ราคาน้ำมันพุ่งหลัง Netanyahu เตือนความขัดแย้งกับอิหร่าน "ยังไม่จบ" ขณะ Trump ปฏิเสธข้อเสนอตอบโต้ของเตหะราน
|

ราคาน้ำมันพุ่งหลัง Netanyahu เตือนความขัดแย้งกับอิหร่าน “ยังไม่จบ” ขณะ ทรัมป์ ปฏิเสธข้อเสนอตอบโต้ของเตหะราน

เมื่อวันจันทร์เริ่มต้นด้วยแรงกระแทกที่ตลาดพลังงานโลกไม่ได้คาดไว้ เมื่อนายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนตันยาฮู ของอิสราเอลออกมาส่งสัญญาณอย่างชัดเจนว่าความขัดแย้งกับอิหร่านยังไม่สิ้นสุด ตามมาด้วยการที่ประธานาธิบดี โดนัล ทรัมป์ ประกาศปฏิเสธข้อเสนอตอบโต้ของอิหร่านอย่างหนักแน่น ทำให้ความหวังสันติภาพที่สั่นคลอนอยู่แล้วยิ่งเปราะบางลงอีก และราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นทันทีเพื่อสะท้อนความเสี่ยงที่กลับมาเพิ่มสูงขึ้น

น้ำมันดิบ WTI สัญญาส่งมอบเดือนมิถุนายน ปรับตัวขึ้น 3.08% ไปอยู่ที่ 95.42 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในขณะที่ น้ำมันดิบ Brent มาตรฐานสากล สัญญาส่งมอบเดือนกรกฎาคม ขึ้น 3.16% มาอยู่ที่ 104.49 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล การปรับตัวขึ้นในระดับนี้ภายในวันเดียวสะท้อนให้เห็นว่าตลาดพลังงานยังคงอ่อนไหวอย่างมากต่อสัญญาณใดๆ ที่บ่งชี้ว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะยืดเยื้อออกไปอีก

เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้นว่าการปรับตัวขึ้น 3% ในวันเดียวนั้นมีนัยสำคัญแค่ไหน ลองคิดว่าหากราคาน้ำมัน Brent อยู่ที่ประมาณ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล การขึ้น 3% หมายถึงราคาเพิ่มขึ้น 3 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และเมื่อโลกบริโภคน้ำมันดิบประมาณ 100 ล้านบาร์เรลต่อวัน นั่นหมายความว่าต้นทุนพลังงานโลกเพิ่มขึ้นประมาณ 300 ล้านดอลลาร์ต่อวัน จากข่าวเดียว

ทรัมป์ ปฏิเสธข้อเสนออิหร่าน: “ยอมรับไม่ได้อย่างสิ้นเชิง”

หลังจากที่โลกรอคอยการตอบสนองของอิหร่านต่อข้อเสนอสันติภาพมาหลายวัน เมื่ออิหร่านในที่สุดส่งข้อเสนอตอบโต้มา การตอบสนองของ ทรัมป์ ก็รวดเร็วและไม่มีการประนีประนอมแม้แต่น้อย

“ผมเพิ่งอ่านการตอบสนองจาก ‘ตัวแทน’ ที่เรียกตัวเองว่าของอิหร่าน ผมไม่ชอบมัน ยอมรับไม่ได้อย่างสิ้นเชิง!” ทรัมป์ โพสต์บน Truth Social ด้วยน้ำเสียงที่แข็งกร้าวและไม่เปิดพื้นที่สำหรับการตีความแบบอื่น

การที่ ทรัมป์ ใช้คำว่า “ตัวแทน” พร้อมเครื่องหมายคำพูดและคำว่า “ที่เรียกตัวเองว่า” บ่งบอกถึงความไม่เชื่อถือในตัวบุคคลที่เจรจาในนามอิหร่าน ซึ่งอาจสะท้อนถึงข้อกังวลที่เขาเคยแสดงออกก่อนหน้านี้เกี่ยวกับการแตกแยกภายในรัฐบาลอิหร่านว่าใครกันแน่ที่มีอำนาจตัดสินใจที่แท้จริง

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ ทรัมป์ แสดงความไม่พอใจกับข้อเสนอของอิหร่านอย่างรุนแรง ก่อนหน้านี้เขาเคยบอกกับ New York Post ว่าเร็วเกินไปที่จะเริ่มคิดถึงการพบปะแบบตัวต่อตัวกับอิหร่าน และเคยเตือนทั้งบน Truth Social และในการให้สัมภาษณ์กับ PBS News ว่าหากการเจรจาล้มเหลว การโจมตีจะกลับมา “ในระดับที่สูงขึ้นและรุนแรงขึ้น”

รูปแบบของการสื่อสารนี้สะท้อนให้เห็นถึงกลยุทธ์ที่ ทรัมป์ ใช้ตลอดช่วงความขัดแย้งนี้ นั่นคือการรักษาแรงกดดันสูงสุดต่ออิหร่านในขณะที่ยังคงเปิดประตูทางการทูตไว้บางส่วน แต่ครั้งนี้ประตูนั้นดูเหมือนจะเกือบปิดสนิทลงแล้ว

เนตันยาฮู และเงื่อนไขสี่ประการ: ราคาที่อิสราเอลต้องการ

ขณะที่ ทรัมป์ ปฏิเสธข้อเสนอของอิหร่าน เนตันยาฮู ออกมาชี้แจงเงื่อนไขที่อิสราเอลต้องการเห็นสำเร็จก่อนที่จะถือว่าความขัดแย้งสิ้นสุดลงอย่างแท้จริง ในการให้สัมภาษณ์กับรายการ “60 Minutes” ของ CBS

“ยังมีวัสดุนิวเคลียร์ ยูเรเนียมเสริมสมรรถนะที่ต้องนำออกจากอิหร่าน ยังมีสถานที่เสริมสมรรถนะที่ต้องถูกรื้อถอน ยังมีกลุ่มตัวแทนที่อิหร่านสนับสนุน ยังมีขีปนาวุธพิสัยไกลที่พวกเขายังต้องการผลิต ยังมีงานที่ต้องทำ” เนตันยาฮู ระบุ

เมื่อถูกถามว่าสหรัฐฯ และอิสราเอลจะนำวัสดุนิวเคลียร์ออกจากอิหร่านอย่างไร เนตันยาฮู ตอบอย่างตรงๆ ว่า “คุณเข้าไป และคุณนำมันออกมา”

ประโยคสั้นๆ แต่มีน้ำหนักอย่างมหาศาลนี้ บ่งบอกว่า เนตันยาฮู กำลังพูดถึงปฏิบัติการทางทหารที่จะเข้าไปยังสถานที่จัดเก็บวัสดุนิวเคลียร์ในอิหร่านและนำออกมา ซึ่งถ้าเกิดขึ้นจริงจะถือเป็นการยกระดับความขัดแย้งอย่างมหาศาลและอาจนำไปสู่การตอบโต้ที่รุนแรงมาก

เงื่อนไขสี่ประการที่ เนตันยาฮู ระบุนั้นมีความสำคัญในการทำความเข้าใจว่าทำไมข้อตกลงถึงยากมาก

ประการแรก: การนำวัสดุนิวเคลียร์ออกจากอิหร่าน นี่คือเงื่อนไขที่เข้มงวดที่สุดและอิหร่านต่อต้านอย่างรุนแรง เพราะมันหมายถึงการยอมสูญเสียทุกสิ่งที่ได้ลงทุนในโครงการนิวเคลียร์มาหลายทศวรรษ และยิ่งไปกว่านั้น ยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูงที่อิหร่านสะสมไว้ถือเป็น “ไพ่ต่อรอง” ที่สำคัญที่สุดในมือของเตหะราน การยอมส่งมอบมันออกไปโดยไม่มีการรับประกันความมั่นคงที่น่าเชื่อถือเป็นสิ่งที่ผู้นำอิหร่านแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะยอมรับในทางการเมืองภายใน

ประการที่สอง: การรื้อถอนสถานที่เสริมสมรรถนะ นอกจากการนำวัสดุออกไปแล้ว อิสราเอลยังต้องการให้รื้อถอนโครงสร้างพื้นฐานที่ใช้ในการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมด้วย ซึ่งรวมถึงเครื่องหมุนเหวี่ยงขั้นสูง (Advanced Centrifuges) หลายพันเครื่องที่อิหร่านใช้เวลาหลายสิบปีในการพัฒนาและผลิต

ประการที่สาม: การยุติการสนับสนุนกลุ่มตัวแทน อิหร่านสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธหลายกลุ่มในภูมิภาค รวมถึง Hezbollah ในเลบานอน Hamas ในปาเลสไตน์ และกลุ่ม Houthi ในเยเมน การยุติการสนับสนุนเหล่านี้ไม่ใช่แค่เรื่องของเงินและอาวุธ แต่เป็นเรื่องของนโยบายยุทธศาสตร์ที่อิหร่านใช้เพื่อฉายอำนาจออกไปทั่วภูมิภาค

ประการที่สี่: การยุติโครงการขีปนาวุธ อิหร่านมีโครงการขีปนาวุธพิสัยไกลที่พัฒนาไปถึงระดับที่สามารถโจมตีได้ทั่วตะวันออกกลางและบางส่วนของยุโรป ขีปนาวุธเหล่านี้เป็นอาวุธยุทธศาสตร์ที่อิหร่านมองว่าจำเป็นสำหรับความมั่นคงของชาติ การยอมยุติโครงการนี้หมายถึงการปลดอาวุธที่มีความสำคัญระดับสูงสุดของประเทศ

ช่องแคบฮอร์มุซ: ปมกอร์เดียนที่ยังไม่มีใครแก้ได้

ในขณะที่การเจรจาทางการทูตกำลังสะดุด ช่องแคบฮอร์มุซยังคงเป็นหัวใจของวิกฤตพลังงานที่กำลังบีบรัดเศรษฐกิจโลก

ก่อนสงคราม ช่องแคบแห่งนี้เป็นเส้นทางผ่านของพลังงานโลกประมาณ 20% ซึ่งรวมถึงน้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติเหลว และผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม หรือคิดเป็นน้ำมันดิบประมาณ 17-21 ล้านบาร์เรลต่อวัน ประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ในอ่าวเปอร์เซียล้วนพึ่งพาช่องแคบนี้ในการส่งออก ทำให้แม้แต่ประเทศที่ไม่ใช่คู่ขัดแย้งโดยตรงก็ได้รับผลกระทบอย่างหนัก

สิ่งที่ทำให้ช่องแคบฮอร์มุซเป็นประเด็นที่ซับซ้อนในการเจรจาคือการที่อิหร่านมีการควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทั้งทางกายภาพและทางกฎหมายเหนือน่านน้ำส่วนหนึ่งของช่องแคบ แม้ว่าช่องแคบโดยรวมจะถือเป็นน่านน้ำสากล แต่อิหร่านมีชายฝั่งทางด้านเหนือที่ยาวตลอดช่องแคบ ทำให้สามารถใช้เรือเร็ว ขีปนาวุธชายฝั่ง และโดรนในการคุกคามหรือปิดกั้นการเดินเรือได้

การวิเคราะห์ของ Citi: ตลาดน้ำมันยังอยู่ในโซนอันตรายแต่มีกันชน

นักวิเคราะห์จาก Citi ให้การวิเคราะห์ที่ละเอียดและน่าสนใจเกี่ยวกับสถานะของตลาดน้ำมันในขณะนี้ โดยระบุในรายงานน้ำมันล่าสุดว่าราคาอาจปรับตัวขึ้นต่อหากอิหร่านและสหรัฐฯ ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ แต่ขณะนี้ตลาดน้ำมันดิบยังได้รับ “การรองรับ” จากหลายปัจจัย ได้แก่ สินค้าคงคลังที่อยู่ในระดับสูง การปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองเชิงกลยุทธ์ ความต้องการที่อ่อนแอกว่าในประเทศกำลังพัฒนา และสัญญาณที่เป็นระยะๆ ของการลดระดับความตึงเครียดในตะวันออกกลาง

อย่างไรก็ตาม Citi ยังคงมองว่าความเสี่ยงต่อราคาน้ำมันยังคงเอนเอียงไปทางบวก เนื่องจากอิหร่านยังคงมีการควบคุมที่สำคัญต่อจังหวะเวลาและเงื่อนไขของข้อตกลงใดๆ ที่อาจเกิดขึ้นเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซ

“เราสันนิษฐานว่าระบอบการปกครองจะบรรลุข้อตกลงที่เปิดช่องแคบในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม แต่เรายังคงมองว่าความเสี่ยงเอนเอียงไปทางที่ไทม์ไลน์นี้จะถูกผลักออกไปและหรือการเปิดบางส่วน ซึ่งหมายถึงการหยุดชะงักนานขึ้น” Citi ระบุ

ปัจจัยที่ Citi ระบุว่าเป็น “กันชน” ให้กับราคาน้ำมันนั้นมีความสำคัญที่ต้องพิจารณาโดยละเอียด

สินค้าคงคลังที่สูง ประเทศผู้บริโภคน้ำมันรายใหญ่หลายแห่งสะสมสต็อกน้ำมันไว้ในระดับสูงก่อนความขัดแย้งจะเริ่มต้น ซึ่งช่วยให้พวกเขาสามารถดำเนินการต่อไปได้โดยไม่ต้องซื้อน้ำมันในราคาตลาดทันที แต่สต็อกเหล่านี้กำลังลดลงเรื่อยๆ

การปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองเชิงกลยุทธ์ สหรัฐฯ และประเทศ IEA อื่นๆ ได้ปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองเชิงกลยุทธ์เพื่อชดเชยการขาดแคลน แต่คลังสำรองเหล่านี้ก็มีขีดจำกัด ไม่สามารถปล่อยออกมาได้ตลอดไป

ความต้องการที่อ่อนแอในประเทศกำลังพัฒนา ราคาน้ำมันที่สูงได้ทำให้ความต้องการในประเทศที่มีรายได้น้อยลดลง เพราะผู้บริโภคเหล่านี้ไม่สามารถจ่ายราคาสูงได้และต้องลดการใช้พลังงาน ซึ่งในแง่หนึ่งช่วย “จำกัด” ราคาไม่ให้สูงขึ้นไปกว่านี้

ผลกระทบต่อตลาดการเงินและเศรษฐกิจโลก: ลูกโซ่ที่ยาวไกล

การปฏิเสธข้อเสนอของอิหร่านโดย ทรัมป์ และคำเตือนของ เนตันยาฮู ส่งผลกระทบที่เป็นลูกโซ่ต่อตลาดการเงินโลกอย่างรวดเร็ว

ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นกว่า 3% ในวันเดียวนั้นไม่ใช่แค่ตัวเลขในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ แต่คือต้นทุนที่จะถูกส่งต่อไปทั่วระบบเศรษฐกิจในเวลาไม่นาน สายการบิน ที่กำลังแบกรับต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงอยู่แล้วจะต้องแบกรับมากขึ้น Lufthansa ซึ่งประกาศต้นทุนเชื้อเพลิงเพิ่มเติมเกือบ 2,000 ล้านดอลลาร์ในปีนี้จะเห็นตัวเลขนั้นพุ่งสูงขึ้นอีก บริษัทผลิตแผงวงจรพิมพ์ ที่ต้องการ PPE Resin จากโรงกลั่นในอ่าวเปอร์เซียยังคงเผชิญกับการขาดแคลน อุตสาหกรรมปิโตรเคมีทั่วโลก ที่พึ่งพาวัตถุดิบจากตะวันออกกลางก็ยังต้องรับภาระต้นทุนที่สูงต่อไป

สำหรับ ธนาคารกลาง ทั้ง Fed, ECB และ Bank of England ที่กำลังพยายามควบคุมเงินเฟ้อ ราคาพลังงานที่ยังสูงอยู่ทำให้งานของพวกเขายากขึ้น เพราะเงินเฟ้อจากด้านพลังงานนั้นเป็นปัจจัย “Supply-Side” ที่ดอกเบี้ยไม่สามารถแก้ได้โดยตรง แต่การที่เศรษฐกิจถูกกดดันจากพลังงานแพงก็ทำให้การขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมยิ่งอันตรายมากขึ้น

มองไปข้างหน้า: สถานการณ์ที่เป็นไปได้

ด้วยการที่ ทรัมป์ ปฏิเสธข้อเสนออิหร่านและ เนตันยาฮู ส่งสัญญาณชัดเจนว่าต้องการมากกว่าแค่การหยุดยิง โลกกำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่เป็นไปได้หลายทาง

สถานการณ์ที่ดีที่สุด คือการที่ทั้งสองฝ่ายกลับมาสู่โต๊ะเจรจาและพบจุดกึ่งกลางที่ยอมรับได้ โดยอิหร่านยอมรับข้อจำกัดบางอย่างในโครงการนิวเคลียร์เพื่อแลกกับการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรและการถอนทหารสหรัฐฯ การเปิดช่องแคบฮอร์มุซในกรณีนี้จะทำให้ราคาน้ำมันดิ่งลงอย่างรวดเร็ว

สถานการณ์กลางๆ คือการที่สงครามยืดเยื้อต่อไปในระดับความรุนแรงปัจจุบัน โดยไม่มีการยกระดับครั้งใหญ่แต่ก็ไม่มีการยุติ ราคาน้ำมันในกรณีนี้จะยังคงอยู่ในระดับสูงแต่ไม่พุ่งขึ้นอีกมาก

สถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด คือการที่ความขัดแย้งบานปลายขึ้นอีก หาก เนตันยาฮู ตัดสินใจดำเนินการเข้าไปนำวัสดุนิวเคลียร์ออกจากอิหร่าน หรือหากอิหร่านตัดสินใจทวีความรุนแรงในช่องแคบฮอร์มุซ ราคาน้ำมันอาจพุ่งสูงขึ้นมาก จนถึงระดับที่ Moody’s Analytics เคยเตือนว่าจะผลักดันเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอย

บทสรุป: ความหวังที่ถูกเลื่อนออกไปอีกครั้ง ในโลกที่ไม่มีใครรู้ว่าจะสิ้นสุดเมื่อไหร่

การปฏิเสธข้อเสนอของอิหร่านโดย ทรัมป์ และสัญญาณจาก เนตันยาฮู ว่าความขัดแย้งยังไม่สิ้นสุดเป็นการตอกย้ำอีกครั้งว่าเส้นทางสู่สันติภาพในตะวันออกกลางครั้งนี้ยาวและขรุขระกว่าที่ตลาดหวังมาก

สิ่งที่ทำให้สงครามครั้งนี้แตกต่างจากความขัดแย้งทั่วไปคือการมีผู้มีส่วนได้เสียหลายฝ่ายที่มีเป้าหมายและข้อจำกัดที่แตกต่างกัน สหรัฐฯ ต้องการข้อตกลงที่ให้ผลทางการเมืองต่อการเลือกตั้งกลางเทอม อิสราเอลต้องการความปลอดภัยที่ยั่งยืนและการกำจัดภัยคุกคามนิวเคลียร์ อิหร่านต้องการรักษาศักดิ์ศรีของชาติและสิ่งที่ผู้นำมองว่าเป็นสิทธิ์ในการมีโครงการนิวเคลียร์ และโลกทั้งโลกต้องการให้ช่องแคบฮอร์มุซเปิดเพื่อให้พลังงานไหลเวียนได้อีกครั้ง

เมื่อเป้าหมายเหล่านี้ขัดแย้งกันอยู่มาก ความหวังสำหรับข้อตกลงเร็วๆ นี้จึงต้องปรับตามความเป็นจริง ตลาดน้ำมันจะยังคงผันผวนอย่างรุนแรงตามพัฒนาการทางการทูตและการทหารที่เกิดขึ้นทุกวัน และผู้บริโภค ธุรกิจ และผู้กำหนดนโยบายทั่วโลกจะต้องรับมือกับความไม่แน่นอนนี้ต่อไปอีกนาน ตราบใดที่คำถามว่า “ใครได้อะไร” ในการยุติสงครามครั้งนี้ยังไม่มีคำตอบที่ทุกฝ่ายยอมรับได้

Similar Posts

  • |

    วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ: เปิดแล้วจริงหรือแค่มีเงื่อนไข”? เมื่อสหรัฐ–อิหร่านส่งสัญญาณขัดแย้ง โลกพลังงานจึงผันผวนทันที

    สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังคงสร้างความสับสนให้กับตลาดโลก หลังจากที่อิหร่านออกมาประกาศว่า “ช่องแคบฮอร์มุซ” เปิดให้เรือพาณิชย์ผ่านได้ในช่วงหยุดยิงระหว่างอิสราเอลและเลบานอน แต่ในเวลาเดียวกัน สหรัฐอเมริกายังคงยืนยันว่าการปิดล้อมทางทะเลยังมีผลบังคับใช้ ความไม่สอดคล้องกันของข้อมูลจากทั้งสองฝ่าย ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า ช่องแคบฮอร์มุซ “เปิดจริง” หรือเป็นเพียงการเปิดแบบมีเงื่อนไข ซึ่งอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบขนส่งน้ำมันของโลก อิหร่านประกาศเปิดช่องแคบ แต่มีเงื่อนไขแฝง รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน Seyed Abbas Araghchi ระบุว่า การเปิดช่องแคบฮอร์มุซเป็นไปตามข้อตกลงหยุดยิงในเลบานอน โดยเรือพาณิชย์สามารถเดินทางผ่านได้ในช่วงเวลาดังกล่าว อย่างไรก็ตาม รายละเอียดสำคัญอยู่ที่ “เงื่อนไข” ซึ่งกำหนดว่า: วิเคราะห์เชิงลึก การเปิดช่องแคบในลักษณะนี้ ไม่ใช่ “เสรีภาพในการเดินเรือ” อย่างแท้จริง แต่เป็นการควบคุมเชิงยุทธศาสตร์ โดยอิหร่านยังคงถืออำนาจในการคัดกรองและควบคุมการผ่านเข้าออก นั่นหมายความว่า: ในมุมตลาดพลังงาน นี่ถือเป็น “ความเสี่ยงเชิงระบบ” เพราะแม้จะเปิด แต่ก็ไม่สามารถคาดการณ์ได้ สหรัฐยังคงปิดล้อม: ความขัดแย้งเชิงนโยบาย ประธานาธิบดี Donald Trump แสดงความขอบคุณต่ออิหร่านที่เปิดช่องแคบ แต่ในเวลาเดียวกันก็ยืนยันว่า: ต่อมา ทรัมป์ยังกล่าวเพิ่มเติมว่าช่องแคบ “เปิดเต็มรูปแบบ” ซึ่งขัดแย้งกับข้อมูลจากฝั่งอิหร่านเอง วิเคราะห์เชิงลึก สถานการณ์นี้สะท้อน “เกมการเมืองระหว่างประเทศ” อย่างชัดเจน: ความขัดแย้งด้านข้อมูลนี้ส่งผลให้: ฝ่ายนิติบัญญัติอิหร่านโต้แย้งทันที…

  • |

    ตลาดหุ้นเอเชียระส่ำ นิกเกอิดิ่ง-เซตร่วง ขณะนักลงทุนจับตาซัมมิต Trump-Xi และสงครามอิหร่าน

    ตลาดหุ้นเอเชียสัปดาห์นี้ดำเนินไปท่ามกลางความไม่แน่นอนหลายชั้น ทั้งผลลัพธ์ของการประชุมสุดยอด Trump-Xi ณ กรุงปักกิ่ง ความตึงเครียดจากสงครามอิหร่านที่กระทบเส้นทางพลังงานโลก และการตีความนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ดัชนีนิกเกอิ 225 ของญี่ปุ่นปรับตัวลงแตะระดับ 61,644 จุด ในขณะที่ฮั่งเส็งของฮ่องกงเคลื่อนไหวรอบ 25,962 จุด ส่วนดัชนี SET ของไทยปิดที่ 1,517.95 จุด ลดลง 21.17 จุด สะท้อนแรงกดดันรอบด้านที่นักลงทุนต้องเผชิญในช่วงสัปดาห์สำคัญนี้ ซัมมิต Trump-Xi: เหตุการณ์ที่โลกจับตา การเดินทางเยือนปักกิ่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อวันที่ 14-15 พฤษภาคมที่ผ่านมา ถือเป็นการเยือนจีนของผู้นำสหรัฐฯ ที่นั่งตำแหน่งครั้งแรกในรอบเกือบ 10 ปี การเดินทางครั้งนี้ยังมีซีอีโอรายใหญ่ของสหรัฐฯ ร่วมคณะด้วย ไม่ว่าจะเป็นอีลอน มัสก์ จากเทสลา, ทิม คุก จากแอปเปิล, แลร์รี ฟิงก์ จากแบล็คร็อก และเคลลี ออร์เทอร์เบิร์ก ซีอีโอของโบอิ้ง นักวิเคราะห์จาก Goldman Sachs ระบุว่าการพูดคุยครั้งนี้มีแนวโน้มมุ่งเน้นประเด็นการค้าและการควบคุมการส่งออก ครอบคลุมทั้งภาษีศุลกากร…

  • | |

    Deloitte มอบใบรับรองความปลอดภัยสูงสุดให้ Chainlink กลายเป็นแพลตฟอร์ม Oracle คริปโตเดียวที่มีสถานะ SOC 2 Type 2

    ในโลกของการเงินสถาบันที่ให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือและการปฏิบัติตามกฎระเบียบเหนือสิ่งอื่นใด การได้รับใบรับรองจากบริษัทตรวจสอบบัญชีชั้นนำระดับโลกถือเป็นก้าวสำคัญที่เปิดประตูสู่โอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ และนั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับ Chainlink เมื่อ Deloitte and Touche LLP ประกาศเสร็จสิ้นการตรวจสอบ SOC 2 Type 2 สำหรับ Chainlink CCIP และ Data Feeds รวมถึง Price Feeds และ SmartData Feeds อย่าง Proof of Reserve และ Net Asset Value การตรวจสอบนี้ดำเนินการตามมาตรฐานการรับรองที่กำหนดโดย American Institute of Certified Public Accountants (AICPA) ซึ่งเป็นมาตรฐานเดียวกับที่ใช้ทั่วทั้งอุตสาหกรรมบริการทางการเงินแบบดั้งเดิม ผลลัพธ์ที่ได้คือ Chainlink กลายเป็น แพลตฟอร์ม Oracle ด้านข้อมูลและการทำงานร่วมกันเพียงรายเดียวในอุตสาหกรรม Blockchain ที่ถือใบรับรอง SOC 2 Type 2,…

  • | |

    GraniteShares เลื่อนเปิดตัว ETF XRP แบบ 3 เท่าครั้งที่ 5 ดันวันเปิดตัวไปถึง 7 พฤษภาคม

    ในวงการสินทรัพย์ดิจิทัลที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว การเปิดตัวผลิตภัณฑ์การลงทุนใหม่ๆ มักต้องผ่านกำแพงกำกับดูแลที่ซับซ้อนและไม่แน่นอน และนั่นคือสิ่งที่ GraniteShares กำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ บริษัทจัดการกองทุนรายนี้ได้เลื่อนการเปิดตัว ETF XRP แบบ Long 3 เท่า และ Short 3 เท่า รายวัน ออกไปจากวันที่ 23 เมษายน เป็น 7 พฤษภาคม นับเป็นการเลื่อนครั้งที่ห้าในช่วงเวลาเพียงสามสัปดาห์ และยิ่งตอกย้ำคำถามที่คาใจนักลงทุนและวงการคริปโตว่า สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ หรือ SEC จะอนุมัติผลิตภัณฑ์คริปโตแบบ Leverage 3 เท่าหรือไม่ ภายใต้กรอบกฎหมายเดิมที่เคยใช้ปฏิเสธผลิตภัณฑ์ลักษณะเดียวกันของ ProShares ไปเมื่อเดือนธันวาคม 2568 ประวัติการเลื่อน: ห้าครั้งในสามสัปดาห์ การเลื่อนครั้งล่าสุดนี้ดำเนินการผ่านการยื่นเอกสาร Rule 485 ภายใต้พระราชบัญญัติหลักทรัพย์ปี 2476 ซึ่งเป็นช่องทางที่อนุญาตให้ผู้ออกกองทุนสามารถเปลี่ยนวันเปิดตัวได้โดยไม่ต้องเริ่มกระบวนการตรวจสอบของหน่วยงานกำกับดูแลใหม่ทั้งหมดตั้งแต่ต้น เส้นทางการเลื่อนมีดังนี้ เริ่มต้นจากวันที่ 2 เมษายน เลื่อนไปเป็น 9 เมษายน จากนั้นเป็น 16 เมษายน…

  • |

    Lufthansa แบกต้นทุนเชื้อเพลิงพิเศษเกือบ 2,000 ล้านดอลลาร์ จากผลพวงความขัดแย้งตะวันออกกลาง

    ในขณะที่สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังคงดำเนินต่อไปโดยไม่มีสัญญาณยุติที่ชัดเจน ผลกระทบกำลังแผ่ขยายออกไปไกลกว่าที่หลายคนคาดการณ์ไว้ และกำลังโจมตีอุตสาหกรรมที่ไม่ใช่ผู้เล่นโดยตรงในความขัดแย้งแต่กลับต้องรับภาระหนักที่สุดรายหนึ่ง นั่นคือ อุตสาหกรรมการบิน Lufthansa สายการบินที่ใหญ่ที่สุดของเยอรมนีและหนึ่งในสายการบินที่ใหญ่ที่สุดในโลก รายงานผลประกอบการไตรมาสแรกในวันพุธพร้อมกับตัวเลขที่น่าตกใจ นั่นคือบริษัทคาดว่าจะแบกรับต้นทุนเชื้อเพลิงเพิ่มเติม 1,700 ล้านยูโร หรือเกือบ 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2569 อันเป็นผลโดยตรงจากวิกฤตพลังงานที่เกิดจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ตัวเลขนี้ไม่ใช่แค่ความท้าทายทางธุรกิจของ Lufthansa เท่านั้น แต่คือสัญญาณเตือนระบบสำหรับอุตสาหกรรมการบินยุโรปและผู้บริโภคที่อาจต้องจ่ายค่าตั๋วแพงขึ้นในฤดูท่องเที่ยวที่กำลังมาถึงในไม่ช้า ผลประกอบการไตรมาสแรก: ดีกว่าปีที่แล้วแต่เมฆฝนกำลังก่อตัว ในแง่ผลประกอบการพื้นฐาน Lufthansa รายงานตัวเลขที่น่าพอใจ โดย กำไร EBIT ปรับปรุง พุ่งขึ้นมาอยู่ที่ 612 ล้านยูโร และ รายได้รวม เพิ่มขึ้น 8% จาก 8,100 ล้านยูโรในปีก่อนมาอยู่ที่ 8,700 ล้านยูโร (ประมาณ 10,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ตัวเลขเหล่านี้ดูดีบนกระดาษ แต่ Carsten Spohr CEO ของ Lufthansa เลือกที่จะพูดถึงอนาคตมากกว่าอดีตในแถลงการณ์ของเขา “ในไตรมาสแรก…

  • |

    อิหร่านยึดเรือ 2 ลำในช่องแคบฮอร์มุซ หลังสหรัฐฯ ขยายเวลาหยุดยิง

    กองทัพเรือของอิหร่านได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันพุธว่า ได้เข้ายึดเรือบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์จำนวน 2 ลำใน “ช่องแคบฮอร์มุซ” (Strait of Hormuz) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเส้นทางเดินเรือเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของโลก หลังจากที่สหรัฐอเมริกาได้ประกาศขยายเวลาหยุดยิงกับอิหร่านออกไป และในขณะที่นักการทูตกำลังเร่งผลักดันให้ทั้งสองฝ่ายกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาสันติภาพเพื่อลดความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน (IRGC Navy) ระบุผ่านสื่อของรัฐว่า การยึดเรือทั้งสองลำเกิดขึ้นจากข้อกล่าวหาว่าเรือดังกล่าวได้ละเมิดกฎระเบียบด้านการเดินเรือระหว่างประเทศ ก่อนจะถูกควบคุมและนำไปยังชายฝั่งอิหร่าน อย่างไรก็ตาม สำนักข่าว CNBC ระบุว่ายังไม่สามารถยืนยันข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ดังกล่าวจากแหล่งอิสระได้ในขณะนี้ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นไม่นานหลังจากหน่วยงานด้านการเดินเรือของสหราชอาณาจักร (UK Maritime Trade Operations – UKMTO) รายงานว่า เรือสินค้าหลายลำถูกโจมตีในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางที่มีความสำคัญต่อการขนส่งพลังงานโลกอย่างยิ่ง ขณะที่สื่อของอิหร่านยังระบุเพิ่มเติมว่าอาจมีเรืออีกลำหนึ่งถูกโจมตีโดยกองกำลังทหารของอิหร่านเช่นกัน ความตึงเครียดด้านความมั่นคงทางทะเลและผลกระทบต่อพลังงานโลก รายงานระบุว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent Crude Futures) สำหรับการส่งมอบเดือนมิถุนายนปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.5% มาอยู่ที่ 99.03 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากเคยพุ่งทะลุระดับ 100 ดอลลาร์ในช่วงสั้น ๆ ก่อนจะอ่อนตัวลงเล็กน้อย ขณะที่น้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ของสหรัฐก็ปรับขึ้น 0.5% มาอยู่ที่ 90.13 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *