เศรษฐกิจโลกสั่นคลอน: สงครามตะวันออกกลาง เงินเฟ้อพุ่ง และยุคใหม่ของธนาคารกลางสหรัฐฯ

เศรษฐกิจโลกสั่นคลอน: สงครามตะวันออกกลาง เงินเฟ้อพุ่ง และยุคใหม่ของธนาคารกลางสหรัฐฯ

เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับบทพิสูจน์ครั้งสำคัญในรอบหลายปี เมื่อสงครามในตะวันออกกลางปะทุขึ้นต้นปี 2569 ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะลุระดับ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล กระตุ้นให้เงินเฟ้อทั่วโลกกลับมาเร่งตัวอีกครั้ง ขณะที่ธนาคารกลางสำคัญต่าง ๆ ยังคงต้องเดินหน้าต่อสู้กับแรงกดดันด้านราคา ท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจ และการเปลี่ยนตัวประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ ครั้งประวัติศาสตร์

วิกฤตพลังงานจากตะวันออกกลาง: ตัวแปรที่พลิกทุกสมการ

จุดเริ่มต้นของความปั่นป่วนในปีนี้มาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการส่งออกพลังงานโลก โดยเฉพาะการปิดช่องแคบ Hormuz ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันดิบทางทะเลราว 35% ของโลก

ธนาคารโลกระบุในรายงาน Commodity Markets Outlook ประจำเดือนเมษายนว่า การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและการหยุดชะงักของการขนส่งในช่องแคบ Hormuz ก่อให้เกิดการลดลงของอุปทานน้ำมันโลกครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยอุปทานลดลงในช่วงแรกประมาณ 10 ล้านบาร์เรลต่อวัน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบสูงขึ้นกว่า 50% เมื่อเทียบกับต้นปี

Indermit Gill หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารโลก ให้ความเห็นไว้อย่างตรงไปตรงมาว่า “สงครามกำลังกระทบเศรษฐกิจโลกเป็นระลอก ๆ ต่อเนื่องกัน ทั้งจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น ราคาอาหารที่ตามมา และสุดท้ายเงินเฟ้อที่จะดันดอกเบี้ยขึ้นและทำให้หนี้แพงขึ้นอีก คนจนที่สุดจะได้รับผลกระทบหนักที่สุด เพราะต้องใช้รายได้ส่วนใหญ่ไปกับอาหารและพลังงาน”

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจโลกในรายงาน World Economic Outlook เดือนเมษายน โดยในกรณีฐาน ซึ่งสมมติว่าความขัดแย้งไม่ยืดเยื้อและราคาพลังงานเพิ่มขึ้น 19% IMF คาดว่าการเติบโตของเศรษฐกิจโลกปี 2569 จะอยู่ที่ 3.1% เท่านั้น พร้อมกับเงินเฟ้อโลกที่ 4.4% ซึ่งเบี่ยงเบนอย่างมากจากแนวโน้มลดลงของเงินเฟ้อในช่วงก่อนหน้า

ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดิบ Brent ปิดตลาดใกล้ระดับ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งสูงกว่าช่วงก่อนสงครามประมาณ 50% และดัชนีราคาของ ISM ภาคการผลิตพุ่งขึ้นแตะ 84.6 ในเดือนเมษายน สูงสุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2565

เฟดยุคใหม่: Kevin Warsh รับไม้ต่อกลางพายุเงินเฟ้อ

หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญที่สุดในแวดวงนโยบายการเงินของสัปดาห์นี้คือการเปลี่ยนตัวประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการ โดยวุฒิสภาสหรัฐฯ มีมติยืนยัน Kevin Warsh ด้วยคะแนน 54-45 เสียง เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2569 ซึ่งเป็นการลงคะแนนที่ตึงเครียดที่สุดในประวัติศาสตร์การแต่งตั้งประธานเฟด และ Warsh เข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม หลังจากที่ Jerome Powell สิ้นสุดวาระลง

Powell ยังคงดำรงตำแหน่งกรรมการเฟดต่อไปเนื่องจากวาระในฐานะ Governor ยังไม่หมดจนถึงปี 2571 ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 80 ปีที่อดีตประธานเฟดกลับมานั่งเป็นกรรมการปกติ

ก่อนหน้านี้ การประชุม FOMC เดือนเมษายนที่น่าจะเป็นครั้งสุดท้ายในการนำของ Powell นั้นมีความเห็นแตกแยกกันผิดปกติ โดยมีกรรมการถึง 4 คนที่ไม่เห็นด้วยกับมติ ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2535 เฟดลงมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 3.5-3.75% พร้อมระบุในแถลงการณ์ว่าการพัฒนาการในตะวันออกกลางกำลังสร้างความไม่แน่นอนสูงต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ

นักกลยุทธ์ของ JPMorgan Chase คาดว่า Warsh จะยังคงนโยบายต่อเนื่องจาก Powell ในระยะใกล้ โดยมีแนวโน้มที่จะผ่อนคลายนโยบายในลักษณะเดียวกัน อย่างไรก็ตาม เขาเข้ารับตำแหน่งในช่วงที่เงินเฟ้อพุ่งสูงสุดในรอบสามปี ซึ่งวิ่งเกินเป้าหมาย 2% ของเฟดมาหลายเดือนแล้ว

ข้อมูลเงินเฟ้อล่าสุดยิ่งซ้ำเติมความท้าทาย โดยราคาผู้ผลิต (Wholesale Prices) พุ่งขึ้น 6% ในเดือนเมษายน ส่วนใหญ่เป็นผลจากราคาพลังงาน ขณะที่ OECD คาดการณ์ว่าเงินเฟ้อสหรัฐฯ ทั้งปี 2569 จะอยู่ที่ 4.2% สูงกว่าตัวเลขที่เฟดประมาณการไว้เองที่ 2.7% อย่างมาก

ธนาคารกลางยุโรปและเอเชีย: ต่างกรรมต่างวาระ

ฝั่งยุโรป ธนาคารกลางยุโรป (ECB) เลือกคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 2% ตามที่ตลาดคาด ECB แสดงความกังวลต่อแนวโน้มที่ไม่แน่นอน พร้อมระบุว่าเส้นทางเงินเฟ้อและสภาวะเศรษฐกิจกว้าง ๆ ยังไม่ถึงจุดที่ต้องปรับดอกเบี้ยในการประชุมนี้

Deutsche Bank ประเมินว่า ECB จะคงดอกเบี้ยที่ 2% ตลอดปี 2569 โดยการปรับขึ้นครั้งต่อไปน่าจะเป็นการขึ้นดอกเบี้ยในกลางปี 2570 ซึ่งจะถูกขับเคลื่อนโดยการขยายงบประมาณทางการคลัง ตลาดแรงงานที่ตึงตัว และความเสี่ยงเงินเฟ้อในอนาคตที่สูงเกินเป้า

ฝั่งเอเชีย ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) เดินหน้าในทิศทางที่แตกต่างออกไป โดยBOJ คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.75% ด้วยคะแนน 6 ต่อ 3 ขณะที่ปรับลดคาดการณ์การเติบโตปีงบประมาณ 2569 ลงเหลือ 0.5% จาก 1.0% และปรับขึ้นคาดการณ์เงินเฟ้อ Core เป็น 2.8% จาก 1.9%

Shigeto Nagai นักเศรษฐศาสตร์ญี่ปุ่นจาก Oxford Economics ให้สัมภาษณ์กับ CNBC ว่าญี่ปุ่นอาจเผชิญกับ “ภาวะ stagflation เบา ๆ” ในปีนี้ โดยรายได้ที่แท้จริงของครัวเรือนติดลบมาสักระยะ ขณะที่เงินเฟ้อน่าจะอยู่เหนือ 2% ท่ามกลางการเติบโตที่ชะลอตัว

นอร์เวย์เป็นหนึ่งในธนาคารกลางที่ตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยในเดือนพฤษภาคมเพื่อสกัดเงินเฟ้อ ขณะที่ออสเตรเลียก็ขึ้นดอกเบี้ย 25 bps ในเดือนมีนาคม อ้างแรงกดดันเงินเฟ้อจากการใช้ทรัพยากรที่ตึงตัว

ตลาดการเงิน: ความขัดแย้งระหว่างตัวเลขและความเป็นจริง

หนึ่งในปรากฏการณ์ที่น่าสนใจที่สุดในปีนี้คือการที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่งอยู่ท่ามกลางข่าวร้ายต่าง ๆ ข้อมูลจาก Crestwood Advisors ชี้ว่าผลประกอบการไตรมาส 1 ของ S&P 500 ที่รายงานออกมานั้นดีกว่าคาดอย่างมีนัยสำคัญ โดยอัตราการเติบโตของกำไรแบบ blended อยู่ที่ 15.1% ซึ่งสูงกว่าที่คาดไว้ที่ 13.1% และบริษัทถึง 84% ของที่รายงานแล้วทำกำไรต่อหุ้นสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์

อย่างไรก็ตาม Vanguard เตือนว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้ผลักให้ธนาคารกลางทั่วโลกเข้าสู่ “ดินแดนที่ไม่คุ้นเคย” โดยราคาน้ำมันที่ดีดขึ้นเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลนับตั้งแต่เริ่มขัดแย้ง ทำให้ธนาคารกลางต้องเผชิญกับโจทย์ยากว่าจะตอบสนองอย่างไรเมื่อเงินเฟ้อพุ่งขึ้นพร้อมกับการเติบโตที่ชะลอตัว ซึ่งนี่คือการช็อคแบบ Stagflation ที่ชัดเจน

ตลาดตราสารหนี้ส่งสัญญาณว่าเฟดจะคงดอกเบี้ยตลอดปี 2569 ขณะที่ ECB และ Bank of England อาจขึ้นดอกเบี้ย 25 bps ถึง 3 ครั้ง และหากราคาพลังงานเริ่มปรับลดลงในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ธนาคารกลางต่าง ๆ อาจกลับมาลดดอกเบี้ยอีกครั้งในปลายปี 2570

สัญญาณเตือนและมุมมองผู้เชี่ยวชาญ

OECD ในรายงานล่าสุดเน้นย้ำว่าเฟดและธนาคารกลางทั่วโลกต้อง “ตื่นตัวอยู่เสมอ” ต่อภัยคุกคามจากเงินเฟ้อ โดยระบุว่าการพุ่งขึ้นของราคาพลังงานจากฝั่งอุปทานนั้นสามารถ “มองข้ามไปได้” หากความคาดหวังเงินเฟ้อยังยึดโยงดี แต่อาจต้องปรับนโยบายหากเห็นสัญญาณของแรงกดดันราคาในวงกว้าง

IMF ยังระบุด้วยว่าธนาคารกลางทั่วโลกสามารถ “มองข้าม” การพุ่งขึ้นของราคาพลังงานได้ตราบเท่าที่ความคาดหวังเงินเฟ้อยังยึดโยงดี แต่ต้องการให้ฝ่ายนโยบายการคลังหลีกเลี่ยงการอัดฉีดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจในยามที่เงินเฟ้อกำลังเพิ่มขึ้น เพื่อไม่ให้ซ้ำเติมงานของธนาคารกลาง

ด้านการเปรียบเทียบกับวิกฤตทศวรรษ 1970 ที่หลายคนกังวล Crestwood Advisors ชี้ให้เห็นความแตกต่างสำคัญว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปัจจุบันใช้น้ำมันต่อหน่วย GDP น้อยลงกว่าครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับปี 2516 ดังนั้นการช็อคราคาน้ำมันในระดับเดียวกันจึงส่งผลกระทบต่อ GDP และเงินเฟ้อ Core น้อยกว่าในอดีตอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ความคาดหวังเงินเฟ้อระยะยาวยังคงยึดโยงอยู่ใกล้เป้าหมาย 2% ของเฟด

ผลกระทบต่อนักลงทุนไทยและกลยุทธ์รับมือ

สำหรับนักลงทุนไทย ความปั่นป่วนของเศรษฐกิจโลกในครั้งนี้ส่งผลกระทบผ่านหลายช่องทางที่ควรติดตามอย่างใกล้ชิด

ราคาพลังงานและต้นทุนในประเทศ: ไทยเป็นผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ การที่ราคาน้ำมันยังคงสูงกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลย่อมส่งแรงกดดันต่อต้นทุนการผลิต ราคาสินค้า และดุลการค้าของไทยโดยตรง

อัตราดอกเบี้ยและค่าเงิน: การที่เฟดอยู่ในโหมด “hold” ที่ 3.5-3.75% ยังคงดึงดูดกระแสเงินทุนสู่สินทรัพย์ดอลลาร์ ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องชั่งน้ำหนักระหว่างการรักษาส่วนต่างดอกเบี้ยกับการสนับสนุนการเติบโตในประเทศ

ตลาดหุ้น: แม้ S&P 500 จะสามารถฟื้นตัวได้อย่างน่าประหลาดใจ แต่ตลาดหุ้นไทยมีความอ่อนไหวต่อการไหลออกของเงินทุนต่างชาติสูง นักลงทุนควรพิจารณาถือครองสินทรัพย์ที่ป้องกันเงินเฟ้อ เช่น หุ้นกลุ่มพลังงาน โภคภัณฑ์ และ REITs ควบคู่กับการกระจายความเสี่ยงในสกุลเงินต่างประเทศ

ทองคำ: ในบรรยากาศที่ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงสูง ธนาคารโลกระบุว่าราคาโลหะมีค่าอาจเพิ่มขึ้นถึง 42% ในปี 2569 เนื่องจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ผลักดันความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย ทองคำจึงยังคงเป็นตัวเลือกเพื่อการป้องกันความเสี่ยงที่น่าสนใจ

บทสรุป: โลกที่ซับซ้อนยิ่งกว่าเดิม

เศรษฐกิจโลกในปี 2569 กำลังเดินอยู่บนเส้นทางที่แคบและเต็มไปด้วยอุปสรรค การที่ Kevin Warsh เข้ารับตำแหน่งประธานเฟดท่ามกลางเงินเฟ้อที่สูงกว่าเป้าหมาย ราคาพลังงานที่ผันผวน และความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังไม่จบสิ้น ถือเป็นโจทย์ที่ยากที่สุดของธนาคารกลางที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก

ขณะเดียวกัน สัญญาณบวกยังคงมีอยู่บ้าง ทั้งผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่ยังแข็งแกร่ง ตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่ยังทรงตัว และความเชื่อมั่นจากตลาดว่าภาวะ Stagflation เต็มรูปแบบแบบปี 1970 จะไม่เกิดขึ้นซ้ำ

สำหรับนักลงทุนไทย สิ่งสำคัญในเวลานี้คือการติดตามสัญญาณจาก 3 ด้านหลัก ได้แก่ ทิศทางราคาน้ำมันหลังจากช่องแคบ Hormuz คลี่คลาย, แนวทางนโยบายของ Warsh ในการประชุม FOMC ครั้งแรกเดือนมิถุนายน และท่าทีของธนาคารแห่งประเทศไทยต่อแรงกดดันเงินเฟ้อในประเทศ ซึ่งทั้งสามปัจจัยนี้จะเป็นตัวกำหนดทิศทางตลาดการเงินไทยในช่วงที่เหลือของปีนี้

Similar Posts

  • |

    สหรัฐฯ เปิดเผยโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันชักธงอิหร่านสองลำที่พยายามฝ่าการปิดล้อม

    ในวันศุกร์ที่โลกกำลังรอคำตอบจากเตหะรานเกี่ยวกับข้อเสนอสันติภาพ กองทัพสหรัฐฯ ออกมาเปิดเผยว่าได้โจมตี เรือบรรทุกน้ำมันที่ชักธงอิหร่านสองลำ ในอ่าวโอมาน โดยป้องกันไม่ให้เรือเหล่านั้นเข้าสู่ท่าเรือของอิหร่านในลักษณะที่ละเมิดการปิดล้อมทางเรือของสหรัฐฯ กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ออกแถลงการณ์พร้อมวิดีโอที่ไม่ได้จัดชั้นความลับของการโจมตีทั้งสองครั้ง ระบุว่าเครื่องบินรบของสหรัฐฯ “ทำให้เรือบรรทุกน้ำมันทั้งสองลำใช้งานไม่ได้หลังจากยิงอาวุธนำวิถีที่แม่นยำเข้าไปที่ปล่องควันของพวกมัน” การโจมตีครั้งนี้ไม่ใช่ปฏิบัติการที่เกิดขึ้นโดดๆ แต่เป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการทางทหารหลายชุดในสัปดาห์เดียวกันที่กำลังบ่อนทำลายการหยุดยิงที่เปราะบางระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน แม้ว่าประธานาธิบดี Donald Trump จะยืนกรานว่าการหยุดยิงชั่วคราวยังคงมีผลบังคับใช้อยู่ สัปดาห์แห่งการปะทะ: เส้นเวลาของเหตุการณ์ เพื่อเข้าใจบริบทของการโจมตีครั้งนี้อย่างถ่องแท้ จำเป็นต้องย้อนดูสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นสัปดาห์ที่วงจร “หยุด-เริ่ม” ของสงครามนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนที่สุด ในต้นสัปดาห์ มีสัญญาณบวกจากการที่ Axios รายงานว่าสหรัฐฯ และอิหร่านกำลังเข้าใกล้บันทึกความเข้าใจ 14 ประเด็นที่จะยุติสงคราม Trump ระงับ “Project Freedom” โดยอ้างความคืบหน้าในการเจรจา และตลาดหุ้นพุ่งขึ้นขณะที่ราคาน้ำมันดิ่งลง แต่จากนั้นในวันพฤหัสบดี กองกำลังสหรัฐฯ และอิหร่าน เปิดฉากยิงใส่กันในช่องแคบฮอร์มุซ โดยต่างฝ่ายต่างกล่าวหาอีกฝ่ายว่าเริ่มก่อน Trump เรียกการปะทะนั้นว่า “การตบแก้มเบาๆ” แต่ยังคงขู่โจมตีเพิ่มเติมหากอิหร่านไม่ยอมรับข้อตกลงนิวเคลียร์ และในวันศุกร์ สหรัฐฯ โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันอิหร่านสองลำในอ่าวโอมาน ขณะที่ Rubio กำลังบอกสื่อในกรุงโรมว่าคาดหวังการตอบสนองจากอิหร่านเรื่องข้อเสนอสันติภาพ “ภายในวันนี้” ความย้อนแย้งของภาพนี้…

  • สงครามการค้า-คว่ำบาตรรัสเซียชุด 20 กระทบเศรษฐกิจโลกและไทยปี 2569

    เศรษฐกิจโลกในปี 2569 กำลังเผชิญกับแรงกดดันจากหลายทิศทางพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีนที่ยังคุกรุ่น มาตรการคว่ำบาตรรัสเซียที่ทวีความเข้มข้นขึ้นเป็นชุดที่ 20 ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่กระทบเส้นทางการค้าทางทะเล ไปจนถึงห่วงโซ่อุปทานโลกที่กำลังถูกวาดแผนที่ใหม่ทั้งหมด ทั้งหมดนี้กำลังส่งผลกระทบลึกลงมาถึงภาคส่งออกไทย ซึ่ง IMF และธนาคารแห่งประเทศไทยต่างเตือนว่าอาจทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำสุดในรอบสามทศวรรษนับจากวิกฤตต้มยำกุ้ง ภาพรวมที่ดูเหมือนซับซ้อนนี้มีแกนกลางเดียวกันคือ โลกกำลังแตกออกเป็นหลายขั้วทางเศรษฐกิจ และประเทศกำลังพัฒนาที่พึ่งพาการค้าระหว่างประเทศอย่างไทยกำลังยืนอยู่กลางพายุ สงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน: จากสงครามภาษีสู่สงครามเทคโนโลยีและทรัพยากรยุทธศาสตร์ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ดูเหมือนจะยังคงรักษา “ข้อตกลงสงบศึกที่เปราะบาง” ในสงครามการค้าโลกนี้ไว้ได้หลังการประชุมสุดยอดที่ปักกิ่งในเดือนพฤษภาคม โดยผู้เชี่ยวชาญระบุว่าการแยกตัวออกจากกันอย่างสมบูรณ์ระหว่างสองเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลกยังไม่น่าจะเกิดขึ้น แต่ภาษีนำเข้าสูง ข้อจำกัดด้านแร่ธาตุหายาก และการควบคุมการส่งออกเทคโนโลยียังคงเป็นจุดที่ยังตกลงกันไม่ได้ สแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ด ประเมินว่าความตึงเครียดในสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีนที่เลวร้ายที่สุดน่าจะผ่านพ้นไปแล้ว หลังสหรัฐฯ และจีนบรรลุข้อตกลงลดภาษีในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดยสหรัฐฯ จะปรับลดอัตราภาษีจาก 145% เหลือ 30% ส่วนจีนจะลดภาษีตอบโต้จาก 125% เหลือ 10% ทั้งสองฝ่ายยังตกลงระงับภาษีเพิ่มเติม 24% เป็นเวลา 90 วัน แต่ตลาดมองว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเจรจาที่ยาวและขรุขระ อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญชี้ชัดว่านี่ไม่ใช่แค่สงครามการค้าอีกต่อไป แต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางเศรษฐกิจในวงกว้าง โดย IMF คาดการณ์ว่าการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปี…

  • |

    ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ผันผวนหนัก! น้ำมันพุ่งแตะ 111 ดอลลาร์ ทองคำทรงตัวใกล้ 4,500 ดอลลาร์ ท่ามกลางวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซที่ยังไม่คลี่คลาย

    ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์โลกยังคงถูกแรงกดดันจากความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์อย่างหนักในสัปดาห์นี้ โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์แตะระดับ 110-112 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ทองคำสปอตปรับตัวลงมาซื้อขายที่แถว 4,468-4,542 ดอลลาร์ต่อออนซ์หลังพุ่งทำสถิติสูงสุดตลอดกาลที่ 5,595 ดอลลาร์ในช่วงปลายเดือนมกราคม 2569 สถานการณ์ที่กดดันตลาดมากที่สุดในขณะนี้คือการยังคงปิดตัวอยู่ของช่องแคบฮอร์มุซ หนึ่งในเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลก ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อนักลงทุนทั่วโลก รวมถึงนักลงทุนไทยที่ต้องเผชิญกับทั้งต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นและค่าเงินบาทที่ผันผวน วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ: บ่อเกิดแห่งความผันผวนของตลาดพลังงานโลก ช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางน้ำแคบที่คั่นระหว่างอ่าวเปอร์เซียกับทะเลอาหรับ ซึ่งเดิมมีน้ำมันดิบไหลผ่านมากถึงเกือบ 20% ของปริมาณน้ำมันที่ซื้อขายทั่วโลก ถูกปิดโดยพฤตินัยมาตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ภายหลังการโจมตีทางทหารของสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่าน และยังคงเป็นชนวนความตึงเครียดที่กดดันตลาดพลังงานโลกมาอย่างต่อเนื่อง สำนักงานพลังงานสากล (IEA) รายงานว่า อุปทานน้ำมันโลกลดลงอีก 1.8 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนเมษายน สู่ระดับ 95.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยนับตั้งแต่ต้นปีจนถึงขณะนี้ สูญเสียกำลังผลิตรวมไปแล้วกว่า 12.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะที่ประเทศในอ่าวเปอร์เซียที่ได้รับผลกระทบจากการปิดช่องแคบมีกำลังผลิตต่ำกว่าช่วงก่อนสงครามถึง 14.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน ด้านสำนักงานสารสนเทศพลังงานของสหรัฐฯ (EIA) ประเมินในรายงานประจำเดือนพฤษภาคมว่า ราคาน้ำมันเบรนท์เฉลี่ยในเดือนเมษายนแตะระดับ 117 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งนับเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2565 ที่รัสเซียบุกยูเครน โดย EIA ระบุว่า ช่วงราคาสูงสุดในเดือนเมษายนแตะที่…

  • วิกฤตศรัทธาข้ามมหาสมุทร: เมื่อ “ทรัมป์” ขู่แยกทาง NATO เซ่นปมสงครามอิหร่านและดีลกรีนแลนด์

    วิเคราะห์เจาะลึกสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และองค์การนาโต้ (NATO) พร้อมบทแปลสรุปจากเหตุการณ์ล่าสุด เพื่อให้เห็นภาพรวมของรอยร้าวทางการเมืองระดับโลกที่กำลังสั่นคลอนเสถียรภาพความมั่นคงในปัจจุบัน การพบกันระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และนายมาร์ค รุตเตอ เลขาธิการนาโต้ ณ ทำเนียบขาวเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ไม่ได้เป็นเพียงการหารือตามวาระปกติ แต่ได้กลายเป็นสมรภูมิทางคำพูดที่สะท้อนถึงวิกฤตการณ์ที่ลึกซึ้งที่สุดในประวัติศาสตร์ของพันธมิตรทางการทหารที่มีมายาวนานกว่า 7 ทศวรรษ 1. สรุปสถานการณ์: คำขาดจากทำเนียบขาว ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดฉากโจมตีนาโต้อย่างดุเดือดผ่านโซเชียลมีเดีย Truth Social หลังจากเสร็จสิ้นการหารือลับนานกว่า 2 ชั่วโมงกับมาร์ค รุตเตอ โดยทรัมป์ระบุว่า “NATO ไม่เคยอยู่ตรงนั้นยามที่เราต้องการพวกเขา และพวกเขาก็จะไม่มาช่วยเราหากเราต้องการพวกเขาอีกครั้ง” ชนวนเหตุสำคัญมาจากความไม่พอใจที่สมาชิกนาโต้ส่วนใหญ่ปฏิเสธที่จะเข้าร่วมกับสหรัฐฯ และอิสราเอลในปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน ทรัมป์ถึงขั้นประกาศว่าการถอนตัวของอเมริกาออกจากนาโต้นั้น “เป็นมากกว่าแค่การพิจารณาใหม่” (Beyond reconsideration) ซึ่งหมายความว่าเขามีแผนการที่ชัดเจนและพร้อมจะดำเนินการทันทีหากความต้องการของเขาไม่ได้รับการตอบสนอง นอกจากนี้ ทรัมป์ยังแสดงความเกรี้ยวกราดย้อนไปถึงประเด็นที่เดนมาร์กปฏิเสธข้อเสนอขอซื้อเกาะกรีนแลนด์ของเขา โดยระบุว่า “จำกรีนแลนด์ได้ไหม ไอ้น้ำแข็งก้อนใหญ่ที่บริหารจัดการห่วยแตกนั่นน่ะ!!!” ซึ่งเป็นการตอกย้ำว่าเขามองความสัมพันธ์ระหว่างประเทศผ่านมุมมองของธุรกิจและผลประโยชน์ส่วนตนมากกว่าหลักการพันธมิตรแบบดั้งเดิม 2. เจาะลึกรายละเอียดเพิ่มเติม: บริบทโลกปี 2026 และรอยร้าวที่ยากจะประสาน เพื่อให้ได้บทความที่ครอบคลุมทุกมิติของวิกฤตการณ์นี้ เราต้องพิจารณาปัจจัยแวดล้อมที่ทำให้สถานการณ์ในปี 2026 ทวีความรุนแรงกว่าช่วงวาระแรกของทรัมป์:…

  • | |

    เกาหลีใต้ทดลองใช้ “เงินฝากโทเคน” สำหรับงบประมาณภาครัฐ: วิเคราะห์เชิงลึกถึงอนาคตของระบบการคลังดิจิทัล

    เกาหลีใต้กำลังก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของระบบการเงินภาครัฐ ด้วยการนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาประยุกต์ใช้ผ่าน “เงินฝากในรูปแบบโทเคน” (Tokenized Bank Deposits) เพื่อใช้ในค่าใช้จ่ายด้านปฏิบัติการของรัฐบาล โครงการนี้ไม่ใช่เพียงการทดลองเทคโนโลยีใหม่ แต่สะท้อนถึงการเปลี่ยนโครงสร้างของ “วิธีที่รัฐใช้เงิน” อย่างมีนัยสำคัญ ภาพรวมโครงการ: จากระบบบัตร → สู่ระบบเงินดิจิทัลที่ตั้งเงื่อนไขได้ ตามข้อมูลจาก Ministry of Economy and Finance South Korea (MOEF) ระบุว่า: การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ ระบบเดิม: ระบบใหม่: วิเคราะห์เชิงลึก นี่คือการเปลี่ยนจาก “ระบบตรวจสอบ” → “ระบบควบคุม” ผลกระทบเชิงโครงสร้าง: Tokenized Deposits คืออะไร และทำไมจึงสำคัญ ลักษณะของเงินฝากโทเคน ธนาคารที่เข้าร่วม รวมทั้งหมด 9 ธนาคารหลักของประเทศ วิเคราะห์: Tokenized Deposit vs Stablecoin vs CBDC 1. เทียบกับ Stablecoin ประเด็น Tokenized…

  • |

    โลกในเงาสงคราม: เมื่อภูมิรัฐศาสตร์ฉีกแผนที่การค้าโลกใหม่อีกครั้ง

    ณ ขณะที่ประธานาธิบดี Donald Trump และประธานาธิบดี Xi Jinping กำลังนั่งคุยกันที่มหาศาลาประชาชนในกรุงปักกิ่งเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา โลกภายนอกกำลังจับตามองด้วยความกังวลที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในรอบหลายทศวรรษ การประชุมสุดยอดสองวันครอบคลุมประเด็นการค้า ภาษีนำเข้า ไต้หวัน อิหร่าน และปัญญาประดิษฐ์ แต่พื้นหลังของการเจรจาครั้งนี้คือภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลกที่กำลังถูกฉีกทิ้งและเขียนใหม่โดยพลังของสงคราม ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และการเปลี่ยนขั้วอำนาจที่ดำเนินมาต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมา กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุไว้อย่างตรงไปตรงมาในรายงาน World Economic Outlook เดือนเมษายน 2569 ว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับการทดสอบครั้งสำคัญจากการปะทุของสงครามในตะวันออกกลาง โดยสมมติฐานที่ว่าความขัดแย้งจะสั้นและจำกัด ทำให้การเติบโตของโลกถูกคาดการณ์ว่าจะชะลอตัวเหลือ 3.1% ในปี 2569 และ 3.2% ในปี 2570 พร้อมกับเงินเฟ้อโลกที่คาดว่าจะพุ่งขึ้นเล็กน้อยในปี 2569 ก่อนที่จะลดลงอีกครั้งในปี 2570 แต่ในสถานการณ์เลวร้าย ตัวเลขเหล่านั้นอาจยิ่งแย่กว่านั้นมาก ช่องแคบฮอร์มุซ: คอขวดพลังงานที่เขย่าโลก การปิดช่องแคบฮอร์มุซและความเสียหายต่อสิ่งอำนวยความสะดวกสำคัญในภูมิภาคที่เป็นศูนย์กลางการจัดหาไฮโดรคาร์บอนของโลกทำให้เกิดความเป็นไปได้ของวิกฤตพลังงานครั้งใหญ่หากการสู้รบยังคงดำเนินต่อไป ในสถานการณ์อ้างอิงที่สมมติว่าความขัดแย้งสั้นและราคาพลังงานเพิ่มขึ้น 19% การเติบโตของโลกยังคงอยู่ที่เพียง 3.1% ในปีนี้ และเงินเฟ้อพุ่งสูงถึง 4.4% ซึ่งเป็นการเบี่ยงเบนอย่างมากจากแนวโน้มการลดเงินเฟ้อของโลกในช่วงปีที่ผ่านมา แต่ในสถานการณ์เลวร้ายที่การปิดกั้นยืดเยื้อและราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นมาก การเติบโตของโลกจะลดลงเหลือ…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *