เศรษฐกิจโลกสั่นคลอน: สงครามตะวันออกกลาง เงินเฟ้อพุ่ง และยุคใหม่ของธนาคารกลางสหรัฐฯ
เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับบทพิสูจน์ครั้งสำคัญในรอบหลายปี เมื่อสงครามในตะวันออกกลางปะทุขึ้นต้นปี 2569 ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะลุระดับ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล กระตุ้นให้เงินเฟ้อทั่วโลกกลับมาเร่งตัวอีกครั้ง ขณะที่ธนาคารกลางสำคัญต่าง ๆ ยังคงต้องเดินหน้าต่อสู้กับแรงกดดันด้านราคา ท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจ และการเปลี่ยนตัวประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ ครั้งประวัติศาสตร์
วิกฤตพลังงานจากตะวันออกกลาง: ตัวแปรที่พลิกทุกสมการ
จุดเริ่มต้นของความปั่นป่วนในปีนี้มาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการส่งออกพลังงานโลก โดยเฉพาะการปิดช่องแคบ Hormuz ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันดิบทางทะเลราว 35% ของโลก
ธนาคารโลกระบุในรายงาน Commodity Markets Outlook ประจำเดือนเมษายนว่า การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและการหยุดชะงักของการขนส่งในช่องแคบ Hormuz ก่อให้เกิดการลดลงของอุปทานน้ำมันโลกครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยอุปทานลดลงในช่วงแรกประมาณ 10 ล้านบาร์เรลต่อวัน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบสูงขึ้นกว่า 50% เมื่อเทียบกับต้นปี
Indermit Gill หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารโลก ให้ความเห็นไว้อย่างตรงไปตรงมาว่า “สงครามกำลังกระทบเศรษฐกิจโลกเป็นระลอก ๆ ต่อเนื่องกัน ทั้งจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น ราคาอาหารที่ตามมา และสุดท้ายเงินเฟ้อที่จะดันดอกเบี้ยขึ้นและทำให้หนี้แพงขึ้นอีก คนจนที่สุดจะได้รับผลกระทบหนักที่สุด เพราะต้องใช้รายได้ส่วนใหญ่ไปกับอาหารและพลังงาน”
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจโลกในรายงาน World Economic Outlook เดือนเมษายน โดยในกรณีฐาน ซึ่งสมมติว่าความขัดแย้งไม่ยืดเยื้อและราคาพลังงานเพิ่มขึ้น 19% IMF คาดว่าการเติบโตของเศรษฐกิจโลกปี 2569 จะอยู่ที่ 3.1% เท่านั้น พร้อมกับเงินเฟ้อโลกที่ 4.4% ซึ่งเบี่ยงเบนอย่างมากจากแนวโน้มลดลงของเงินเฟ้อในช่วงก่อนหน้า
ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดิบ Brent ปิดตลาดใกล้ระดับ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งสูงกว่าช่วงก่อนสงครามประมาณ 50% และดัชนีราคาของ ISM ภาคการผลิตพุ่งขึ้นแตะ 84.6 ในเดือนเมษายน สูงสุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2565
เฟดยุคใหม่: Kevin Warsh รับไม้ต่อกลางพายุเงินเฟ้อ
หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญที่สุดในแวดวงนโยบายการเงินของสัปดาห์นี้คือการเปลี่ยนตัวประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการ โดยวุฒิสภาสหรัฐฯ มีมติยืนยัน Kevin Warsh ด้วยคะแนน 54-45 เสียง เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2569 ซึ่งเป็นการลงคะแนนที่ตึงเครียดที่สุดในประวัติศาสตร์การแต่งตั้งประธานเฟด และ Warsh เข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม หลังจากที่ Jerome Powell สิ้นสุดวาระลง
Powell ยังคงดำรงตำแหน่งกรรมการเฟดต่อไปเนื่องจากวาระในฐานะ Governor ยังไม่หมดจนถึงปี 2571 ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 80 ปีที่อดีตประธานเฟดกลับมานั่งเป็นกรรมการปกติ
ก่อนหน้านี้ การประชุม FOMC เดือนเมษายนที่น่าจะเป็นครั้งสุดท้ายในการนำของ Powell นั้นมีความเห็นแตกแยกกันผิดปกติ โดยมีกรรมการถึง 4 คนที่ไม่เห็นด้วยกับมติ ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2535 เฟดลงมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 3.5-3.75% พร้อมระบุในแถลงการณ์ว่าการพัฒนาการในตะวันออกกลางกำลังสร้างความไม่แน่นอนสูงต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ
นักกลยุทธ์ของ JPMorgan Chase คาดว่า Warsh จะยังคงนโยบายต่อเนื่องจาก Powell ในระยะใกล้ โดยมีแนวโน้มที่จะผ่อนคลายนโยบายในลักษณะเดียวกัน อย่างไรก็ตาม เขาเข้ารับตำแหน่งในช่วงที่เงินเฟ้อพุ่งสูงสุดในรอบสามปี ซึ่งวิ่งเกินเป้าหมาย 2% ของเฟดมาหลายเดือนแล้ว
ข้อมูลเงินเฟ้อล่าสุดยิ่งซ้ำเติมความท้าทาย โดยราคาผู้ผลิต (Wholesale Prices) พุ่งขึ้น 6% ในเดือนเมษายน ส่วนใหญ่เป็นผลจากราคาพลังงาน ขณะที่ OECD คาดการณ์ว่าเงินเฟ้อสหรัฐฯ ทั้งปี 2569 จะอยู่ที่ 4.2% สูงกว่าตัวเลขที่เฟดประมาณการไว้เองที่ 2.7% อย่างมาก
ธนาคารกลางยุโรปและเอเชีย: ต่างกรรมต่างวาระ
ฝั่งยุโรป ธนาคารกลางยุโรป (ECB) เลือกคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 2% ตามที่ตลาดคาด ECB แสดงความกังวลต่อแนวโน้มที่ไม่แน่นอน พร้อมระบุว่าเส้นทางเงินเฟ้อและสภาวะเศรษฐกิจกว้าง ๆ ยังไม่ถึงจุดที่ต้องปรับดอกเบี้ยในการประชุมนี้
Deutsche Bank ประเมินว่า ECB จะคงดอกเบี้ยที่ 2% ตลอดปี 2569 โดยการปรับขึ้นครั้งต่อไปน่าจะเป็นการขึ้นดอกเบี้ยในกลางปี 2570 ซึ่งจะถูกขับเคลื่อนโดยการขยายงบประมาณทางการคลัง ตลาดแรงงานที่ตึงตัว และความเสี่ยงเงินเฟ้อในอนาคตที่สูงเกินเป้า
ฝั่งเอเชีย ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) เดินหน้าในทิศทางที่แตกต่างออกไป โดยBOJ คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.75% ด้วยคะแนน 6 ต่อ 3 ขณะที่ปรับลดคาดการณ์การเติบโตปีงบประมาณ 2569 ลงเหลือ 0.5% จาก 1.0% และปรับขึ้นคาดการณ์เงินเฟ้อ Core เป็น 2.8% จาก 1.9%
Shigeto Nagai นักเศรษฐศาสตร์ญี่ปุ่นจาก Oxford Economics ให้สัมภาษณ์กับ CNBC ว่าญี่ปุ่นอาจเผชิญกับ “ภาวะ stagflation เบา ๆ” ในปีนี้ โดยรายได้ที่แท้จริงของครัวเรือนติดลบมาสักระยะ ขณะที่เงินเฟ้อน่าจะอยู่เหนือ 2% ท่ามกลางการเติบโตที่ชะลอตัว
นอร์เวย์เป็นหนึ่งในธนาคารกลางที่ตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยในเดือนพฤษภาคมเพื่อสกัดเงินเฟ้อ ขณะที่ออสเตรเลียก็ขึ้นดอกเบี้ย 25 bps ในเดือนมีนาคม อ้างแรงกดดันเงินเฟ้อจากการใช้ทรัพยากรที่ตึงตัว
ตลาดการเงิน: ความขัดแย้งระหว่างตัวเลขและความเป็นจริง
หนึ่งในปรากฏการณ์ที่น่าสนใจที่สุดในปีนี้คือการที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่งอยู่ท่ามกลางข่าวร้ายต่าง ๆ ข้อมูลจาก Crestwood Advisors ชี้ว่าผลประกอบการไตรมาส 1 ของ S&P 500 ที่รายงานออกมานั้นดีกว่าคาดอย่างมีนัยสำคัญ โดยอัตราการเติบโตของกำไรแบบ blended อยู่ที่ 15.1% ซึ่งสูงกว่าที่คาดไว้ที่ 13.1% และบริษัทถึง 84% ของที่รายงานแล้วทำกำไรต่อหุ้นสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์
อย่างไรก็ตาม Vanguard เตือนว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้ผลักให้ธนาคารกลางทั่วโลกเข้าสู่ “ดินแดนที่ไม่คุ้นเคย” โดยราคาน้ำมันที่ดีดขึ้นเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลนับตั้งแต่เริ่มขัดแย้ง ทำให้ธนาคารกลางต้องเผชิญกับโจทย์ยากว่าจะตอบสนองอย่างไรเมื่อเงินเฟ้อพุ่งขึ้นพร้อมกับการเติบโตที่ชะลอตัว ซึ่งนี่คือการช็อคแบบ Stagflation ที่ชัดเจน
ตลาดตราสารหนี้ส่งสัญญาณว่าเฟดจะคงดอกเบี้ยตลอดปี 2569 ขณะที่ ECB และ Bank of England อาจขึ้นดอกเบี้ย 25 bps ถึง 3 ครั้ง และหากราคาพลังงานเริ่มปรับลดลงในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ธนาคารกลางต่าง ๆ อาจกลับมาลดดอกเบี้ยอีกครั้งในปลายปี 2570
สัญญาณเตือนและมุมมองผู้เชี่ยวชาญ
OECD ในรายงานล่าสุดเน้นย้ำว่าเฟดและธนาคารกลางทั่วโลกต้อง “ตื่นตัวอยู่เสมอ” ต่อภัยคุกคามจากเงินเฟ้อ โดยระบุว่าการพุ่งขึ้นของราคาพลังงานจากฝั่งอุปทานนั้นสามารถ “มองข้ามไปได้” หากความคาดหวังเงินเฟ้อยังยึดโยงดี แต่อาจต้องปรับนโยบายหากเห็นสัญญาณของแรงกดดันราคาในวงกว้าง
IMF ยังระบุด้วยว่าธนาคารกลางทั่วโลกสามารถ “มองข้าม” การพุ่งขึ้นของราคาพลังงานได้ตราบเท่าที่ความคาดหวังเงินเฟ้อยังยึดโยงดี แต่ต้องการให้ฝ่ายนโยบายการคลังหลีกเลี่ยงการอัดฉีดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจในยามที่เงินเฟ้อกำลังเพิ่มขึ้น เพื่อไม่ให้ซ้ำเติมงานของธนาคารกลาง
ด้านการเปรียบเทียบกับวิกฤตทศวรรษ 1970 ที่หลายคนกังวล Crestwood Advisors ชี้ให้เห็นความแตกต่างสำคัญว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปัจจุบันใช้น้ำมันต่อหน่วย GDP น้อยลงกว่าครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับปี 2516 ดังนั้นการช็อคราคาน้ำมันในระดับเดียวกันจึงส่งผลกระทบต่อ GDP และเงินเฟ้อ Core น้อยกว่าในอดีตอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ความคาดหวังเงินเฟ้อระยะยาวยังคงยึดโยงอยู่ใกล้เป้าหมาย 2% ของเฟด
ผลกระทบต่อนักลงทุนไทยและกลยุทธ์รับมือ
สำหรับนักลงทุนไทย ความปั่นป่วนของเศรษฐกิจโลกในครั้งนี้ส่งผลกระทบผ่านหลายช่องทางที่ควรติดตามอย่างใกล้ชิด
ราคาพลังงานและต้นทุนในประเทศ: ไทยเป็นผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ การที่ราคาน้ำมันยังคงสูงกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลย่อมส่งแรงกดดันต่อต้นทุนการผลิต ราคาสินค้า และดุลการค้าของไทยโดยตรง
อัตราดอกเบี้ยและค่าเงิน: การที่เฟดอยู่ในโหมด “hold” ที่ 3.5-3.75% ยังคงดึงดูดกระแสเงินทุนสู่สินทรัพย์ดอลลาร์ ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องชั่งน้ำหนักระหว่างการรักษาส่วนต่างดอกเบี้ยกับการสนับสนุนการเติบโตในประเทศ
ตลาดหุ้น: แม้ S&P 500 จะสามารถฟื้นตัวได้อย่างน่าประหลาดใจ แต่ตลาดหุ้นไทยมีความอ่อนไหวต่อการไหลออกของเงินทุนต่างชาติสูง นักลงทุนควรพิจารณาถือครองสินทรัพย์ที่ป้องกันเงินเฟ้อ เช่น หุ้นกลุ่มพลังงาน โภคภัณฑ์ และ REITs ควบคู่กับการกระจายความเสี่ยงในสกุลเงินต่างประเทศ
ทองคำ: ในบรรยากาศที่ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงสูง ธนาคารโลกระบุว่าราคาโลหะมีค่าอาจเพิ่มขึ้นถึง 42% ในปี 2569 เนื่องจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ผลักดันความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย ทองคำจึงยังคงเป็นตัวเลือกเพื่อการป้องกันความเสี่ยงที่น่าสนใจ
บทสรุป: โลกที่ซับซ้อนยิ่งกว่าเดิม
เศรษฐกิจโลกในปี 2569 กำลังเดินอยู่บนเส้นทางที่แคบและเต็มไปด้วยอุปสรรค การที่ Kevin Warsh เข้ารับตำแหน่งประธานเฟดท่ามกลางเงินเฟ้อที่สูงกว่าเป้าหมาย ราคาพลังงานที่ผันผวน และความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังไม่จบสิ้น ถือเป็นโจทย์ที่ยากที่สุดของธนาคารกลางที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก
ขณะเดียวกัน สัญญาณบวกยังคงมีอยู่บ้าง ทั้งผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่ยังแข็งแกร่ง ตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่ยังทรงตัว และความเชื่อมั่นจากตลาดว่าภาวะ Stagflation เต็มรูปแบบแบบปี 1970 จะไม่เกิดขึ้นซ้ำ
สำหรับนักลงทุนไทย สิ่งสำคัญในเวลานี้คือการติดตามสัญญาณจาก 3 ด้านหลัก ได้แก่ ทิศทางราคาน้ำมันหลังจากช่องแคบ Hormuz คลี่คลาย, แนวทางนโยบายของ Warsh ในการประชุม FOMC ครั้งแรกเดือนมิถุนายน และท่าทีของธนาคารแห่งประเทศไทยต่อแรงกดดันเงินเฟ้อในประเทศ ซึ่งทั้งสามปัจจัยนี้จะเป็นตัวกำหนดทิศทางตลาดการเงินไทยในช่วงที่เหลือของปีนี้
