เศรษฐกิจโลกสั่นคลอน: สงครามตะวันออกกลาง เงินเฟ้อพุ่ง และยุคใหม่ของธนาคารกลางสหรัฐฯ

เศรษฐกิจโลกสั่นคลอน: สงครามตะวันออกกลาง เงินเฟ้อพุ่ง และยุคใหม่ของธนาคารกลางสหรัฐฯ

เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับบทพิสูจน์ครั้งสำคัญในรอบหลายปี เมื่อสงครามในตะวันออกกลางปะทุขึ้นต้นปี 2569 ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะลุระดับ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล กระตุ้นให้เงินเฟ้อทั่วโลกกลับมาเร่งตัวอีกครั้ง ขณะที่ธนาคารกลางสำคัญต่าง ๆ ยังคงต้องเดินหน้าต่อสู้กับแรงกดดันด้านราคา ท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจ และการเปลี่ยนตัวประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ ครั้งประวัติศาสตร์

วิกฤตพลังงานจากตะวันออกกลาง: ตัวแปรที่พลิกทุกสมการ

จุดเริ่มต้นของความปั่นป่วนในปีนี้มาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการส่งออกพลังงานโลก โดยเฉพาะการปิดช่องแคบ Hormuz ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันดิบทางทะเลราว 35% ของโลก

ธนาคารโลกระบุในรายงาน Commodity Markets Outlook ประจำเดือนเมษายนว่า การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและการหยุดชะงักของการขนส่งในช่องแคบ Hormuz ก่อให้เกิดการลดลงของอุปทานน้ำมันโลกครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยอุปทานลดลงในช่วงแรกประมาณ 10 ล้านบาร์เรลต่อวัน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบสูงขึ้นกว่า 50% เมื่อเทียบกับต้นปี

Indermit Gill หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารโลก ให้ความเห็นไว้อย่างตรงไปตรงมาว่า “สงครามกำลังกระทบเศรษฐกิจโลกเป็นระลอก ๆ ต่อเนื่องกัน ทั้งจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น ราคาอาหารที่ตามมา และสุดท้ายเงินเฟ้อที่จะดันดอกเบี้ยขึ้นและทำให้หนี้แพงขึ้นอีก คนจนที่สุดจะได้รับผลกระทบหนักที่สุด เพราะต้องใช้รายได้ส่วนใหญ่ไปกับอาหารและพลังงาน”

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจโลกในรายงาน World Economic Outlook เดือนเมษายน โดยในกรณีฐาน ซึ่งสมมติว่าความขัดแย้งไม่ยืดเยื้อและราคาพลังงานเพิ่มขึ้น 19% IMF คาดว่าการเติบโตของเศรษฐกิจโลกปี 2569 จะอยู่ที่ 3.1% เท่านั้น พร้อมกับเงินเฟ้อโลกที่ 4.4% ซึ่งเบี่ยงเบนอย่างมากจากแนวโน้มลดลงของเงินเฟ้อในช่วงก่อนหน้า

ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดิบ Brent ปิดตลาดใกล้ระดับ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งสูงกว่าช่วงก่อนสงครามประมาณ 50% และดัชนีราคาของ ISM ภาคการผลิตพุ่งขึ้นแตะ 84.6 ในเดือนเมษายน สูงสุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2565

เฟดยุคใหม่: Kevin Warsh รับไม้ต่อกลางพายุเงินเฟ้อ

หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญที่สุดในแวดวงนโยบายการเงินของสัปดาห์นี้คือการเปลี่ยนตัวประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการ โดยวุฒิสภาสหรัฐฯ มีมติยืนยัน Kevin Warsh ด้วยคะแนน 54-45 เสียง เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2569 ซึ่งเป็นการลงคะแนนที่ตึงเครียดที่สุดในประวัติศาสตร์การแต่งตั้งประธานเฟด และ Warsh เข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม หลังจากที่ Jerome Powell สิ้นสุดวาระลง

Powell ยังคงดำรงตำแหน่งกรรมการเฟดต่อไปเนื่องจากวาระในฐานะ Governor ยังไม่หมดจนถึงปี 2571 ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 80 ปีที่อดีตประธานเฟดกลับมานั่งเป็นกรรมการปกติ

ก่อนหน้านี้ การประชุม FOMC เดือนเมษายนที่น่าจะเป็นครั้งสุดท้ายในการนำของ Powell นั้นมีความเห็นแตกแยกกันผิดปกติ โดยมีกรรมการถึง 4 คนที่ไม่เห็นด้วยกับมติ ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2535 เฟดลงมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 3.5-3.75% พร้อมระบุในแถลงการณ์ว่าการพัฒนาการในตะวันออกกลางกำลังสร้างความไม่แน่นอนสูงต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ

นักกลยุทธ์ของ JPMorgan Chase คาดว่า Warsh จะยังคงนโยบายต่อเนื่องจาก Powell ในระยะใกล้ โดยมีแนวโน้มที่จะผ่อนคลายนโยบายในลักษณะเดียวกัน อย่างไรก็ตาม เขาเข้ารับตำแหน่งในช่วงที่เงินเฟ้อพุ่งสูงสุดในรอบสามปี ซึ่งวิ่งเกินเป้าหมาย 2% ของเฟดมาหลายเดือนแล้ว

ข้อมูลเงินเฟ้อล่าสุดยิ่งซ้ำเติมความท้าทาย โดยราคาผู้ผลิต (Wholesale Prices) พุ่งขึ้น 6% ในเดือนเมษายน ส่วนใหญ่เป็นผลจากราคาพลังงาน ขณะที่ OECD คาดการณ์ว่าเงินเฟ้อสหรัฐฯ ทั้งปี 2569 จะอยู่ที่ 4.2% สูงกว่าตัวเลขที่เฟดประมาณการไว้เองที่ 2.7% อย่างมาก

ธนาคารกลางยุโรปและเอเชีย: ต่างกรรมต่างวาระ

ฝั่งยุโรป ธนาคารกลางยุโรป (ECB) เลือกคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 2% ตามที่ตลาดคาด ECB แสดงความกังวลต่อแนวโน้มที่ไม่แน่นอน พร้อมระบุว่าเส้นทางเงินเฟ้อและสภาวะเศรษฐกิจกว้าง ๆ ยังไม่ถึงจุดที่ต้องปรับดอกเบี้ยในการประชุมนี้

Deutsche Bank ประเมินว่า ECB จะคงดอกเบี้ยที่ 2% ตลอดปี 2569 โดยการปรับขึ้นครั้งต่อไปน่าจะเป็นการขึ้นดอกเบี้ยในกลางปี 2570 ซึ่งจะถูกขับเคลื่อนโดยการขยายงบประมาณทางการคลัง ตลาดแรงงานที่ตึงตัว และความเสี่ยงเงินเฟ้อในอนาคตที่สูงเกินเป้า

ฝั่งเอเชีย ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) เดินหน้าในทิศทางที่แตกต่างออกไป โดยBOJ คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.75% ด้วยคะแนน 6 ต่อ 3 ขณะที่ปรับลดคาดการณ์การเติบโตปีงบประมาณ 2569 ลงเหลือ 0.5% จาก 1.0% และปรับขึ้นคาดการณ์เงินเฟ้อ Core เป็น 2.8% จาก 1.9%

Shigeto Nagai นักเศรษฐศาสตร์ญี่ปุ่นจาก Oxford Economics ให้สัมภาษณ์กับ CNBC ว่าญี่ปุ่นอาจเผชิญกับ “ภาวะ stagflation เบา ๆ” ในปีนี้ โดยรายได้ที่แท้จริงของครัวเรือนติดลบมาสักระยะ ขณะที่เงินเฟ้อน่าจะอยู่เหนือ 2% ท่ามกลางการเติบโตที่ชะลอตัว

นอร์เวย์เป็นหนึ่งในธนาคารกลางที่ตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยในเดือนพฤษภาคมเพื่อสกัดเงินเฟ้อ ขณะที่ออสเตรเลียก็ขึ้นดอกเบี้ย 25 bps ในเดือนมีนาคม อ้างแรงกดดันเงินเฟ้อจากการใช้ทรัพยากรที่ตึงตัว

ตลาดการเงิน: ความขัดแย้งระหว่างตัวเลขและความเป็นจริง

หนึ่งในปรากฏการณ์ที่น่าสนใจที่สุดในปีนี้คือการที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่งอยู่ท่ามกลางข่าวร้ายต่าง ๆ ข้อมูลจาก Crestwood Advisors ชี้ว่าผลประกอบการไตรมาส 1 ของ S&P 500 ที่รายงานออกมานั้นดีกว่าคาดอย่างมีนัยสำคัญ โดยอัตราการเติบโตของกำไรแบบ blended อยู่ที่ 15.1% ซึ่งสูงกว่าที่คาดไว้ที่ 13.1% และบริษัทถึง 84% ของที่รายงานแล้วทำกำไรต่อหุ้นสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์

อย่างไรก็ตาม Vanguard เตือนว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้ผลักให้ธนาคารกลางทั่วโลกเข้าสู่ “ดินแดนที่ไม่คุ้นเคย” โดยราคาน้ำมันที่ดีดขึ้นเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลนับตั้งแต่เริ่มขัดแย้ง ทำให้ธนาคารกลางต้องเผชิญกับโจทย์ยากว่าจะตอบสนองอย่างไรเมื่อเงินเฟ้อพุ่งขึ้นพร้อมกับการเติบโตที่ชะลอตัว ซึ่งนี่คือการช็อคแบบ Stagflation ที่ชัดเจน

ตลาดตราสารหนี้ส่งสัญญาณว่าเฟดจะคงดอกเบี้ยตลอดปี 2569 ขณะที่ ECB และ Bank of England อาจขึ้นดอกเบี้ย 25 bps ถึง 3 ครั้ง และหากราคาพลังงานเริ่มปรับลดลงในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ธนาคารกลางต่าง ๆ อาจกลับมาลดดอกเบี้ยอีกครั้งในปลายปี 2570

สัญญาณเตือนและมุมมองผู้เชี่ยวชาญ

OECD ในรายงานล่าสุดเน้นย้ำว่าเฟดและธนาคารกลางทั่วโลกต้อง “ตื่นตัวอยู่เสมอ” ต่อภัยคุกคามจากเงินเฟ้อ โดยระบุว่าการพุ่งขึ้นของราคาพลังงานจากฝั่งอุปทานนั้นสามารถ “มองข้ามไปได้” หากความคาดหวังเงินเฟ้อยังยึดโยงดี แต่อาจต้องปรับนโยบายหากเห็นสัญญาณของแรงกดดันราคาในวงกว้าง

IMF ยังระบุด้วยว่าธนาคารกลางทั่วโลกสามารถ “มองข้าม” การพุ่งขึ้นของราคาพลังงานได้ตราบเท่าที่ความคาดหวังเงินเฟ้อยังยึดโยงดี แต่ต้องการให้ฝ่ายนโยบายการคลังหลีกเลี่ยงการอัดฉีดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจในยามที่เงินเฟ้อกำลังเพิ่มขึ้น เพื่อไม่ให้ซ้ำเติมงานของธนาคารกลาง

ด้านการเปรียบเทียบกับวิกฤตทศวรรษ 1970 ที่หลายคนกังวล Crestwood Advisors ชี้ให้เห็นความแตกต่างสำคัญว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปัจจุบันใช้น้ำมันต่อหน่วย GDP น้อยลงกว่าครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับปี 2516 ดังนั้นการช็อคราคาน้ำมันในระดับเดียวกันจึงส่งผลกระทบต่อ GDP และเงินเฟ้อ Core น้อยกว่าในอดีตอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ความคาดหวังเงินเฟ้อระยะยาวยังคงยึดโยงอยู่ใกล้เป้าหมาย 2% ของเฟด

ผลกระทบต่อนักลงทุนไทยและกลยุทธ์รับมือ

สำหรับนักลงทุนไทย ความปั่นป่วนของเศรษฐกิจโลกในครั้งนี้ส่งผลกระทบผ่านหลายช่องทางที่ควรติดตามอย่างใกล้ชิด

ราคาพลังงานและต้นทุนในประเทศ: ไทยเป็นผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ การที่ราคาน้ำมันยังคงสูงกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลย่อมส่งแรงกดดันต่อต้นทุนการผลิต ราคาสินค้า และดุลการค้าของไทยโดยตรง

อัตราดอกเบี้ยและค่าเงิน: การที่เฟดอยู่ในโหมด “hold” ที่ 3.5-3.75% ยังคงดึงดูดกระแสเงินทุนสู่สินทรัพย์ดอลลาร์ ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องชั่งน้ำหนักระหว่างการรักษาส่วนต่างดอกเบี้ยกับการสนับสนุนการเติบโตในประเทศ

ตลาดหุ้น: แม้ S&P 500 จะสามารถฟื้นตัวได้อย่างน่าประหลาดใจ แต่ตลาดหุ้นไทยมีความอ่อนไหวต่อการไหลออกของเงินทุนต่างชาติสูง นักลงทุนควรพิจารณาถือครองสินทรัพย์ที่ป้องกันเงินเฟ้อ เช่น หุ้นกลุ่มพลังงาน โภคภัณฑ์ และ REITs ควบคู่กับการกระจายความเสี่ยงในสกุลเงินต่างประเทศ

ทองคำ: ในบรรยากาศที่ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงสูง ธนาคารโลกระบุว่าราคาโลหะมีค่าอาจเพิ่มขึ้นถึง 42% ในปี 2569 เนื่องจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ผลักดันความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย ทองคำจึงยังคงเป็นตัวเลือกเพื่อการป้องกันความเสี่ยงที่น่าสนใจ

บทสรุป: โลกที่ซับซ้อนยิ่งกว่าเดิม

เศรษฐกิจโลกในปี 2569 กำลังเดินอยู่บนเส้นทางที่แคบและเต็มไปด้วยอุปสรรค การที่ Kevin Warsh เข้ารับตำแหน่งประธานเฟดท่ามกลางเงินเฟ้อที่สูงกว่าเป้าหมาย ราคาพลังงานที่ผันผวน และความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังไม่จบสิ้น ถือเป็นโจทย์ที่ยากที่สุดของธนาคารกลางที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก

ขณะเดียวกัน สัญญาณบวกยังคงมีอยู่บ้าง ทั้งผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่ยังแข็งแกร่ง ตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่ยังทรงตัว และความเชื่อมั่นจากตลาดว่าภาวะ Stagflation เต็มรูปแบบแบบปี 1970 จะไม่เกิดขึ้นซ้ำ

สำหรับนักลงทุนไทย สิ่งสำคัญในเวลานี้คือการติดตามสัญญาณจาก 3 ด้านหลัก ได้แก่ ทิศทางราคาน้ำมันหลังจากช่องแคบ Hormuz คลี่คลาย, แนวทางนโยบายของ Warsh ในการประชุม FOMC ครั้งแรกเดือนมิถุนายน และท่าทีของธนาคารแห่งประเทศไทยต่อแรงกดดันเงินเฟ้อในประเทศ ซึ่งทั้งสามปัจจัยนี้จะเป็นตัวกำหนดทิศทางตลาดการเงินไทยในช่วงที่เหลือของปีนี้

Similar Posts

  • |

    หุ้นชิปถล่มทั่วโลก! Samsung กำไรทุบสถิติแต่ตลาดผิดหวัง DeepSeek ซุ่มทำชิป AI ฉุด Nasdaq

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ พลิกกลับสู่ภาวะตึงเครียดอีกครั้งในวันอังคารที่ 7 กรกฎาคม 2569 หลังเผชิญคลื่นการเทขายหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ที่รุนแรง โดยมีชนวนเหตุสองประการที่เกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกัน ประการแรกคือ ผลประกอบการไตรมาสสองของ Samsung Electronics ที่แม้จะทำกำไรทุบสถิติเพิ่มขึ้นถึง 19 เท่า แต่กลับไม่สามารถสร้างความพอใจให้นักลงทุนที่ตั้งความหวังไว้สูงลิ่ว และประการที่สองคือ รายงานของ Reuters ที่ระบุว่า DeepSeek สตาร์ตอัพ AI สัญชาติจีน กำลังซุ่มพัฒนาชิปปัญญาประดิษฐ์ของตนเอง ซึ่งอาจลดการพึ่งพาชิปจาก Nvidia และ Huawei ทั้งสองปัจจัยจุดชนวนความกังวลเรื่องความยั่งยืนของกระแสบูม AI ที่เป็นแรงขับเคลื่อนหลักของตลาดกระทิงตลอดปีนี้ ผลจากแรงเทขายดังกล่าว ดัชนีแนสแด็ก คอมโพสิต (Nasdaq Composite) ปรับตัวลง 1.16% ปิดที่ 25,939.77 จุด ดัชนี S&P 500 ลดลงราว 0.5% ขณะที่ดัชนีดาวโจนส์ (Dow Jones Industrial Average) ปรับตัวลงเพียงเล็กน้อย 130.76 จุด หรือ…

  • | |

    ตลาดหุ้นเอเชียพุ่ง นิกเกอิบวก 5% หลังดีลสหรัฐ-อิหร่าน SET มุ่งสู่ 1,600 จุด

    ตลาดทุนเอเชียเปิดสัปดาห์ใหม่ด้วยบรรยากาศที่คึกคักผิดปกติ หลังข้อตกลงสงบศึก 60 วันระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านจุดชนวนให้ราคาน้ำมันดิ่งลงแรงที่สุดในรอบปี พร้อมเปิดทางช่องแคบฮอร์มุซคืนสู่ปกติ ดัชนีนิกเกอิ 225 ของญี่ปุ่นพุ่งแรงกว่า 5% ในการซื้อขายช่วงต้นสัปดาห์ ส่วนดัชนี SET ของไทยได้แรงหนุนมุ่งทดสอบระดับ 1,600 จุดอีกครั้ง ขณะที่เงินบาทแข็งค่าขึ้น นักวิเคราะห์ในพื้นที่ชี้ว่าราคาพลังงานที่ลดลงจะช่วยบรรเทาแรงกดดันเงินเฟ้อและเพิ่มกำลังซื้อในประเทศ กระนั้น ตลาดยังต้องลุ้นผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) คืนนี้ ซึ่งเป็นการประชุมครั้งแรกภายใต้การนำของ “เควิน วอร์ช” ประธานเฟดคนใหม่ โดยตลาดจับตาทิศทางนโยบายดอกเบี้ยและสัญญาณจาก dot plot อย่างใจจดใจจ่อ ดีล “สหรัฐ-อิหร่าน” จุดพลุตลาดเอเชีย นิกเกอิพุ่ง 5% ฮอร์มุซเปิดทาง การประกาศกรอบข้อตกลงสงบศึก 60 วัน ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านเมื่อวันที่ 14–15 มิถุนายน 2568 ถือเป็นพลิกผันครั้งสำคัญที่สุดของตลาดการเงินโลกในปีนี้ ข้อตกลงดังกล่าวครอบคลุมการยุติการสู้รบโดยตรง การเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง การยกเลิกการปิดล้อมทางทะเล และการตั้งกรอบเจรจา 60 วันในประเด็นโครงการนิวเคลียร์และการคลายมาตรการแซงก์ชั่น โดยมีกำหนดลงนามอย่างเป็นทางการในกรุงเจนีวาวันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน 2568…

  • |

    ทรัมป์ ระงับ Project Freedom กะทันหัน อ้างความคืบหน้าการเจรจากับอิหร่าน

    ในการพลิกผันที่ไม่มีใครคาดคิดและสร้างความประหลาดใจให้กับทั้งวงการทหาร การทูต และตลาดการเงินพร้อมกัน ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศในวันอังคารว่าจะระงับ “Project Freedom” ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ที่มีเป้าหมายนำทางเรือสินค้าพลเรือนออกจากช่องแคบฮอร์มุซ เพียงหนึ่งวันหลังจากที่ปฏิบัติการดังกล่าวเพิ่งเริ่มต้นอย่างเป็นทางการ การตัดสินใจที่พลิกกลับอย่างรวดเร็วครั้งนี้ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนแปลงทางยุทธวิธีทางทหาร แต่เป็นสัญญาณที่สำคัญอย่างยิ่งว่ากระบวนการทางการทูตระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านกำลังมีความคืบหน้าที่น่าสนใจมากพอที่ ทรัมป์ จะเลือกหยุดปฏิบัติการที่เขาเพิ่งสั่งการไปเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน และมีนัยสำคัญอย่างมากต่อทั้งตลาดการเงินโลกและอนาคตของสงครามที่ยังคงคุกรุ่นอยู่ ถ้อยคำของ ทรัมป์: ความคืบหน้าที่เขาอ้างถึง ทรัมป์ เผยแพร่ประกาศบน Truth Social โดยระบุว่าการตัดสินใจระงับปฏิบัติการนี้มาจากส่วนหนึ่งของ “ความจริงที่ว่ามีความคืบหน้าครั้งใหญ่สู่ข้อตกลงที่สมบูรณ์และขั้นสุดท้าย” กับอิหร่าน Project Freedom “จะถูกระงับชั่วคราวเพื่อดูว่าข้อตกลงสามารถสรุปและลงนามได้หรือไม่” ทรัมป์ เขียน น่าสนใจที่ว่า ทรัมป์ ดูเหมือนจะคาดการณ์ถึงความขัดแย้งระหว่างปฏิบัติการทางทหารกับความพยายามทางการทูตไว้ก่อนแล้ว เมื่อเขาเพิ่มเติมในโพสต์ว่า “ผมตระหนักดีถึงข้อเท็จจริงที่ว่าตัวแทนของผมกำลังมีการพูดคุยที่เป็นบวกมากกับประเทศอิหร่าน และการพูดคุยเหล่านี้อาจนำไปสู่สิ่งที่เป็นบวกมากสำหรับทุกคน การเคลื่อนย้ายเรือเพียงแต่มีเจตนาเพื่อปลดปล่อยผู้คน บริษัท และประเทศที่ไม่ได้ทำสิ่งผิดใดๆ เลย พวกเขาเป็นเหยื่อของสถานการณ์” ถ้อยคำเหล่านี้เปิดเผยให้เห็นถึงความขัดแย้งภายในของรัฐบาล ทรัมป์ เองที่ต้องสมดุลระหว่างการกดดันทางทหารซึ่งอาจทำให้ฝ่ายอิหร่านรู้สึกว่าถูกบีบบังคับจนยากที่จะยอมรับข้อตกลง กับการเจรจาทางการทูตที่ต้องการพื้นที่และความไว้วางใจในระดับหนึ่ง ตลาดการเงินตอบสนองทันที: หุ้นฟิวเจอร์สพุ่ง ปฏิกิริยาของตลาดการเงินต่อการประกาศระงับ Project Freedom นั้นรวดเร็วและชัดเจน ฟิวเจอร์สของดัชนีหุ้นสหรัฐฯ…

  • | |

    S&P 500 ปิดทำสถิติสูงสุดใหม่เปิดศักราชเดือนพฤษภาคม ขณะราคาน้ำมันร่วงและ Apple พุ่ง

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เริ่มต้นเดือนพฤษภาคมด้วยบรรยากาศที่สดใส เมื่อ S&P 500 พุ่งทำสถิติสูงสุดในประวัติศาสตร์ทั้งในแง่ระดับราคาระหว่างเซสชันและราคาปิด ได้รับแรงหนุนจากผลประกอบการที่แข็งแกร่งของ Apple และสัญญาณที่ดีขึ้นจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แม้ว่าความหวังด้านสันติภาพจะยังคงเปราะบางและห่างไกลจากความแน่นอนก็ตาม ตัวเลขตลาด: สถิติที่บันทึกประวัติศาสตร์ ดัชนี S&P 500 ปรับตัวขึ้น 0.29% ปิดที่ 7,230.12 จุด ทะลุระดับ 7,200 จุด เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ขณะที่ Nasdaq Composite พุ่งขึ้น 0.89% ปิดที่ 25,114.44 จุด ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เช่นกัน ทั้งสองดัชนีบันทึกสถิติปิดสูงสุดในวันเดียวกัน สะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งที่กว้างขวางของตลาด โดยเฉพาะในกลุ่มเทคโนโลยี ในทางตรงกันข้าม Dow Jones Industrial Average ปรับตัวลดลง 152.87 จุด หรือ 0.31% ปิดที่ 49,499.27 จุด ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างในองค์ประกอบของดัชนี เนื่องจาก Dow มีสัดส่วนของหุ้นอุตสาหกรรมและพลังงานสูงกว่า ซึ่งได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลงในวันนี้ เดือนเมษายนที่ยิ่งใหญ่:…

  • |

    OpenAI ทอดเงาเหนือผลประกอบการของยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีทั้งสี่

    ในสัปดาห์ที่ถือเป็นจุดไคลแมกซ์ของฤดูกาลประกาศผลประกอบการ ขณะที่นักลงทุนทั่วโลกกำลังเตรียมรับตัวเลขจากสี่บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง Amazon, Alphabet, Meta และ Microsoft มีบริษัทหนึ่งที่ไม่ได้อยู่ในรายชื่อบริษัทจดทะเบียนใดๆ กลับทอดเงาอันยาวไกลเหนือทุกสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น บริษัทนั้นคือ OpenAI ผู้สร้าง ChatGPT ที่แม้จะไม่เคยเปิดเผยตัวเลขทางการเงินต่อสาธารณะเลยสักครั้ง แต่กลับกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่สุดในการประเมินอนาคตของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีโลก นักลงทุนเอกชนปัจจุบันให้มูลค่า OpenAI สูงถึงกว่า 850,000 ล้านดอลลาร์ ทำให้บริษัทกลายเป็นหนึ่งในสตาร์ทอัพที่มีมูลค่าสูงที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ และในช่วงปีที่ผ่านมา ทั้งรายได้และการใช้จ่ายมหาศาลของ OpenAI ถูกตลาดมองว่าเป็น “ตัวชี้วัดแทน (Proxy)” ของทิศทางการลงทุนใน AI ทั้งอุตสาหกรรม ทำให้ทุกข่าวที่เกี่ยวข้องกับ OpenAI ส่งผลกระทบต่อราคาหุ้นของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI ทั่วทั้งตลาด ศึกในชั้นศาล: Musk ปะทะ Altman บนเวทีสาธารณะ OpenAI จะครองพื้นที่หน้าสื่อในสัปดาห์นี้อยู่แล้วจากการต่อสู้ทางกฎหมายที่ดึงดูดความสนใจอย่างมาก ระหว่าง Sam Altman CEO ของ OpenAI และ Elon Musk CEO ของ Tesla ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นเพื่อนร่วมวิสัยทัศน์และหุ้นส่วนผู้ก่อตั้งในองค์กรเดียวกัน…

  • |

    ราคาน้ำมัน Brent พุ่งทะลุ 107 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านล่มสลาย

    ตลาดพลังงานโลกเปิดสัปดาห์ด้วยความปั่นป่วนอีกครั้ง เมื่อราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นประมาณ 2% ในวันอาทิตย์ หลังจากความหวังในการเจรจาสันติภาพรอบที่สองระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านต้องดับสูญลงอย่างกะทันหัน ไม่ใช่เพียงแค่ล่าช้า แต่ล่มสลายโดยสมบูรณ์ก่อนที่จะเริ่มต้นด้วยซ้ำ การพัฒนาการครั้งนี้ทำให้ตลาดพลังงานซึ่งเพิ่งเริ่มหายใจได้หลังจากความตึงเครียดชุดก่อน ต้องกลับมาเผชิญกับความไม่แน่นอนที่ลึกกว่าเดิม น้ำมันดิบ Brent ซึ่งเป็นมาตรฐานอ้างอิงระดับนานาชาติ พุ่งขึ้นมากกว่า 2% ไปแตะระดับ 107.89 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ณ เวลา 18:27 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ ในขณะที่น้ำมันดิบ WTI หรือ West Texas Intermediate ของสหรัฐฯ ก็ปรับตัวขึ้นมากกว่า 2% เช่นกัน ไปอยู่ที่ 96.63 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล การเคลื่อนไหวในช่วงสุดสัปดาห์ที่รุนแรงเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องปกติในตลาดน้ำมัน และบ่งบอกถึงระดับความกังวลที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในหมู่นักลงทุนและผู้ค้าพลังงานทั่วโลก เส้นทางสู่การล่มสลายของการเจรจา เพื่อเข้าใจว่าเหตุใดการล่มสลายครั้งนี้จึงส่งผลกระทบต่อตลาดอย่างรุนแรง จำเป็นต้องย้อนดูบริบทของกระบวนการทางการทูตที่ผ่านมาก่อน ในช่วงก่อนหน้า ประธานาธิบดี Trump ได้ขยายระยะเวลาหยุดยิงฝ่ายเดียวออกไปอีกสองสัปดาห์ โดยให้เหตุผลว่ารัฐบาลอิหร่านกำลัง “แตกแยกอย่างรุนแรง” และไม่สามารถนำเสนอจุดยืนที่เป็นเอกภาพได้ ในเวลาเดียวกัน ปากีสถานได้เข้ามาทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการจัดเวทีการเจรจา โดยนายกรัฐมนตรี Shehbaz Sharif และจอมพล Asim Munir…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *