผันผวนที่ยังคงสูงแม้ในวันที่ตลาดฟื้นตัว
แม้การรีบาวด์จะสร้างสถิติใหม่ แต่เมื่อพิจารณาภาพรวมทั้งเดือน กรกฎาคม 2569 ยังคงเป็นหนึ่งในเดือนที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ของ KOSPI โดยดัชนีปรับตัวลงราว 22% ในเดือนดังกล่าว ซึ่งถือเป็นผลงานรายเดือนที่แย่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 2540 อันเป็นช่วงวิกฤตการเงินเอเชียหรือที่คนไทยรู้จักในนามวิกฤตต้มยำกุ้ง และหากนับจากจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 9,385.59 จุดเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน ระดับการปรับฐานสูงสุดในระหว่างทางลึกถึงราว 44% ซึ่งรุนแรงกว่าการปรับฐานช่วงวิกฤตโควิด-19 เดือนมีนาคม 2563 ที่อยู่ราว 31%
อะไรจุดชนวนการล่มสลาย: เงาของจีน ความสงสัยใน AI และการแข่งขันด้านชิป
ต้นตอของวิกฤตครั้งนี้ไม่ได้มาจากปัจจัยเดียว แต่เป็นการปะทุพร้อมกันของแรงกดดันหลายด้านที่สะสมมาระยะหนึ่ง โดยหัวใจสำคัญวนเวียนอยู่กับความกังวลว่าจีนกำลังไล่ตามเกาหลีใต้ในอุตสาหกรรมชิปความจำอย่างรวดเร็วเกินคาด
ชนวนแรกคือการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ของ CXMT ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิป DRAM รายใหญ่ที่สุดของจีน บริษัทระดมทุนได้ถึง 8,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และราคาหุ้นพุ่งขึ้นถึง 466% ในวันแรกของการซื้อขาย ปรากฏการณ์นี้จุดประกายความกลัวว่าจีนกำลังขยายกำลังการผลิต DRAM อย่างก้าวกระโดด ซึ่งอาจกดดันราคาชิปความจำและส่วนแบ่งตลาดของผู้ผลิตเกาหลีในระยะยาว
ชนวนที่สองตามมาติดๆ เมื่อสำนักข่าว The Information รายงานว่าจีนได้เริ่มผลิตเครื่องพิมพ์ลายวงจรด้วยแสงอัลตราไวโอเลตระดับลึก (Deep Ultraviolet หรือ DUV) ในประเทศเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นเครื่องมือประเภทที่มาตรการควบคุมการส่งออกของชาติตะวันตกพยายามสกัดกั้นไม่ให้จีนเข้าถึง ข่าวนี้ตอกย้ำความกังวลว่ากำแพงเทคโนโลยีที่เคยปกป้องความได้เปรียบของเกาหลีอาจเริ่มพังทลาย
ชนวนที่สามคือความสงสัยในความยั่งยืนของวัฏจักรการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยเฉพาะกรณีที่มีการตั้งคำถามถึงข้อตกลงค้ำประกันการชำระเงินระหว่าง Nvidia กับ OpenAI สำหรับการลงทุนศูนย์ข้อมูลขนาดมหึมา นักลงทุนเริ่มตั้งคำถามว่าเม็ดเงินลงทุน AI ที่ไหลเข้าสู่กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์อย่างมหาศาลนั้นจะยั่งยืนเพียงใด และหุ้นกลุ่มชิปที่ปรับตัวขึ้นมาแรงตลอดครึ่งปีแรกกำลังสะท้อนความคาดหวังที่สูงเกินจริงหรือไม่
สำนักข่าว EBC Financial Group รายงานว่า KOSPI ปรับตัวลงหนักกว่าตลาดหุ้นเอเชียอื่นที่มีน้ำหนักหุ้นชิปสูงเช่นเดียวกัน โดยในช่วงหนึ่งของสัปดาห์ ดัชนีได้จุดชนวน Circuit Breaker เป็นครั้งที่แปดของปี 2569 ทั้งญี่ปุ่นและไต้หวันต่างปรับตัวลง แต่การร่วงที่ลึกกว่าของเกาหลีสะท้อนให้เห็นว่าการกระจุกตัวของดัชนีและการไหลออกของเงินทุนต่างชาติได้ขยายผลกระทบจากแรงสั่นสะเทือนระดับภูมิภาคให้รุนแรงยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาข้อมูลเชิงลึก ขีดความสามารถในการแข่งขันของ CXMT ยังขึ้นอยู่กับมาตรวัดที่ใช้ โดยในไตรมาสแรกของปี 2569 CXMT ครองส่วนแบ่งรายได้ DRAM ทั่วโลกราว 7.7% คิดเป็นสัดส่วนการจัดส่งราว 9% และมีสัดส่วนกำลังการผลิตเวเฟอร์ราว 11% ตัวเลขสัดส่วนกำลังการผลิตที่สูงกว่าสะท้อนศักยภาพในการผลิตมากกว่ารายได้หรือความสามารถทางเทคโนโลยีที่เทียบเท่ากัน นักวิเคราะห์ชี้ว่าความได้เปรียบของเกาหลีในตลาดชิปความจำแบนด์วิดท์สูง (HBM) ยังคงปกป้องผลิตภัณฑ์ระดับสูงสุดของประเทศเอาไว้ได้ แม้อาจไม่สามารถปกป้องราคาชิป DRAM แบบทั่วไปได้ทั้งหมด
จุดที่น่าสังเกตคือ ในช่วงที่ตลาดหุ้นเกาหลีดิ่งลงหนัก ค่าเงินวอนกลับไม่ได้สะท้อนความตื่นตระหนกในระดับเดียวกับตลาดหุ้น โดยอัตราแลกเปลี่ยนดอลลาร์สหรัฐต่อวอนเคลื่อนไหวใกล้ระดับ 1,467 วอน ปรับขึ้นเพียงราว 0.1% ในระหว่างเซสชันที่ดัชนีร่วงลงกว่า 9% ความไม่สอดคล้องระหว่างตลาดหุ้นและตลาดเงินนี้ถูกตีความว่าแรงขายส่วนใหญ่เป็นการปรับสถานะภายในตลาดหุ้นเอง มากกว่าจะเป็นการถอนเงินทุนออกจากประเทศในวงกว้าง ซึ่งเป็นสัญญาณที่ช่วยบรรเทาความกังวลว่าวิกฤตครั้งนี้จะลุกลามกลายเป็นวิกฤตค่าเงินเต็มรูปแบบ
อีกปัจจัยเชิงเทคนิคที่ซ้ำเติมแรงขายคือ การที่หุ้นกลุ่มชิปสหรัฐอย่าง Nvidia, AMD และ Micron Technology ต่างปรับตัวลงในช่วงเดียวกัน ประกอบกับแรงขายทำกำไรในหุ้นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับ AI ทั่วโลก เมื่อผู้เล่นระดับโลกในห่วงโซ่อุปทานเดียวกันปรับฐานพร้อมกัน ตลาดเกาหลีที่มีน้ำหนักหุ้นชิปสูงเป็นพิเศษจึงได้รับผลกระทบหนักที่สุดในภูมิภาค สะท้อนว่าความเสี่ยงของ KOSPI ไม่ได้เป็นเรื่องเฉพาะของเกาหลี แต่ผูกโยงกับทิศทางของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และกระแสการลงทุน AI ระดับโลกอย่างแนบแน่น
จากจุดสูงสุด 9,385 จุดสู่การปรับฐาน 44%: บริบทของฟองสบู่ที่แตก
เพื่อให้เข้าใจความรุนแรงของสิ่งที่เกิดขึ้น จำเป็นต้องย้อนกลับไปดูเส้นทางการปรับตัวขึ้นอันน่าทึ่งของ KOSPI ก่อนหน้านี้ ตลาดหุ้นเกาหลีเป็นตลาดหุ้นหลักที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดในโลกในปี 2568 และโมเมนตัมดังกล่าวได้ต่อเนื่องมาถึงปี 2569 โดยดัชนีปรับตัวขึ้นเกือบเท่าตัวในช่วงครึ่งปีแรก และเคยขึ้นไปทำจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 9,385.59 จุดเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน หลังจากที่ SK Hynix ประกาศการจัดส่งตัวอย่างชิป HBM4E ซึ่งจุดกระแสความคาดหวังต่อรอบการเติบโตครั้งใหม่ของชิปความจำสำหรับ AI
การปรับตัวขึ้นเกือบทั้งหมดนี้ถูกขับเคลื่อนด้วย Samsung Electronics และ SK Hynix เป็นหลัก เมื่อหุ้นสองตัวนี้รวมกันมีน้ำหนักมากกว่า 40% ของมูลค่าตลาด KOSPI จึงกลายเป็นดัชนีที่ในเชิงโครงสร้างทำหน้าที่เสมือนการเดิมพันแบบมีเลเวอเรจบนสองบริษัท เมื่อความคาดหวังถูกผลักดันจนสูงเกินไป การปรับฐานที่รุนแรงจึงเป็นเพียงเรื่องของเวลา และเมื่อชนวนจากจีนและ AI ปะทุขึ้นพร้อมกัน ฟองสบู่ที่ก่อตัวมาตลอดครึ่งปีก็เริ่มปล่อยลมออกอย่างรวดเร็ว
ข้อมูลจาก Korea Exchange และรายงานสื่อต่างประเทศระบุว่า SK Hynix เคยร่วงลงราว 58% จากจุดสูงสุดระหว่างวันเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน ก่อนจะเกิดการรีบาวด์ในวันศุกร์ ขณะที่ดัชนี KOSPI แม้จะดีดตัวขึ้นแรงในวันสุดท้ายของเดือน แต่เมื่อปิดสิ้นเดือนกรกฎาคมก็ยังคงติดลบอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับต้นเดือน โดยดัชนีเคยลงไปทำจุดต่ำสุดที่ 5,262.77 จุดในช่วงปลายเดือน คิดเป็นการปรับฐานจากจุดสูงสุดถึงราว 44% ซึ่งเป็นระดับที่รุนแรงกว่าการปรับฐานในช่วงวิกฤตโรคระบาดโควิด-19 เดือนมีนาคม 2563 ที่อยู่ราว 31%
การเปรียบเทียบกับวิกฤตในอดีตช่วยให้เห็นภาพขนาดของเหตุการณ์ได้ชัดเจนขึ้น การปรับตัวลงรายเดือนในเดือนกรกฎาคมนับเป็นผลงานที่แย่ที่สุดของ KOSPI นับตั้งแต่ปี 2540 ซึ่งเป็นปีที่เกิดวิกฤตการเงินเอเชียที่คนไทยรู้จักดีในนามวิกฤตต้มยำกุ้ง อันเป็นช่วงเวลาที่หลายประเทศในภูมิภาคเผชิญการไหลออกของเงินทุนและการอ่อนค่าของสกุลเงินอย่างรุนแรง ความแตกต่างสำคัญคือ ครั้งนี้ต้นตอไม่ได้มาจากปัญหาเชิงมหภาคหรือดุลบัญชีเดินสะพัด แต่มาจากการปรับฐานของหุ้นกลุ่มเดียวที่ถูกดันขึ้นด้วยเลเวอเรจและความคาดหวังต่อ AI ที่สูงเกินไป
ระเบิดเวลาชื่อ ‘เลเวอเรจ ETF’: เมื่อนักลงทุนรายย่อยกลายเป็นเชื้อไฟ
หากปัจจัยจากจีนและ AI เป็นชนวน เลเวอเรจของนักลงทุนรายย่อยก็เปรียบเสมือนเชื้อเพลิงที่ทำให้ไฟลุกลามอย่างรวดเร็ว โครงสร้างตลาดหุ้นเกาหลีในช่วงที่ผ่านมาสะสมความเปราะบางไว้อย่างเงียบๆ ผ่านผลิตภัณฑ์ทางการเงินประเภทหนึ่งที่เพิ่งเปิดตัวได้ไม่นาน
ประเด็นสำคัญอยู่ที่กองทุน ETF แบบเลเวอเรจอ้างอิงหุ้นรายตัว (Single-Stock Leveraged ETF) ซึ่งตลาดหลักทรัพย์เกาหลีเพิ่งเปิดตัวเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามจากนักลงทุนรายย่อย โดยข้อมูลจาก KB Financial Group ระบุว่านับตั้งแต่เปิดตัว นักลงทุนรายย่อยเกาหลีซื้อสุทธิผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ไปแล้วถึง 14 ล้านล้านวอน หรือราว 9,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับนักลงทุนต่างชาติที่ซื้อเพียงราว 2 ล้านล้านวอน
ปัญหาของผลิตภัณฑ์ประเภทนี้คือ เมื่อราคาหุ้นอ้างอิงปรับตัวลง มูลค่าของกองทุนจะลดลงในอัตราที่ทวีคูณ และเมื่อตลาดพลิกทิศทาง สถานะเลเวอเรจเหล่านี้จะถูกบังคับปิด (Liquidation) โดยอัตโนมัติ ก่อให้เกิดแรงขายซ้ำเติมที่ผลักดันราคาให้ดิ่งลงต่อไปอีก กลายเป็นวงจรป้อนกลับเชิงลบที่เร่งความรุนแรงของการปรับฐาน CEO ของบริษัทจัดการสินทรัพย์รายใหญ่แห่งหนึ่งถึงกับออกมาเตือนนักลงทุนให้หยุดซื้อผลิตภัณฑ์ประเภทนี้ โดยชี้ว่ากองทุนเลเวอเรจอ้างอิงหุ้นรายตัวสามารถสร้างผลขาดทุนได้แม้ในกรณีที่ราคาหุ้นอ้างอิงจะฟื้นตัวกลับมาในภายหลังก็ตาม
ปัจจัยด้านการกระจุกตัวของดัชนียิ่งขยายผลกระทบให้รุนแรง เพราะ Samsung Electronics และ SK Hynix รวมกันมีน้ำหนักมากกว่า 40% ของมูลค่าตลาดรวมของ KOSPI ทำให้ในเชิงโครงสร้าง ดัชนี KOSPI แทบจะกลายเป็นการเดิมพันแบบเลเวอเรจบนหุ้นเพียงสองตัว เมื่อหุ้นสองยักษ์ใหญ่นี้ร่วงลงพร้อมกัน ดัชนีทั้งตลาดจึงถูกฉุดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
หน่วยงานกำกับดูแลตลาดการเงินของเกาหลีตอบสนองด้วยการส่งสัญญาณว่าอาจพิจารณากำหนดเพดานการลงทุนในกองทุน ETF แบบเลเวอเรจอ้างอิงหุ้นรายตัวหากความผันผวนยังคงดำเนินต่อไป นอกจากนี้ ยังมีการบังคับใช้ข้อกำหนดใหม่เรื่องเงินฝากค้ำประกัน (Cash-Deposit Requirement) สำหรับนักลงทุนในกองทุนเลเวอเรจ ETF ซึ่งเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคม มาตรการนี้อาจมีส่วนกระตุ้นให้เกิดการปรับสถานะการลงทุนครั้งใหญ่ในช่วงวันเดียวกับที่ตลาดรีบาวด์อย่างรุนแรง
31 กรกฎาคม: การรีบาวด์ครั้งประวัติศาสตร์ที่ขับเคลื่อนด้วยกำไรสถิติ
การพลิกกลับอย่างน่าตื่นตะลึงในวันศุกร์ที่ 31 กรกฎาคม มีที่มาจากหลายปัจจัยที่ประจวบเหมาะกัน โดยตัวจุดชนวนสำคัญมาจากการฟื้นตัวอย่างแรงของหุ้นเทคโนโลยีบนตลาดวอลล์สตรีทในคืนก่อนหน้า ประกอบกับผลประกอบการที่ทำสถิติของสองยักษ์ใหญ่ชิปเกาหลี
หุ้น SK Hynix พุ่งขึ้น 29.95% ปิดที่ 1.718 ล้านวอนต่อหุ้น หรือราว 1,240 ดอลลาร์สหรัฐ ชนเพดานราคาสูงสุดที่กฎตลาดอนุญาต (Limit-Up) เป็นครั้งแรก ขณะที่ Samsung Electronics ปรับตัวขึ้น 26.81% สำนักข่าว Investing.com รายงานว่าดัชนีดีดตัวขึ้นจากระดับต่ำสุดในรอบสี่เดือนที่เคยลงไปแตะใกล้ 5,000 จุด โดยได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของหุ้นเซมิคอนดักเตอร์สหรัฐ
ในฝั่งสหรัฐ หุ้น Microsoft พุ่งขึ้นถึง 16% เพิ่มมูลค่าตลาดราว 450,000 ล้านดอลลาร์ในวันเดียว ขณะที่ Amazon เพิ่มขึ้น 10% แม้จะมีหุ้นเทคบางตัวปรับฐานสวนทาง แต่ภาพรวมของบรรยากาศการลงทุนในหุ้นกลุ่ม AI และเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลกกลับมาเป็นบวก ซึ่งช่วยจุดประกายให้เกิดแรงซื้อกลับในตลาดเอเชีย
ปัจจัยพื้นฐานที่หนุนการรีบาวด์คือผลประกอบการที่แข็งแกร่งเกินคาด Samsung Electronics รายงานกำไรจากการดำเนินงานสูงเป็นประวัติการณ์ที่ 89.5 ล้านล้านวอน บนรายได้สถิติ 171.5 ล้านล้านวอน โดยได้แรงหนุนจากกำไรของธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์ที่ทำสถิติใหม่ อันเป็นผลจากอุปสงค์ชิปความจำที่เกี่ยวข้องกับ AI ที่แข็งแกร่ง และความคาดหวังต่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่จะดำเนินต่อไป
ด้าน SK Hynix ก็สร้างสถิติเช่นกัน โดยมีกำไรจากการดำเนินงานสูงถึง 60.54 ล้านล้านวอน คิดเป็นอัตรากำไรจากการดำเนินงานถึง 76% ซึ่งเป็นระดับที่สูงมากสำหรับอุตสาหกรรมการผลิต และรายได้สะสมในครึ่งปีแรกทะลุหลัก 100 ล้านล้านวอนเป็นครั้งแรก อย่างไรก็ตาม แม้ผลประกอบการจะทำสถิติ แต่ในช่วงก่อนหน้า ตลาดกลับผิดหวังเพราะกำไรของ SK Hynix ยังต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้เล็กน้อย ซึ่งเป็นหนึ่งในชนวนที่จุดให้เกิดแรงขายในช่วงต้นสัปดาห์
หุ้นตัวอื่นที่ปรับตัวขึ้นโดดเด่นในวันรีบาวด์ยังรวมถึง Hyundai Motor, LG Energy Solution ที่บวก 7.2%, KB Financial Group เพิ่มขึ้น 5.5% และ HD Hyundai Heavy Industries ที่ปรับตัวขึ้น 5.1% สะท้อนว่าแรงซื้อกลับกระจายตัวออกจากกลุ่มชิปไปสู่หุ้นขนาดใหญ่ในหมวดอื่นด้วย ในภาพภูมิภาค ดัชนี Nikkei 225 ของญี่ปุ่นก็ปรับตัวขึ้น 4.03% ปิดที่ 64,362.02 จุด ในวันเดียวกัน สะท้อนการฟื้นตัวของหุ้นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ AI ทั่วทั้งเอเชีย
แม้ตัวเลขการรีบาวด์จะน่าประทับใจ แต่นักวิเคราะห์เตือนว่าการปรับตัวขึ้นในระดับนี้ส่วนหนึ่งเกิดจากแรงซื้อคืนสถานะขายชอร์ต (Short-Covering) มากกว่าจะเป็นการกลับเข้าซื้อด้วยความเชื่อมั่นในปัจจัยพื้นฐานล้วนๆ นักลงทุนที่เปิดสถานะขายชอร์ตไว้ในช่วงตลาดดิ่งลงจำเป็นต้องซื้อหุ้นกลับเพื่อปิดสถานะ ซึ่งสร้างแรงซื้อเชิงเทคนิคที่รุนแรงในระยะสั้น แต่แรงซื้อประเภทนี้มักไม่ยั่งยืน และเมื่อจางหายไป ทิศทางตลาดจะกลับไปขึ้นอยู่กับว่านักลงทุนต่างชาติจะยังคงเข้าซื้ออย่างต่อเนื่องหรือไม่
อีกมุมมองที่นักวิเคราะห์เน้นย้ำคือ ผลประกอบการที่ทำสถิติของทั้ง Samsung และ SK Hynix ยืนยันว่าปัจจัยพื้นฐานของอุตสาหกรรมชิปความจำ AI ยังคงแข็งแกร่ง อุปสงค์ต่อชิป HBM ที่ใช้ในตัวเร่งประมวลผล AI (AI Accelerator) ยังอยู่ในระดับสูง และผู้ผลิตเกาหลียังครองความได้เปรียบทางเทคโนโลยีในผลิตภัณฑ์ระดับบนสุด ความขัดแย้งระหว่างปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งกับความกังวลเรื่องการแข่งขันจากจีนและความยั่งยืนของการลงทุน AI จึงเป็นแกนกลางของความผันผวนที่ตลาดกำลังเผชิญ และมีแนวโน้มจะเป็นประเด็นที่กำหนดทิศทางตลาดต่อไปในระยะข้างหน้า
รายย่อยเทขายทำสถิติ ต่างชาติกวาดซื้อ: บทเรียนของการขายตอนตลาดกลับตัว
หนึ่งในภาพที่สะเทือนใจที่สุดของสัปดาห์นี้ไม่ใช่ตัวเลขดัชนี แต่เป็นพฤติกรรมของนักลงทุนแต่ละกลุ่ม ในวันที่ตลาดพุ่งขึ้นทำสถิติ นักลงทุนต่างชาติและสถาบันกลับเข้าซื้ออย่างคึกคัก ขณะที่นักลงทุนรายย่อยที่ตื่นตระหนกกลับเทขายหุ้นออกมามากกว่า 10 ล้านล้านวอน ซึ่งเป็นการขายสุทธิที่มากที่สุดเป็นประวัติการณ์
สำนักข่าว Seoul Economic Daily รายงานว่าตลาดหุ้นเกาหลีสร้างการรีบาวด์ทำลายสถิติในวันที่ 31 กรกฎาคม โดยได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของหุ้นเซมิคอนดักเตอร์สหรัฐในคืนก่อนหน้า ทำให้ KOSPI พุ่งขึ้นกว่า 1,000 จุดในหนึ่งเซสชันเป็นครั้งแรก ท่ามกลางตลาดกระทิงที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนนี้ นักลงทุนต่างชาติและสถาบันเดินหน้าซื้อ ขณะที่รายย่อยที่ตื่นตระหนกกลับขายสุทธิทำสถิติสูงสุด
ปรากฏการณ์นี้สะท้อนบทเรียนคลาสสิกของตลาดทุน นั่นคือนักลงทุนรายย่อยจำนวนมากที่ก่อหนี้เพื่อเข้าซื้อหุ้น AI ในช่วงขาขึ้นครึ่งปีแรก ต้องเผชิญกับผลขาดทุนอย่างหนักในช่วงขาลง และเมื่อถูกบังคับปิดสถานะหรือขายด้วยความกลัว ก็กลายเป็นการขายในจังหวะที่ตลาดกำลังกลับตัวขึ้นพอดี ในทางกลับกัน กลุ่มเงินทุนต่างชาติและสถาบันที่มีสายป่านยาวกว่ากลับใช้จังหวะนี้เข้าเก็บของในราคาถูก
ทั้งนี้ ในช่วงการดิ่งลงก่อนหน้า นักลงทุนต่างชาติเป็นฝ่ายนำการเทขาย โดยขายสุทธิเกือบ 5 ล้านล้านวอน หรือราว 3,400 ล้านดอลลาร์ในวันที่ 28 กรกฎาคม ขณะที่รายย่อยเข้าซื้อสวนราว 4 ล้านล้านวอน สะท้อนการต่อสู้ระหว่างสองกลุ่มนักลงทุนที่ดำเนินมาตลอดทั้งสัปดาห์ ก่อนที่บทบาทจะสลับกันอย่างสิ้นเชิงในวันที่ตลาดฟื้นตัว
รายงานจากธนาคารเพื่อการลงทุนรายใหญ่ของสหรัฐระบุว่า การคลายสถานะของกองทุนเลเวอเรจ ETF เสร็จสมบูรณ์แล้ว 100% ขณะที่การลดสถานะเลเวอเรจของกองทุนเฮดจ์ฟันด์ดำเนินการไปแล้วราว 90% ยอดคงค้างมาร์จินของนักลงทุนรายย่อยเริ่มลดลงในระดับปานกลาง และแรงขายเชิงรับจากนักลงทุนต่างชาติผ่อนคลายลงอย่างมีนัยสำคัญ รายงานสรุปว่าจุดสูงสุดของการบังคับขายเชิงโครงสร้างได้ผ่านพ้นไปแล้ว และตลาดกำลังเข้าใกล้จุดต่ำสุดในระยะสั้น
อีกปัจจัยที่ช่วยหนุนบรรยากาศในวันรีบาวด์คือ การที่กองทุนซึ่งเคยขยายการลงทุนแบบเลเวอเรจในหุ้นกลุ่ม AI เริ่มทยอยขายพอร์ตออกมา ทำให้เกิดการรับรู้ว่ากระบวนการลดสถานะเลเวอเรจที่เคยขยายความรุนแรงของการดิ่งลงกำลังเข้าสู่ช่วงท้าย ความคาดหวังที่ว่าปริมาณการบังคับขายส่วนใหญ่ได้ถูกดูดซับไปแล้วช่วยกระตุ้นอารมณ์ของนักลงทุนให้กลับมาเป็นบวกอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เตือนว่าเมื่อแรงบังคับขายจบลง ตัวขับเคลื่อนตลาดในระยะถัดไปจะกลับไปขึ้นอยู่กับปัจจัยพื้นฐานและกระแสเงินทุนที่แท้จริง มากกว่าแรงเชิงเทคนิค
ปรากฏการณ์ที่รายย่อยขายในจุดต่ำและซื้อในจุดสูงนี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่ในตลาดทุน แต่ความรุนแรงในกรณีของเกาหลีสะท้อนวัฒนธรรมการลงทุนของนักลงทุนรายย่อยที่มีบทบาทสูงมากในตลาดหุ้นเกาหลี ซึ่งบางครั้งถูกเรียกขานว่าเป็น ‘กองทัพมด’ ที่กล้าได้กล้าเสีย เมื่อรวมกับผลิตภัณฑ์เลเวอเรจที่เพิ่งเปิดตัวและยังไม่มีประสบการณ์รับมือกับตลาดขาลง จึงกลายเป็นส่วนผสมที่อันตราย บทเรียนนี้ตอกย้ำหลักการลงทุนพื้นฐานที่ว่า การตัดสินใจด้วยอารมณ์ในภาวะตลาดผันผวนรุนแรงมักนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เลวร้ายที่สุด
มุมมองผู้เชี่ยวชาญ: ระหว่างโอกาสซื้อและความเสี่ยงที่ยังคุกรุ่น
บรรดานักวิเคราะห์และวาณิชธนกิจชั้นนำต่างออกมาแสดงความเห็นต่อเหตุการณ์ครั้งนี้ในหลากหลายมุมมอง แม้ส่วนใหญ่จะมองว่าการปรับฐานที่ผ่านมารุนแรงเกินกว่าปัจจัยพื้นฐาน แต่ก็เตือนถึงความเสี่ยงที่ยังคงอยู่
“หุ้นเซมิคอนดักเตอร์เป็นตัวขับเคลื่อนหลักของการพุ่งขึ้นของ KOSPI” — คิม ซอกฮวาน นักวิเคราะห์จาก Mirae Asset Securities
ด้าน JPMorgan ระบุในรายงานกลยุทธ์ตลาดเกาหลีเมื่อวันศุกร์ว่า การจัดวางสถานะการลงทุนในตลาดเกาหลีขณะนี้ดูน่าสนใจโดยรวม พร้อมเสริมว่าการคลายสถานะของกองทุนเลเวอเรจ ETF เสร็จสิ้นแล้ว และกองทุนเฮดจ์ฟันด์ได้ลดสถานะเลเวอเรจไปแล้วราว 90% ซึ่งบ่งชี้ว่าแรงกดดันจากการบังคับขายกำลังคลี่คลาย
ก่อนหน้าเหตุการณ์ครั้งนี้ นักวิเคราะห์จาก Citi ยังคงเป้าหมายดัชนี KOSPI ไว้ที่ระดับ 10,000 จุด โดยมองว่าการปรับฐานของหุ้นเกาหลีที่นำโดยผู้ผลิตชิปความจำเป็นเพียงการปรับฐานเชิงเทคนิคที่เกิดจากการขายทำกำไรในวงกว้าง จึงอาจเป็นโอกาสในการเข้าซื้อ ขณะที่ Goldman Sachs ยังคงมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มราคาชิป DRAM และ HBM แม้ก่อนหน้านี้จะเคยคาดการณ์ว่าหุ้นเกาหลีอาจปรับตัวขึ้นได้ถึง 120% ในปี 2569
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกเสียงจะมองในแง่ดี จุง อิน ยุน จากบริษัทจัดการสินทรัพย์ Fibonacci Asset Management ให้ความเห็นที่สะท้อนอารมณ์ตลาดได้อย่างคมคาย
“ตลาดหุ้นเกาหลีกำลังซื้อขายราวกับมีอาการอารมณ์สองขั้ว แกว่งจากความตื่นตระหนกไปสู่ความคลั่งไคล้แทบจะในชั่วข้ามคืน” — จุง อิน ยุน จาก Fibonacci Asset Management (ให้สัมภาษณ์กับ CNBC)
จุงยังเตือนผ่าน CNBC ว่าเขาไม่คาดหวังว่าการปรับตัวขึ้นในระดับรุนแรงเช่นนี้จะดำเนินต่อไปได้ แต่การรีบาวด์เองก็ยังมีพื้นที่ให้ไปต่อ เพราะการจัดวางสถานะของนักลงทุนได้เอนเอียงไปในทางเชิงลบมากเกินไป ประกอบกับปัจจัยพื้นฐานด้านชิปความจำ AI ของ SK Hynix ยังคงแข็งแกร่ง เขาย้ำว่าบททดสอบที่แท้จริงคือการที่แรงซื้อจากต่างชาติจะดำเนินต่อไปได้หรือไม่ หลังจากที่แรงซื้อคืนสถานะขายชอร์ต (Short-Covering) ในวันรีบาวด์จางหายไป
ในมุมของกลยุทธ์เชิงปฏิบัติ นักวิเคราะห์บางรายแนะนำให้นักลงทุนเตรียมพร้อมสำหรับการรีบาวด์ของดัชนีผ่านการเข้าเก็บหุ้นในจังหวะราคาถูก แต่ให้จับตาว่าแรงขายจากต่างชาติจะกลับมารุนแรงอีกครั้งในเดือนสิงหาคมและกันยายนหรือไม่ โดยมีกลยุทธ์ที่แนะนำให้ทยอยซื้อในกรอบ 6,000 จุด และทยอยขายในกรอบ 8,000 จุด พร้อมติดตามอุปสงค์และอุปทานของเงินทุนต่างชาติอย่างใกล้ชิด
นักวิเคราะห์รายเดียวกันยังชี้ถึงปัจจัยเสี่ยงที่อาจกระตุ้นแรงขายจากต่างชาติเพิ่มเติมในระยะกลาง ได้แก่ ตัวชี้วัดเศรษฐกิจนำและอัตราการเติบโตของการส่งออกที่อาจแตะจุดสูงสุดในช่วงครึ่งปีหลัง การเติบโตของ GDP ที่ชะลอตัวในปี 2570 ผลกระทบล่าช้าจากราคาน้ำมันและชิปความจำที่ปรับตัวสูงขึ้นซึ่งอาจส่งผ่านไปยังเงินเฟ้อ การแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐหากธนาคารกลางสหรัฐกลับมาขึ้นดอกเบี้ย และบรรยากาศการลงทุนใน AI และเซมิคอนดักเตอร์ที่อาจอ่อนแรงลง ทั้งนี้ ประมาณการฉันทามติคาดว่าการเติบโตของ GDP เกาหลีใต้จะชะลอลงจาก 2.7% ในปี 2569 เหลือ 2.1% ในปี 2570
ในด้านนโยบายการเงิน ธนาคารกลางเกาหลี (Bank of Korea) ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% สู่ระดับ 2.75% ซึ่งเป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2566 ท่ามกลางแรงกดดันเงินเฟ้อที่คาดว่าจะยังคงอยู่เหนือเป้าหมาย 2% ของธนาคารกลางไปอีกระยะหนึ่ง สะท้อนว่านโยบายการเงินที่ตึงตัวขึ้นก็เป็นอีกปัจจัยที่นักลงทุนต้องชั่งน้ำหนักในการประเมินทิศทางตลาดข้างหน้า
อีกประเด็นที่นักลงทุนควรจับตาคือกระแสข่าวเกี่ยวกับดีลโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่ Nvidia กำลังผลักดัน ซึ่งมีรายงานว่ารวมมูลค่ากว่า 750,000 ล้านดอลลาร์ รวมถึงข้อตกลงมูลค่ากว่า 500,000 ล้านดอลลาร์กับกลุ่ม SK Group ของเกาหลี และการเจรจากับ OpenAI สำหรับการค้ำประกันสัญญาเช่ามูลค่าสูงถึง 250,000 ล้านดอลลาร์ หากดีลเหล่านี้เป็นรูปธรรม ก็อาจเป็นแรงหนุนเชิงบวกต่อหุ้นชิปเกาหลีในระยะถัดไป แม้ในอีกด้านหนึ่งจะเป็นชนวนความกังวลเรื่องความยั่งยืนของการใช้จ่ายด้าน AI ที่จุดวิกฤตครั้งนี้ก็ตาม
บทสรุปและผลกระทบต่อนักลงทุนไทย
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ KOSPI ในสัปดาห์สุดท้ายของเดือนกรกฎาคม 2569 เป็นมากกว่าเพียงข่าวตลาดหุ้นต่างประเทศ แต่เป็นกรณีศึกษาที่ทรงคุณค่าสำหรับนักลงทุนไทยในหลายมิติ ทั้งในแง่ของบทเรียนเรื่องความเสี่ยง โอกาสในการลงทุน และการเชื่อมโยงกับพอร์ตการลงทุนที่คนไทยจำนวนมากถือครองอยู่
ประการแรก ในเชิงบทเรียน วิกฤตครั้งนี้ตอกย้ำอันตรายของการใช้เลเวอเรจเกินตัวและการลงทุนแบบกระจุกในหุ้นเพียงไม่กี่ตัว นักลงทุนรายย่อยเกาหลีที่ก่อหนี้เพื่อไล่ซื้อหุ้น AI ในช่วงขาขึ้น ต้องเผชิญการบังคับปิดสถานะและขาดทุนหนักในช่วงขาลง ซึ่งเป็นภาพที่นักลงทุนไทยที่นิยมใช้บัญชีมาร์จินหรือลงทุนในผลิตภัณฑ์ที่มีเลเวอเรจควรพึงระวัง โดยเฉพาะในตลาดที่ราคาปรับตัวขึ้นมาแรงและเร็ว
ประการที่สอง ในแง่ของพอร์ตการลงทุน นักลงทุนไทยจำนวนไม่น้อยมีการลงทุนในกองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศ (FIF) ซึ่งมีสัดส่วนในหุ้นเทคโนโลยีเอเชียหรือกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ระดับโลก ความผันผวนของ Samsung Electronics และ SK Hynix ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของดัชนีหุ้นเกาหลีและกองทุนธีมเทคโนโลยีหลายกอง จึงอาจส่งผลกระทบต่อมูลค่าหน่วยลงทุน (NAV) ของกองทุนที่คนไทยถือครองโดยตรง การทำความเข้าใจว่ากองทุนของตนมีน้ำหนักในหุ้นชิปเกาหลีมากน้อยเพียงใด จึงเป็นสิ่งจำเป็น
ประการที่สาม ในเชิงธีมการลงทุน AI และเซมิคอนดักเตอร์ยังคงเป็นธีมหลักที่ขับเคลื่อนตลาดโลก แต่เหตุการณ์ครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าธีมดังกล่าวมีความผันผวนสูงและอ่อนไหวต่อข่าวการแข่งขันจากจีน รวมถึงความกังวลเรื่องความยั่งยืนของการลงทุน นักลงทุนไทยที่สนใจธีมนี้จึงควรพิจารณาการทยอยลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน (DCA) มากกว่าการลงทุนก้อนใหญ่ในจังหวะเดียว เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนที่รุนแรง
ประการที่สี่ ในมิติของค่าเงิน ความผันผวนในตลาดหุ้นเกาหลีมักมาพร้อมกับความเคลื่อนไหวของเงินวอน แม้ในช่วงวิกฤตที่ผ่านมา ค่าเงินวอนจะเคลื่อนไหวค่อนข้างจำกัดที่ระดับใกล้ 1,467 วอนต่อดอลลาร์ก็ตาม สำหรับนักลงทุนไทยที่ลงทุนในสินทรัพย์เกาหลีโดยไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน (Unhedged) การเคลื่อนไหวของทั้งเงินวอนและเงินบาทเทียบดอลลาร์ล้วนเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อผลตอบแทนสุทธิที่ได้รับ
ประการสุดท้าย ในแง่ของจังหวะตลาด แม้บรรดาวาณิชธนกิจหลายแห่งจะประเมินว่าแรงขายเชิงโครงสร้างได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว และตลาดเข้าใกล้จุดต่ำสุดในระยะสั้น แต่ก็ยังมีความเห็นที่ระมัดระวังว่าการรีบาวด์แรงในวันเดียวไม่ได้รับประกันว่าตลาดจะกลับสู่ขาขึ้นทันที บททดสอบสำคัญอยู่ที่ความต่อเนื่องของแรงซื้อจากต่างชาติและทิศทางการใช้จ่ายด้าน AI ของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ นักลงทุนไทยจึงควรติดตามผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีสหรัฐที่จะทยอยประกาศ รวมถึงตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญอย่างการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Non-Farm Payrolls) ที่จะเป็นตัวกำหนดทิศทางตลาดในสัปดาห์ถัดไป
โดยสรุป สัปดาห์แห่งความบ้าคลั่งของ KOSPI คือภาพสะท้อนของตลาดยุค AI ที่เต็มไปด้วยทั้งโอกาสมหาศาลและความเสี่ยงที่รุนแรงไม่แพ้กัน สำหรับนักลงทุนไทย บทเรียนที่ล้ำค่าที่สุดอาจไม่ใช่การพยายามจับจังหวะตลาดที่ผันผวนเช่นนี้ให้แม่นยำ แต่คือการบริหารความเสี่ยงอย่างมีวินัย กระจายการลงทุน หลีกเลี่ยงการใช้เลเวอเรจเกินตัว และลงทุนในสิ่งที่ตนเองเข้าใจอย่างแท้จริง เพราะในตลาดที่สามารถเหวี่ยงจากวิกฤตสู่สถิติได้ภายในห้าวัน ผู้ที่อยู่รอดในระยะยาวมักไม่ใช่ผู้ที่กล้าได้กล้าเสียที่สุด หากแต่เป็นผู้ที่มีวินัยและการบริหารความเสี่ยงที่ดีที่สุด
