การส่งออกของสหราชอาณาจักรไปสหรัฐฯ ดิ่งลง 25% หลัง Trump ประกาศภาษีนำเข้าชุด "Liberation Day"
|

การส่งออกของสหราชอาณาจักรไปสหรัฐฯ ดิ่งลง 25% หลัง ทรัมป์ ประกาศภาษีนำเข้าชุด “Liberation Day”

ผลกระทบของนโยบายภาษีนำเข้าที่ก้าวร้าวที่สุดในประวัติศาสตร์การค้าสมัยใหม่เริ่มปรากฏให้เห็นชัดเจนในตัวเลขทางเศรษฐกิจอย่างเป็นทางการ เมื่อสำนักงานสถิติแห่งชาติของสหราชอาณาจักร (ONS) รายงานในวันศุกร์ว่า สินค้าส่งออกของสหราชอาณาจักรที่ส่งไปยังสหรัฐอเมริกา ไม่รวมโลหะมีค่า ลดลงถึง 1,500 ล้านปอนด์ หรือ 24.7% หลังจากที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศมาตรการภาษีนำเข้าชุดที่เขาเรียกว่า “Liberation Day” ในเดือนเมษายน 2568 และยอดส่งออกยังคงซบเซาต่อเนื่องมานับตั้งแต่นั้น

ตัวเลขที่ออกมานี้ไม่ใช่เพียงสถิติทางเศรษฐกิจที่น่าเป็นห่วง แต่คือภาพสะท้อนที่ชัดเจนของผลกระทบจริงที่ธุรกิจและแรงงานชาวอังกฤษกำลังเผชิญอยู่ในชีวิตประจำวัน และยังตั้งคำถามสำคัญว่าข้อตกลงการค้าที่สหราชอาณาจักรเจรจาได้เป็นรายแรกกับรัฐบาล ทรัมป์ นั้นเพียงพอที่จะปกป้องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของอังกฤษได้มากน้อยแค่ไหน

ขนาดของความเสียหาย: ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือผลกระทบในโลกจริง

การลดลง 25% ของมูลค่าการส่งออกไปยังสหรัฐฯ อาจฟังดูเป็นตัวเลขนามธรรม แต่เมื่อพิจารณาว่า สหรัฐอเมริกาคือตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของสหราชอาณาจักร ความสำคัญของตัวเลขนี้จึงยิ่งใหญ่ขึ้นอย่างมากในเชิงเศรษฐศาสตร์มหภาค

ผลกระทบที่น่าเป็นห่วงเป็นพิเศษคือในภาคยานยนต์ โดย ONS ระบุว่า การส่งออกรถยนต์จากสหราชอาณาจักรไปยังสหรัฐฯ ลดลงและยังคงอยู่ต่ำกว่าระดับก่อนมีภาษีนำเข้า ตลอด 12 เดือนนับตั้งแต่เมษายน 2568 อุตสาหกรรมยานยนต์ของอังกฤษซึ่งมีศูนย์กลางที่โรงงานหลายแห่งในภาคกลางและภาคเหนือของประเทศ เป็นแหล่งจ้างงานสำคัญที่มีความเชื่อมโยงกับซัพพลายเชนในวงกว้าง การที่ยอดส่งออกยังคงซบเซาต่อเนื่องบ่งชี้ว่าปัญหานี้ไม่ได้เป็นเพียงการปรับตัวชั่วคราว แต่อาจเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ยั่งยืนกว่านั้นมาก

สิ่งที่ซ้ำเติมสถานการณ์ให้เลวร้ายลงคือในขณะที่การส่งออกดิ่งลง การนำเข้าสินค้ากลับเพิ่มขึ้นในช่วงต้นปี 2569 ส่งผลให้สหราชอาณาจักร ขาดดุลการค้ากับสหรัฐฯ ติดต่อกันสามเดือนติดต่อกัน ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่กลับด้านจากที่เคยเป็นมา เพราะในอดีต สหราชอาณาจักรมักมีดุลการค้าเกินดุลกับสหรัฐฯ

ข้อตกลงการค้าฉบับแรก: ดีแต่ยังไม่เพียงพอ

ในเดือนพฤษภาคม 2568 สหราชอาณาจักรกลายเป็น ประเทศแรกในโลกที่สามารถเจรจาข้อตกลงการค้ากับรัฐบาล ทรัมป์ ได้หลังจากการประกาศ Liberation Day ซึ่งในตอนนั้นถูกมองว่าเป็นชัยชนะทางการทูตที่สำคัญและแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์พิเศษระหว่างสองประเทศ

อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขของข้อตกลงดังกล่าวรวมถึง ภาษีนำเข้าแบบครอบคลุมที่ 10% สำหรับสินค้านำเข้าทั้งหมดจากสหราชอาณาจักรเข้าสู่สหรัฐฯ ซึ่งหมายความว่าแม้จะเป็น “ข้อตกลงที่ดีที่สุดเท่าที่เจรจาได้” แต่ก็ยังคงสร้างต้นทุนใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนในระบบการค้าแบบไร้ภาษีที่เคยดำเนินมายาวนาน ผู้ส่งออกทั้งสองฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกต้องปรับตัวกับสภาพแวดล้อมการค้าใหม่ที่มีต้นทุนสูงขึ้น และสินค้าอย่าง Scotch Whisky รวมถึงเครื่องดื่มสุราอื่นๆ ก็ถูกเรียกเก็บภาษีใหม่ที่ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันในตลาดสหรัฐฯ

ทรัมป์ ยกเว้นภาษี Scotch Whisky เป็นของขวัญแด่กษัตริย์ Charles

ในสัปดาห์นี้มีพัฒนาการที่น่าสนใจเมื่อ ทรัมป์ ประกาศจะ ยกเลิกภาษีนำเข้าทั้งหมดสำหรับ Scotch Whisky “เพื่อเป็นเกียรติแก่” พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 และพระราชินีคามิลลา ตามมาหลังจากการเสด็จเยือนรัฐสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการ

การประกาศนี้ถือเป็นข่าวดีสำหรับอุตสาหกรรม Scotch Whisky ซึ่งจ้างงานประมาณ 40,000 คน ในสกอตแลนด์ และคิดเป็น 23% ของสินค้าส่งออกทั้งหมดของสกอตแลนด์ ในปี 2568 เป็นสัญญาณที่ดีว่าแรงกดดันทางการทูตในช่องทางที่ไม่เป็นทางการสามารถสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมได้ในบางกรณี

อย่างไรก็ตาม Samuel Edwards หัวหน้าฝ่ายบริหารพอร์ตโฟลิโอลูกค้าของ Ebury ชี้ให้เห็นอย่างตรงไปตรงมาว่า การยกเว้นภาษีสำหรับ Scotch Whisky เพียงอย่างเดียวนั้น ไม่เพียงพอที่จะแก้ไขการขาดดุลการค้าโดยรวมของสหราชอาณาจักรได้ เพราะมันครอบคลุมเพียงส่วนเล็กๆ ของสินค้าส่งออกทั้งหมดที่ได้รับผลกระทบ

แรงกดดันสามทาง: วิเคราะห์ผลกระทบต่อธุรกิจอังกฤษ

Edwards อธิบายสถานการณ์ที่ผู้ส่งออกอังกฤษกำลังเผชิญได้อย่างกระชับและครอบคลุมด้วยคำว่า “การบีบอัดสามทาง (Triple Squeeze)” ที่กำลังกัดกร่อนความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจอังกฤษอย่างต่อเนื่อง

แรงกดดันแรก: ต้นทุนการค้าที่สูงขึ้นจากภาษีนำเข้า ภาษีนำเข้า 10% ดูเหมือนไม่มากเมื่อมองในแง่เปอร์เซ็นต์ แต่ในความเป็นจริง มันกัดกร่อนอัตรากำไรที่มักบางอยู่แล้วของผู้ส่งออก และในหลายกรณี มันเพียงพอที่จะทำให้สินค้าของอังกฤษสูญเสียความสามารถในการแข่งขันด้านราคาเมื่อเทียบกับคู่แข่งจากประเทศที่มีเงื่อนไขภาษีที่ดีกว่า

แรงกดดันที่สอง: ต้นทุนการจ้างงานและภาษีในประเทศที่สูงขึ้น รัฐบาลสหราชอาณาจักรได้ปรับเพิ่มเงินสมทบประกันสังคมนายจ้างและค่าจ้างขั้นต่ำในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทำให้ต้นทุนแรงงานของธุรกิจอังกฤษสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อรวมกับภาษีนำเข้าจากฝั่งสหรัฐฯ ผู้ส่งออกจึงถูกบีบจากทั้งสองทิศทางพร้อมกัน

แรงกดดันที่สาม: แรงกดดันด้านราคาวัตถุดิบ ราคาพลังงานและวัตถุดิบที่สูงขึ้นอันเป็นผลจากสงครามในอิหร่านและความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังเพิ่มต้นทุนการผลิตให้กับธุรกิจอังกฤษ ซึ่งกำลังผลิตสินค้าเพื่อส่งออกในสภาพที่ต้นทุนทุกด้านกำลังสูงขึ้นพร้อมกัน

Edwards สรุปสถานการณ์ไว้อย่างตรงไปตรงมาว่า “สหรัฐฯ ยังคงเป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของสหราชอาณาจักร ดังนั้นภาวะถดถอยในระดับนี้น่าจะมีผลกระทบต่อการเติบโตโดยรวมของสหราชอาณาจักร” และ “ผู้ส่งออกกำลังเผชิญกับการบีบอัดสามทาง ทั้งต้นทุนการค้าที่สูงขึ้นจากภาษีนำเข้า ต้นทุนการจ้างงานและภาษีที่เพิ่มขึ้น และแรงกดดันด้านราคาวัตถุดิบ ซึ่งทั้งหมดนี้กำลังกัดกร่อนอัตรากำไรและทำให้การแข่งขันในระดับนานาชาติยากขึ้น”

ผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของสหราชอาณาจักร: ภาพที่น่ากังวล

เมื่อพิจารณาตัวเลขการส่งออกที่ลดลง 25% ในบริบทของเศรษฐกิจสหราชอาณาจักรโดยรวม ภาพที่ออกมาน่ากังวลอย่างมาก เพราะการส่งออกไปยังสหรัฐฯ ที่ลดลง 1,500 ล้านปอนด์นั้นส่งผลกระทบต่อ GDP โดยตรงผ่านช่องทางหลายทาง ทั้งรายได้ของบริษัทที่ลดลง การจ้างงานที่อาจลดลงตามมา และผลกระทบทวีคูณต่อธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องในซัพพลายเชน

ธนาคารแห่งอังกฤษซึ่งกำลังจะประกาศผลการประชุมนโยบายการเงินในสัปดาห์นี้เช่นกัน จะต้องประเมินว่าการชะลอตัวของการส่งออกนี้ส่งผลกระทบต่อแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อของสหราชอาณาจักรอย่างไร เพราะในด้านหนึ่งการส่งออกที่อ่อนแอส่งสัญญาณว่าอาจต้องการการกระตุ้นทางการเงิน แต่ในอีกด้านหนึ่งแรงกดดันเงินเฟ้อจากต้นทุนพลังงานที่สูงยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องระวัง

บทสรุป: ราคาของนโยบายกีดกันทางการค้า

ตัวเลขที่ ONS รายงานออกมาวันนี้เป็นหลักฐานที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรมว่านโยบายภาษีนำเข้าของ ทรัมป์ ส่งผลกระทบที่วัดได้และมีนัยสำคัญต่อพันธมิตรทางการค้า แม้แต่ประเทศที่เจรจาข้อตกลงการค้าได้เป็นรายแรกอย่างสหราชอาณาจักรก็ยังไม่สามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบได้อย่างสมบูรณ์

สำหรับรัฐบาลสหราชอาณาจักร ความท้าทายในระยะต่อไปคือการหาทางเจรจาเพื่อขยายการยกเว้นภาษีให้ครอบคลุมสินค้าอื่นๆ นอกเหนือจาก Scotch Whisky ในขณะเดียวกันก็ต้องหาตลาดทดแทนในภูมิภาคอื่นที่สามารถชดเชยการสูญเสียยอดส่งออกไปสหรัฐฯ ได้บ้าง แม้ว่าการหาตลาดที่ใหญ่และมีกำลังซื้อสูงพอที่จะทดแทนสหรัฐฯ ได้นั้นถือเป็นโจทย์ที่ยากมากในระยะสั้น

Similar Posts

  • |

    อิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง หลังเรือพาณิชย์ถูกยิง ขณะที่ทรัมป์เตือนห้ามใช้เป็นเครื่องต่อรอง

    สถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความตึงเครียดอีกครั้ง เมื่ออิหร่านประกาศ “ปิดช่องแคบฮอร์มุซ” อีกครั้งในวันเสาร์ เพียงไม่ถึง 24 ชั่วโมงหลังจากเพิ่งเปิดให้เรือพาณิชย์ผ่านได้ ส่งผลให้ตลาดพลังงานและการขนส่งทั่วโลกกลับเข้าสู่ภาวะไม่แน่นอน ในขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีสหรัฐ Donald Trump ออกมาเตือนว่า อิหร่านไม่สามารถใช้การปิดช่องแคบเพื่อ “แบล็กเมล” สหรัฐได้ อิหร่านสั่งปิดช่องแคบ พร้อมคำเตือนรุนแรงต่อเรือทุกลำ กองทัพเรือของหน่วยพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ระบุว่า ช่องแคบฮอร์มุซจะยังคงปิดจนกว่าสหรัฐจะยกเลิกการปิดล้อมทางทะเล พร้อมออกคำเตือนอย่างชัดเจนว่า: วิเคราะห์เชิงลึก คำเตือนนี้ถือเป็นการ “ยกระดับความตึงเครียด” อย่างมีนัยสำคัญ เพราะ: ในเชิงยุทธศาสตร์ นี่คือการใช้ “chokepoint” ที่สำคัญที่สุดของโลกเป็นเครื่องมือกดดัน เกิดเหตุยิงเรือจริงในพื้นที่ ศูนย์ United Kingdom Maritime Trade Operations ของกองทัพอังกฤษรายงานว่า: นอกจากนี้: วิเคราะห์เชิงลึก เหตุการณ์นี้สำคัญมาก เพราะ: ความย้อนแย้ง: เพิ่งเปิด แต่กลับปิดทันที ก่อนหน้านี้เพียง 1 วัน อิหร่านเพิ่งประกาศเปิดช่องแคบภายใต้เงื่อนไขช่วงหยุดยิง แต่ล่าสุดกลับระบุว่า: สื่อ IRIB ของรัฐอิหร่านระบุว่า:…

  • | |

    วิเคราะห์ตลาดคริปโตวันนี้: บิตคอยน์ใต้ $63,000 TradFi กลืนตลาด CLARITY สะดุด

    ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลเข้าสู่ช่วงกลางเดือนสิงหาคม 2026 ด้วยภาวะที่นักวิเคราะห์หลายสำนักเรียกว่า “เงียบแต่ตึง” — ราคาบิตคอยน์ (BTC) เคลื่อนไหวแคบใต้ระดับ $63,000 ความผันผวนถูกบีบให้อยู่ในกรอบต่ำที่สุดในรอบหลายเดือน ขณะที่แรงซื้อขายจากนักลงทุนสถาบันผ่านกองทุน ETF พลิกกลับไปมาระหว่างวันจนหาทิศทางที่ชัดเจนไม่ได้ ภายใต้ผิวน้ำที่ดูสงบนิ่งกลับซ่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างครั้งใหญ่เอาไว้ ทั้งการที่สถาบันการเงินดั้งเดิม (TradFi) ระดับโลกเดินหน้ากลืนธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลเข้าสู่ระบบของตัวเอง ความล่าช้าของกฎหมายโครงสร้างตลาดคริปโตในสหรัฐฯ และการไหลของทุนสถาบันที่ยังคงเดินหน้าต่อแม้ราคาจะซบเซา ณ วันที่ 16 สิงหาคม 2026 CoinDesk รายงานราคาบิตคอยน์ที่ราว $63,336 ต่อเหรียญ โดยมีมูลค่าตลาดรวมประมาณ 1.33 ล้านล้านดอลลาร์ ยังคงต่ำกว่าจุดสูงสุดตลอดกาลถึงราว 48% ด้าน Ethereum (ETH) ซื้อขายอยู่ในกรอบ $1,880–$1,912 ห่างไกลจากจุดสูงในปี 2025 ที่เคยแตะใกล้ $5,000 ขณะที่มูลค่าตลาดคริปโตทั้งระบบอยู่ที่ราว 2.17 ล้านล้านดอลลาร์ บทวิเคราะห์ฉบับนี้จะพาผู้ลงทุนไทยไล่เรียงภาพตลาดล่าสุด กระแสเงิน ETF ทิศทางกฎระเบียบ พัฒนาการด้าน Tokenization และปัจจัยมหภาคที่กำหนดชะตาของสินทรัพย์ดิจิทัลในช่วงครึ่งหลังของปี พร้อมสรุปสิ่งที่นักลงทุนไทยควรจับตา 1. ภาพรวมตลาด:…

  • จีนต้อนรับรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ก่อนทรัมป์บินเยือนปักกิ่ง

    ในการเคลื่อนไหวทางการทูตที่มีนัยสำคัญอย่างลึกซึ้งต่อพลวัตของความขัดแย้งที่กำลังคุกรุ่นในตะวันออกกลาง จีน เปิดบ้านต้อนรับ Abbas Araghchi รัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่านในวันพุธ นับเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และเตหะรานปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ และที่ทำให้การเยือนครั้งนี้ยิ่งมีความสำคัญขึ้นไปอีกชั้นหนึ่งคือมันเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันก่อนที่ประธานาธิบดี Donald Trump จะเดินทางเยือนปักกิ่งในช่วงวันที่ 14-15 พฤษภาคม ซึ่งถือเป็นการประชุมสุดยอดที่ทั้งโลกจับตามองอย่างใจจดใจจ่อ ภาพของ Wang Yi นักการทูตสูงสุดของจีนที่นั่งพบกับ Araghchi ในกรุงปักกิ่งไม่กี่วันก่อน Trump บินลัดฟ้าเข้ามา ถ่ายทอดความซับซ้อนของภูมิรัฐศาสตร์โลกในยุคนี้ได้อย่างไม่ต้องอธิบายเพิ่มเติม มันคือการส่งสัญญาณพร้อมกันหลายทิศทาง ทั้งต่อสหรัฐฯ ต่ออิหร่าน และต่อโลก ว่าจีนกำลังเล่นเกมที่ซับซ้อนและมีเป้าหมายของตัวเองอย่างชัดเจน จังหวะเวลาที่ไม่บังเอิญ: ปักกิ่งส่งสัญญาณอะไร? หนึ่งในรายละเอียดที่สะดุดตาผู้สังเกตการณ์ทางการทูตมากที่สุดคือวิธีที่ข่าวการเยือนนี้ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ สื่อของรัฐจีนออกมาประกาศล่วงหน้าในคืนวันอังคาร โดยอ้างแถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศที่ระบุชัดเจนว่า ปักกิ่งเป็นผู้ริเริ่มการเชิญ ไม่ใช่ฝ่ายอิหร่านที่ขอมา รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ดูเหมือนเป็นพิธีการนี้กลับมีความหมายทางการทูตที่ลึกซึ้งอย่างมาก เพราะมันบ่งบอกว่าจีนต้องการให้โลกรับรู้ว่าการพบปะนี้เป็นความคิดริเริ่มของปักกิ่งเอง ไม่ใช่เพียงการตอบรับการติดต่อของอิหร่าน การประกาศล่วงหน้าแบบนี้ยังเป็นสัญญาณไปยังวอชิงตันว่าจีนมีบทบาทของตัวเองในการจัดการวิกฤตนี้ และไม่ได้รอรับคำสั่งจากสหรัฐฯ ว่าจะปฏิบัติต่ออิหร่านอย่างไร Amir Handjani สมาชิกคณะกรรมการของ Quincy Institute for Responsible Statecraft…

  • | |

    ศึกหุ้นเทคโนโลยี Nvidia ประกาศงบคืนนี้ ท่ามกลางเงาฟองสบู่ AI

    ตลาดหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลกกำลังจับตาช่วงเวลาสำคัญที่สุดของไตรมาสในค่ำวันพุธที่ 26 สิงหาคม 2569 ตามเวลาสหรัฐฯ เมื่อ Nvidia บริษัทผู้ผลิตชิปที่ทรงอิทธิพลที่สุดในยุคปัญญาประดิษฐ์ เตรียมเปิดเผยผลประกอบการไตรมาสที่ 2 ปีบัญชี 2570 (สิ้นสุด 27 กรกฎาคม 2569) ท่ามกลางบรรยากาศที่นักลงทุนแบ่งออกเป็นสองขั้วอย่างชัดเจน ฝ่ายหนึ่งเชื่อมั่นว่ากระแสการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ยังแข็งแกร่งและมีอนาคตยาวไกล ขณะที่อีกฝ่ายเริ่มตั้งคำถามอย่างจริงจังว่า เม็ดเงินลงทุนระดับ “แสนล้านดอลลาร์ต่อไตรมาส” ที่บรรดายักษ์ใหญ่เทคโนโลยีทุ่มลงไปนั้น จะสร้างผลตอบแทนกลับมาคุ้มค่าจริงหรือไม่ และนี่คือคำถามที่ครอบงำ Wall Street มาตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา สิ่งที่ทำให้งบของ Nvidia รอบนี้มีน้ำหนักเป็นพิเศษ คือมันมาถึงในจังหวะที่หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์เพิ่งผ่านช่วงปั่นป่วนรุนแรงในเดือนกรกฎาคมที่มูลค่าตลาดหายวับไปกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ พร้อมกับที่บิ๊กเทครายอื่น ทั้ง Apple, Microsoft, Alphabet, Amazon และ Meta ได้ทยอยประกาศงบไปก่อนหน้านี้เกือบหนึ่งเดือน สะท้อนภาพที่ขัดแย้งกันอย่างน่าสนใจ กล่าวคือแม้ผลประกอบการส่วนใหญ่จะออกมาแข็งแกร่งเกินคาด แต่ปฏิกิริยาของราคาหุ้นกลับสวนทาง เพราะตลาดไม่ได้โฟกัสที่ “ดีมานด์ AI มีจริงหรือไม่” อีกต่อไป แต่หันมาตั้งคำถามที่ลึกกว่านั้นว่า กระแสเงินสดที่บริษัทเหล่านี้สร้างได้ ยังเพียงพอจะครอบคลุมงบลงทุนมหาศาลด้าน…

  • | |

    เศรษฐกิจโลกเดือด: เฟดคงดอกเบี้ย น้ำมันพุ่ง เงินเฟ้อกลับมา กระทบหุ้นไทย

    สัปดาห์สุดท้ายของเดือนกรกฎาคม 2569 กลายเป็นหนึ่งในช่วงที่ตลาดการเงินโลกผันผวนรุนแรงที่สุดของปี เมื่อธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ภายใต้การนำของประธานคนใหม่ เควิน วอร์ช ตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 3.50-3.75% เป็นครั้งที่ห้าติดต่อกัน ด้วยมติที่แตกเป็น 9 ต่อ 3 เสียง ท่ามกลางเงินเฟ้อที่กลับมาเร่งตัวจากราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นกว่า 23% ในเดือนเดียว ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ ขยายตัวเพียง 1.5% ในไตรมาสสอง ต่ำกว่าที่ตลาดคาด และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวทะยานขึ้นสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2550 ทั้งหมดนี้สะท้อนภาพเศรษฐกิจโลกที่กำลังเผชิญแรงกดดันจากสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านที่ยืดเยื้อ และความเสี่ยงที่ธนาคารกลางทั่วโลกอาจตกอยู่ในภาวะ “ตามหลัง” เงินเฟ้ออีกครั้ง เฟดคงดอกเบี้ยครั้งที่ 5 ท่ามกลาง “ศึกในครอบครัว” — วอร์ชยืนกรานเป้า 2% เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคมที่ผ่านมา คณะกรรมการนโยบายการเงินสหรัฐฯ (FOMC) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่กรอบ 3.50-3.75% ต่อเนื่องเป็นการประชุมครั้งที่ห้า นับเป็นการตอกย้ำท่าทีระมัดระวังของเฟดตลอดทั้งปี หลังจากที่ปรับลดดอกเบี้ยไปสามครั้งในช่วงปลายปี 2568 อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้การประชุมครั้งนี้แตกต่างจากครั้งก่อนๆ คือความเห็นที่แตกแยกภายในคณะกรรมการอย่างชัดเจน โดยมีกรรมการถึงสามคนลงมติคัดค้าน ต้องการให้ปรับขึ้นดอกเบี้ยทันที 0.25% กรรมการที่ลงมติสวนทาง…

  • เศรษฐกิจโลกสั่นคลอน: สงครามตะวันออกกลาง เงินเฟ้อพุ่ง และยุคใหม่ของธนาคารกลางสหรัฐฯ

    เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับบทพิสูจน์ครั้งสำคัญในรอบหลายปี เมื่อสงครามในตะวันออกกลางปะทุขึ้นต้นปี 2569 ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะลุระดับ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล กระตุ้นให้เงินเฟ้อทั่วโลกกลับมาเร่งตัวอีกครั้ง ขณะที่ธนาคารกลางสำคัญต่าง ๆ ยังคงต้องเดินหน้าต่อสู้กับแรงกดดันด้านราคา ท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจ และการเปลี่ยนตัวประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ ครั้งประวัติศาสตร์ วิกฤตพลังงานจากตะวันออกกลาง: ตัวแปรที่พลิกทุกสมการ จุดเริ่มต้นของความปั่นป่วนในปีนี้มาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการส่งออกพลังงานโลก โดยเฉพาะการปิดช่องแคบ Hormuz ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันดิบทางทะเลราว 35% ของโลก ธนาคารโลกระบุในรายงาน Commodity Markets Outlook ประจำเดือนเมษายนว่า การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและการหยุดชะงักของการขนส่งในช่องแคบ Hormuz ก่อให้เกิดการลดลงของอุปทานน้ำมันโลกครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยอุปทานลดลงในช่วงแรกประมาณ 10 ล้านบาร์เรลต่อวัน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบสูงขึ้นกว่า 50% เมื่อเทียบกับต้นปี Indermit Gill หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารโลก ให้ความเห็นไว้อย่างตรงไปตรงมาว่า “สงครามกำลังกระทบเศรษฐกิจโลกเป็นระลอก ๆ ต่อเนื่องกัน ทั้งจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น ราคาอาหารที่ตามมา และสุดท้ายเงินเฟ้อที่จะดันดอกเบี้ยขึ้นและทำให้หนี้แพงขึ้นอีก คนจนที่สุดจะได้รับผลกระทบหนักที่สุด เพราะต้องใช้รายได้ส่วนใหญ่ไปกับอาหารและพลังงาน” กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจโลกในรายงาน World Economic Outlook เดือนเมษายน โดยในกรณีฐาน…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *