เศรษฐกิจโลกปี 2026: Stagflation ภัยคุกคาม ธนาคารกลางสู้ศึกดอกเบี้ยท่ามกลางสงครามอิหร่าน
|

เศรษฐกิจโลกปี 2026: Stagflation ภัยคุกคาม ธนาคารกลางสู้ศึกดอกเบี้ยท่ามกลางสงครามอิหร่าน

สัญญาณเตือนจากองค์กรการเงินระหว่างประเทศกำลังดังขึ้นเรื่อยๆ ท่ามกลางภาพรวมเศรษฐกิจโลกที่ซับซ้อนและน่ากังวลที่สุดนับตั้งแต่ยุคหลังโควิด-19 เมื่อสงครามอิหร่านที่ปะทุขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ได้พลิกสมการทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ส่งผลให้ราคาพลังงานทะยานสูง เงินเฟ้อกลับมาหลอกหลอน และธนาคารกลางทั่วโลกต้องเผชิญกับ “กับดักสองทาง” อันโหดร้าย ระหว่างการสู้กับเงินเฟ้อที่ต้องขึ้นดอกเบี้ย กับการพยุงการเติบโตที่ต้องลดดอกเบี้ย — ซึ่งทั้งสองทิศทางล้วนขัดแย้งกันโดยสิ้นเชิง

นักลงทุนทั่วโลก รวมถึงไทย กำลังจับตามองการประชุมสำคัญของธนาคารกลางหลายแห่งในช่วงไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า โดยเฉพาะการประชุม FOMC ของเฟดวันที่ 16-17 มิถุนายน ซึ่งจะเป็นครั้งแรกที่ Kevin Warsh นั่งเก้าอี้ประธานเฟดอย่างเป็นทางการ

IMF และ World Bank ส่งสัญญาณ: เศรษฐกิจโลกชะลอตัว แต่ยังไม่ถึงขั้นล่มสลาย

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ปรับลดคาดการณ์ GDP โลกปี 2026 ลงมาอยู่ที่ 3.1% จากที่เคยคาดไว้สูงกว่านี้ในเดือนมกราคม โดย Kristalina Georgieva ผู้อำนวยการ IMF กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า “หากไม่มีวิกฤตนี้ เราจะได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโต แต่ตอนนี้ แม้แต่สถานการณ์ที่ดีที่สุดของเราก็ยังต้องมีการปรับลด”

ในสถานการณ์เลวร้าย หากราคาน้ำมัน Brent ยังคงอยู่ในระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลตลอดปี 2026 IMF ประเมินว่าเศรษฐกิจโลกจะโตเพียง 2.5% ขณะที่เงินเฟ้อทั่วโลกอาจพุ่งแตะ 5.4%

ส่วน Peterson Institute for International Economics ชี้ให้เห็นภาพกว้างว่า เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มชะลอตัวจาก 3.3% ในปี 2025 ลงมาที่ 3.0% ในปี 2026 ก่อนจะฟื้นตัวสู่ 3.1% ในปี 2027 โดยปัจจัยสำคัญที่กดดัน ได้แก่ ราคาพลังงานสูง ความตึงเครียดทางการค้า และความไม่แน่นอนด้านนโยบาย ทั้งนี้ แม้จะมีการประกาศหยุดยิงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาพลังงานก็ยังสูงกว่าช่วงก่อนสงครามถึง 30-40%

สาเหตุหลักที่ทำให้ช่องแคบฮอร์มุซกลายเป็น “จุดตายของโลก” คือ น้ำมันดิบราวหนึ่งในสี่ของโลกถูกขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงก๊าซธรรมชาติ ปุ๋ย ฮีเลียม และวัตถุดิบสำคัญอื่นๆ ในปริมาณมหาศาล

OECD ในรายงานเดือนมิถุนายน 2026 ยังระบุด้วยว่า ความท้าทายด้านนโยบายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของวิกฤตพลังงานปี 2026 ไม่ใช่เงินเฟ้อสูงเพียงอย่างเดียว หรือการเติบโตชะลอเพียงอย่างเดียว แต่เป็นทั้งสองอย่างพร้อมกัน ซึ่งสร้างสภาวะ Stagflation ที่เครื่องมือนโยบายการเงินแบบดั้งเดิมไม่สามารถแก้ไขได้ง่าย

เฟดสหรัฐฯ: ประธานคนใหม่ Warsh สืบทอดสมรภูมิเงินเฟ้อ

ห้วงเวลานี้ถือเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve) เพราะ Kevin Warsh เพิ่งเข้ารับตำแหน่งประธานเฟดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2026 หลังวุฒิสภาสหรัฐฯ ลงมติยืนยันด้วยคะแนน 54 ต่อ 45 เสียง โดยเขารับมรดกสถานการณ์ที่ยากลำบาก

ภาพรวมล่าสุดของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ชี้ให้เห็นถึงความท้าทายที่รออยู่ อัตราเงินเฟ้อ CPI เดือนเมษายนพุ่งขึ้นแตะ 3.8% เมื่อเทียบรายปี ซึ่งสูงที่สุดนับตั้งแต่พฤษภาคม 2023 โดยมีแรงกดดันหลักจากราคาพลังงาน ขณะที่ตลาดแรงงานยังคงแข็งแกร่ง จ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้น 172,000 ตำแหน่งในเดือนพฤษภาคม อัตราว่างงานทรงตัวที่ 4.3%

อัตราดอกเบี้ยนโยบาย Fed Funds Rate ยังคงอยู่ที่ 3.50-3.75% ตามการตัดสินใจคงดอกเบี้ยล่าสุด และตลาดคาดการณ์ว่าการประชุมวันที่ 16-17 มิถุนายนที่จะถึงนี้น่าจะยังคงดอกเบี้ยไว้เช่นเดิม โดยชี้ขาดสำคัญอยู่ที่ตัวเลขเงินเฟ้อ CPI เดือนพฤษภาคมที่จะประกาศในวันที่ 10 มิถุนายน

รายงานการประชุม FOMC เดือนมีนาคม 2026 ระบุว่า ผู้เข้าร่วมประชุมหลายท่านเห็นว่าหากเงินเฟ้อลดลงตามที่คาด การปรับลดอัตราดอกเบี้ยก็อาจเหมาะสมในอนาคต แต่ก็มีบางท่านที่เลื่อนช่วงเวลาคาดการณ์การลดดอกเบี้ยออกไปในอนาคต เนื่องจากข้อมูลเงินเฟ้อล่าสุด

คาดการณ์ GDP สหรัฐฯ ปี 2026 อยู่ที่ 2.4% และธนาคารกลางยังคงเป้าหมายการลดดอกเบี้ย 1 ครั้งในปีนี้ ขณะที่เงินเฟ้อ Headline และ Core ถูกปรับขึ้นสู่ 2.7% ณ สิ้นปี

ECB ยุโรป: กำลังเคลื่อนไปสู่การขึ้นดอกเบี้ย ท่ามกลางความกดดันจากสงคราม

หากเฟดสหรัฐฯ กำลังชั่งใจว่าจะลดหรือคงดอกเบี้ย ธนาคารกลางยุโรป (ECB) กลับเผชิญแรงกดดันในทิศทางตรงข้าม นั่นคือการพิจารณาขึ้นดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี

ก่อนที่ความขัดแย้งในอิหร่านจะปะทุ อัตราเงินเฟ้อในยูโรโซนเคยลดลงต่ำกว่าเป้าหมาย 2% ของ ECB แล้ว แต่หลังสงคราม และการปิดช่องแคบฮอร์มุซเกือบสมบูรณ์โดยเตหะราน ราคาน้ำมันและก๊าซทั่วโลกก็พุ่งพรวด เงินเฟ้อยูโรโซนพุ่งขึ้นมาอยู่ที่ 3%

การสำรวจของ Bloomberg ชี้ว่านักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดว่า ECB จะขึ้นดอกเบี้ยสองครั้งในปีนี้ โดยจะขึ้น 0.25% ทั้งในเดือนมิถุนายนและกันยายน

ประธาน ECB Christine Lagarde ส่งสัญญาณชัดเจนว่า แม้การขึ้นของเงินเฟ้อจะเป็นเพียงชั่วคราว ECB ก็พร้อมขึ้นดอกเบี้ยหากจำเป็น โดยระบุว่า “หากภาวะดังกล่าวนำไปสู่การเกินเป้าเงินเฟ้อในระดับสูงแม้ไม่ถาวร การปรับนโยบายอย่างระมัดระวังก็อาจเหมาะสม”

ด้านผู้ว่าการธนาคารกลางฝรั่งเศส Francois Villeroy de Galhau ย้ำด้วยว่า ECB จะ “ทำทุกอย่างที่จำเป็น” เพื่อดูแลเงินเฟ้อให้อยู่ในเป้าหมาย

ในส่วนของการคาดการณ์จากสถาบันการเงินชั้นนำ Barclays และ J.P. Morgan คาดว่า ECB จะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนมิถุนายน ขณะที่ Morgan Stanley และ Deutsche Bank ต่างคาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ย 0.25% สองครั้งในเดือนมิถุนายนและกันยายน ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงมุมมองอย่างรวดเร็วจากที่เคยคาดว่าดอกเบี้ยจะคงตัว

ECB คาดการณ์เงินเฟ้อเฉลี่ยที่ 2.6% สำหรับปี 2026, 2.0% ในปี 2027 และ 2.1% ในปี 2028 พร้อมกับปรับลดคาดการณ์ GDP ยูโรโซนลงมาที่ 0.9% สำหรับปี 2026

ญี่ปุ่นและอินเดีย: สองมหาอำนาจเอเชียรับมือแรงกระแทกต่างกัน

ฟากตลาดเกิดใหม่และเอเชียก็ไม่ได้รับผลกระทบน้อยกว่ากัน

ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) อยู่ในสถานะที่ยากลำบากที่สุดในบรรดาธนาคารกลางใหญ่ BOJ คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.75% ด้วยมติ 6 ต่อ 3 เสียง โดยกรรมการฝ่ายเสียงข้างน้อยสนับสนุนการขึ้นดอกเบี้ยเป็น 1% ด้วยเหตุผลว่าความเสี่ยงด้านราคาได้เอียงไปทางขาขึ้นชัดเจน

BOJ ยังปรับลดคาดการณ์ GDP ลงจาก 1% มาอยู่ที่เพียง 0.5% สำหรับปีงบประมาณ 2026 และปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อ Core ขึ้นอย่างมากจาก 1.9% เป็น 2.8% สูงเกินเป้า 2% ของธนาคาร

Shigeto Nagai หัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจญี่ปุ่นของ Oxford Economics ให้ความเห็นกับ CNBC ว่า ญี่ปุ่นอาจกำลังเผชิญกับ “ภาวะ Stagflation เบาๆ” โดยรายได้ที่แท้จริงต่อหัวติดลบมาระยะหนึ่งแล้ว และคาดว่าเศรษฐกิจจะเติบโตซบเซาในขณะที่เงินเฟ้อเกิน 2%

อินเดีย ก็กำลังถูกบีบจากสองด้านเช่นกัน ธนาคารกลางอินเดีย (RBI) คงอัตราดอกเบี้ยที่ 5.25% ในการประชุมเดือนมิถุนายน ขณะเดียวกันก็ปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อขึ้น 50 basis points มาที่ 5.1% สำหรับปีงบประมาณสิ้นสุดมีนาคม 2027 พร้อมกับปรับลดคาดการณ์การเติบโตลงจาก 6.9% เหลือ 6.6% แรงกดดันที่ RBI กังวลเป็นพิเศษมาจากค่าเงินรูปีที่อ่อนแอและความเสี่ยงเงินเฟ้อจากต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูง

ราคาน้ำมันและ Strait of Hormuz: ตัวแปรที่กำหนดชะตาเศรษฐกิจโลก

หัวใจของวิกฤตนี้ไม่ใช่ธนาคารกลางหรือตัวเลข GDP แต่คือ “ท่อน้ำมันของโลก” อย่างช่องแคบฮอร์มุซ

Brent Crude ทะยานขึ้นเกือบ 23% นับตั้งแต่เริ่มสงครามอิหร่าน พุ่งจากประมาณ 73 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลก่อนเกิดเหตุ มาสู่ระดับประมาณ 90 ดอลลาร์

สถาบันการเงินชั้นนำต่างปรับคาดการณ์ราคาน้ำมันขึ้นทั้งหมด Goldman Sachs ปรับเพิ่มคาดการณ์ Brent ไตรมาส 2 ขึ้น 10 ดอลลาร์ และระบุสถานการณ์ที่ราคาอาจแตะ 100 ดอลลาร์หากการปิดช่องแคบฮอร์มุซยืดเยื้อออกไปอีกหลายสัปดาห์ ขณะที่ ANZ ให้ค่าเฉลี่ย Brent ไตรมาส 1 ที่ 90 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นการคาดการณ์ระยะใกล้ที่สูงที่สุด

OECD ชี้ให้เห็นว่าวิกฤตฮอร์มุซปี 2026 ถือเป็นการหยุดชะงักของอุปทานพลังงานที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีบันทึกไว้ ในแง่ของปริมาณ ระยะเวลา และขอบเขตทางภูมิศาสตร์ ซึ่งเทียบได้กับวิกฤตน้ำมัน OPEC ปี 1973-1974 และวิกฤตการปฏิวัติอิหร่านปี 1979

ประเทศที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด ได้แก่ ประเทศผู้นำเข้าน้ำมันในเอเชีย รวมถึงกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซียที่ไม่สามารถส่งออกน้ำมันและก๊าซได้เนื่องจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่ประเทศผู้ผลิตและส่งออกพลังงานอย่างแคนาดากลับได้รับผลกระทบน้อยกว่า

World Bank ส่องจุดสว่าง: เศรษฐกิจโลก “ยืดหยุ่น” กว่าที่คาด

ท่ามกลางโศกนาฏกรรมที่ดูหดหู่ ธนาคารโลก (World Bank) กลับมองเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ โดย ในรายงานช่วงต้นปี World Bank ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP โลกปี 2026 ขึ้นเป็น 2.6% จากที่เคยคาดไว้ที่ 2.4% พร้อมระบุว่าเศรษฐกิจโลกพิสูจน์ให้เห็นว่า “ยืดหยุ่นได้อย่างน่าประหลาดใจ” แม้จะเผชิญกับความตึงเครียดทางการค้าในระดับ “ประวัติศาสตร์”

ปัจจัยที่ช่วยหนุนความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจโลก คือการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ยังคงบูมต่อเนื่อง ดังที่ IMF เองยอมรับว่า “ก่อนหน้าสงคราม ปัจจัยเอื้อจากการลงทุน AI โดยเฉพาะในสหรัฐฯ เงื่อนไขทางการเงินที่ยังเอื้ออำนวย รวมถึงนโยบายการคลังและการเงินที่สนับสนุน ได้ช่วยชดเชยแรงฉุดจากกำแพงภาษีที่สูงขึ้น”

มุมมองต่อนักลงทุนไทย: โอกาสและความเสี่ยงในพายุที่กำลังก่อตัว

สำหรับนักลงทุนไทย วิกฤตนี้มีนัยยะสำคัญหลายประการที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

ผลกระทบต่อค่าเงินบาทและตลาดทุน: ภาวะดอกเบี้ยสูงในสหรัฐฯ ที่อาจยืดเยื้อออกไป บวกกับความไม่แน่นอนจากประธานเฟดคนใหม่ อาจทำให้เงินดอลลาร์ยังแข็งค่า ซึ่งกดดันเงินบาทและสร้างแรงไหลออกของเงินทุนจากตลาดเกิดใหม่รวมถึงไทยในระยะสั้น

ราคาพลังงานและต้นทุนการผลิต: ไทยในฐานะประเทศผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ ย่อมรับผลกระทบโดยตรงจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ซึ่งจะส่งผ่านไปยังต้นทุนการผลิต โลจิสติกส์ และท้ายที่สุดคือเงินเฟ้อในประเทศ ซึ่งอาจทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ชะลอการพิจารณาลดดอกเบี้ยออกไป

การส่งออกและการท่องเที่ยว: การชะลอตัวของเศรษฐกิจยูโรโซนและญี่ปุ่นซึ่งเป็นคู่ค้าและแหล่งนักท่องเที่ยวสำคัญของไทย อาจส่งผลต่อรายได้การส่งออกสินค้าและบริการในช่วงครึ่งหลังของปี 2026

โอกาสในภาวะวิกฤต: อย่างไรก็ดี นักลงทุนที่มีมุมมองระยะยาวอาจพิจารณาสะสมสินทรัพย์ที่ป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ เช่น หุ้นพลังงานทดแทน กองทุนทองคำ และพันธบัตรที่ผูกกับเงินเฟ้อ (Inflation-Linked Bonds) รวมถึงติดตามสัญญาณจากการประชุม FOMC วันที่ 16-17 มิถุนายนนี้อย่างใกล้ชิด เพราะถ้อยคำของ Kevin Warsh ในฐานะประธานเฟดคนใหม่จะเป็นตัวบ่งชี้ทิศทางของนโยบายการเงินโลกในช่วงไตรมาสที่เหลือของปี

กลยุทธ์รับมือที่นักวิเคราะห์แนะนำ ได้แก่: กระจายความเสี่ยงในพอร์ตโฟลิโอ เพิ่มน้ำหนักสินทรัพย์ที่ทนทานต่อเงินเฟ้อ ลดการถือครองพันธบัตรระยะยาวที่ไวต่อการขึ้นดอกเบี้ย และตั้งแผนสำรองรับมือกับความผันผวนของค่าเงินที่อาจรุนแรงขึ้นในช่วงที่ตัวเลข CPI สหรัฐฯ ประกาศในวันที่ 10 มิถุนายนนี้

บทสรุป: โลกกำลังเดินบนสะพานที่ยังสร้างไม่เสร็จ

เศรษฐกิจโลกในกลางปี 2026 กำลังเดินบนเส้นทางที่ไม่เคยถูกทดสอบมาในรูปแบบนี้ ธนาคารกลางทั้งสหรัฐฯ ยุโรป ญี่ปุ่น และอินเดีย ต่างต้องเลือกระหว่างการ “รักษาเสถียรภาพราคา” หรือ “พยุงการเติบโต” ท่ามกลางแรงกดดันจากราคาพลังงานที่ยังสูงกว่าปกติ และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังไม่มีทีท่าจะคลี่คลาย

ตัวเลข CPI สหรัฐฯ ในวันที่ 10 มิถุนายน และถ้อยคำแถลงของ Kevin Warsh ในการประชุม FOMC วันที่ 16-17 มิถุนายน คือ “จุดพลิก” ที่ตลาดการเงินทั่วโลกกำลังรอคอยอย่างใจจดใจจ่อ หากเงินเฟ้อสหรัฐฯ เริ่มบรรเทาลง และ ECB ขึ้นดอกเบี้ยตามที่ตลาดคาด ภาพรวมอาจดีกว่าที่หลายฝ่ายหวาดกลัว แต่หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อออกไปอีก บทเรียนจากวิกฤตน้ำมันปี 1973 อาจกลับมาหลอกหลอนอีกครั้ง

Similar Posts

  • |

    สรุปตลาดหุ้นวันศุกร์: เงินเฟ้อ–AI–งบการเงิน ตัวแปรสำคัญที่นักลงทุนต้องจับตา

    ตลาดหุ้นสหรัฐในช่วงปลายสัปดาห์นี้กำลังอยู่ในจังหวะที่น่าสนใจอย่างมาก หลังจากที่ดัชนีหลักต่าง ๆ ฟื้นตัวต่อเนื่อง (relief rally) สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนอีกครั้ง ท่ามกลางปัจจัยสำคัญหลายด้าน ทั้งตัวเลขเงินเฟ้อ ราคาน้ำมัน ความเคลื่อนไหวของบริษัทเทคโนโลยี และการเริ่มต้นฤดูกาลประกาศงบการเงิน บทความนี้จะพาคุณไล่เรียงภาพรวมตลาดล่าสุด พร้อมวิเคราะห์ว่าอะไรคือ “ตัวขับเคลื่อน” ที่อาจส่งผลต่อการซื้อขายในวันถัดไป และในระยะสั้น ตลาดหุ้นฟื้นตัวแรง: สัปดาห์ที่แข็งแกร่งของนักลงทุน สัปดาห์นี้ถือเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่ตลาดหุ้นสหรัฐมีแรงซื้อกลับอย่างชัดเจน โดยดัชนีหลักทั้งสามปรับตัวขึ้นพร้อมกัน: การฟื้นตัวลักษณะนี้มักถูกเรียกว่า relief rally ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากตลาดผ่านช่วงความกังวลหรือแรงขายหนักมาก่อน สิ่งที่น่าสนใจคือ การขึ้นต่อเนื่องหลายวันแบบนี้มักสะท้อนว่า “Sentiment” ของนักลงทุนกำลังดีขึ้น แต่ก็อาจนำไปสู่แรงขายทำกำไรได้ในระยะสั้นเช่นกัน ตัวเลขเงินเฟ้อ (CPI): ตัวแปรสำคัญที่ตลาดจับตา หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญที่สุดของวันศุกร์คือการประกาศตัวเลขเงินเฟ้อ (CPI) ของเดือนมีนาคม นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่า: ตัวเลขนี้สำคัญมาก เพราะจะเป็นตัวชี้นำทิศทางนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) อีกปัจจัยที่ต้องพิจารณาคือ “ราคาน้ำมัน” ซึ่งพุ่งขึ้นแรงจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ราคาพลังงานที่สูงขึ้นมักจะ “ดันเงินเฟ้อ” และอาจทำให้ Fed ชะลอการลดดอกเบี้ย กลุ่มพลังงาน–วัสดุ: ผู้ชนะในรอบเดือน ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา กลุ่มที่ทำผลงานดีที่สุดในตลาดคือ: การปรับตัวขึ้นของสองกลุ่มนี้สะท้อนว่า…

  • |

    โภคภัณฑ์โลกเดือดร้อน: น้ำมันพุ่ง ทองยืนสูง เงินผันผวน เมื่อฮอร์มุซยังคับแคบ

    ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์โลกยังคงอยู่ในภาวะปั่นป่วนสูงในเดือนพฤษภาคม 2569 หลังวิกฤตการณ์ตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ ส่งผลให้ช่องแคบฮอร์มุซปิดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ กระทบการส่งออกน้ำมันดิบกว่า 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือราว 1 ใน 5 ของอุปทานโลก ณ วันที่ 21 พฤษภาคม 2569 ราคาน้ำมัน Brent อยู่ที่ประมาณ 105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ทองคำซื้อขายบริเวณ 4,550 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และตลาดพลังงานโลกก็เผชิญกับความตึงเครียดที่ไม่เคยพบเห็นในรอบหลายทศวรรษ นักลงทุนไทยและภาคธุรกิจไม่อาจเมินเฉยต่อคลื่นยักษ์ลูกนี้ได้อีกต่อไป ช่องแคบฮอร์มุซ: หัวใจที่หยุดเต้นของตลาดพลังงานโลก เหตุการณ์ที่เริ่มปะทุขึ้นในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 กลายเป็นจุดเปลี่ยนครั้งประวัติศาสตร์ของตลาดพลังงานโลก เมื่อความขัดแย้งทางทหารในตะวันออกกลางลุกลามจนนำไปสู่การปิดตัวของช่องแคบฮอร์มุซอย่างมีนัยสำคัญ การปิดช่องแคบดังกล่าวนับเป็นการปิดที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ โดยก่อนเกิดความขัดแย้ง มีน้ำมันดิบราว 20 ล้านบาร์เรลต่อวันผ่านช่องแคบแห่งนี้ คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 20% ของปริมาณน้ำมันทั้งหมดในโลก ผลกระทบปรากฏชัดเจนในทันที รัฐบาลสหรัฐฯ และพันธมิตรประเมินว่าอิรัก ซาอุดีอาระเบีย คูเวต สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ และบาห์เรน รวมกันลดการผลิตน้ำมันดิบลงถึง 10.5 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนเมษายน ซึ่งเป็นตัวเลขที่สั่นสะเทือนตลาดพลังงานโลกอย่างรุนแรง…

  • |

    เงินเฟ้อสหรัฐ 4.2% พุ่งสูงสุด 3 ปี เฟดยุค Warsh ลุ้นดอกเบี้ย 17 มิ.ย.

    ยามที่โลกกำลังจับตาดูว่าธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve) ภายใต้การนำของประธานคนใหม่ เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) จะส่งสัญญาณอะไรในการประชุม FOMC วันที่ 16-17 มิถุนายน 2569 ตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐล่าสุดก็ออกมาสาดน้ำเย็นใส่ความหวังผู้ที่รอการลดดอกเบี้ย ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนพฤษภาคมพุ่งขึ้นสู่ระดับ 4.2% เมื่อเทียบรายปี — สูงสุดในรอบกว่า 3 ปี — โดยมีสงครามอิหร่านและวิกฤตพลังงานเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก ขณะที่ฝั่งยุโรป ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ก็เผชิญบทพิสูจน์ที่ไม่ต่างกัน บทความนี้รวบรวมพัฒนาการสำคัญทั้งหมดที่นักลงทุนไทยต้องรู้ก่อนที่ประวัติศาสตร์การเงินโลกจะถูกเขียนขึ้นในสัปดาห์นี้ เงินเฟ้อสหรัฐพุ่ง 4.2%: สัญญาณเตือนจากสมรภูมิพลังงาน ตัวเลขที่สำนักสถิติแรงงานสหรัฐ (BLS) ประกาศเมื่อวันพุธที่ 10 มิถุนายนที่ผ่านมานั้นหนักกว่าที่ตลาดส่วนใหญ่เตรียมใจไว้ แม้ตัวเลข 4.2% จะตรงกับที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ แต่มันยังหมายถึงการเร่งตัวขึ้นเป็นเดือนที่สามติดต่อกัน นับจากอัตรา 3.8% ในเดือนเมษายน ตัวการสำคัญที่สุดคือพลังงาน CNBC รายงานว่าราคาพลังงานโดยรวมพุ่งขึ้น 23.5% เมื่อเทียบรายปี โดยราคาน้ำมันเบนซินทะยาน 40.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และสูงถึง…

  • | |

    โลกเศรษฐกิจในเงาสงคราม: ภูมิรัฐศาสตร์เขย่าการค้าโลก กระทบไทยอย่างไร 2569

    ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับแรงกดดันหลายทิศทางพร้อมกันในลักษณะที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในรอบหลายทศวรรษ ไม่ว่าจะเป็นสงครามสหรัฐฯ-อิสราเอล-อิหร่านที่ปะทุขึ้นตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ การปิดช่องแคบฮอร์มุซที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุว่าเป็น “การหยุดชะงักด้านอุปทานที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดน้ำมันโลก” ควบคู่กับสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีนที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ “การแข่งขันแบบมีการจัดการ” หลังการประชุมสุดยอดทรัมป์-สีจิ้นผิงในกรุงปักกิ่งเมื่อกลางเดือนพฤษภาคม และมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียที่กำลังดันให้เศรษฐกิจมอสโกเข้าสู่ภาวะซบเซาอย่างเป็นทางการ IMF ปรับลดคาดการณ์เติบโตเศรษฐกิจโลกในรายงาน World Economic Outlook เดือนเมษายน 2569 เหลือเพียง 3.1% ลดลงจาก 3.4% ในปี 2568 โดยตั้งชื่อรายงานครั้งนี้อย่างตรงไปตรงมาว่า “Global Economy in the Shadow of War” หรือ “เศรษฐกิจโลกในเงาสงคราม” สะท้อนให้เห็นบรรยากาศความเสี่ยงที่ปกคลุมการตัดสินใจลงทุนทั่วโลก สำหรับประเทศไทย ผลกระทบเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว ทั้งในแง่ราคาน้ำมัน เสถียรภาพค่าเงินบาท การท่องเที่ยว และทิศทางของตลาดหุ้น SET ในช่วงที่เหลือของปี สงครามอิหร่าน: ช็อคพลังงานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ เหตุการณ์ที่พลิกโฉมตลาดพลังงานโลกในปีนี้คือปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งนำมาซึ่งการปิดช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางขนส่งน้ำมันที่มีน้ำมันดิบราว…

  • |

    ตลาดหุ้นยุโรปเปิดตัวลบ ขณะ ทรัมป์ พิจารณาข้อเสนอสันติภาพของอิหร่าน

    ตลาดหุ้นยุโรปเปิดทำการในแดนลบเล็กน้อยในวันอังคาร ท่ามกลางบรรยากาศที่นักลงทุนทั่วโลกกำลังจับตาดูว่าวอชิงตันจะตอบสนองอย่างไรต่อข้อเสนอสันติภาพที่อิหร่านเพิ่งส่งมา ในขณะเดียวกันตลาดยังต้องย่อยผลประกอบการของบริษัทชั้นนำหลายแห่งที่ประกาศออกมาพร้อมกันในวันเดียวกัน ทำให้บรรยากาศการลงทุนเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนที่ทับซ้อนกันอยู่หลายชั้น ดัชนี Stoxx 600 ซึ่งครอบคลุมตลาดหุ้นยุโรปในวงกว้างปรับตัวลดลง 0.1% ในช่วงต้นการซื้อขาย ขณะที่ราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นเล็กน้อยในช่วงเช้าของการซื้อขาย สะท้อนให้เห็นว่าความไม่แน่นอนของสงครามในตะวันออกกลางยังคงเป็นปัจจัยที่ตลาดพลังงานต้องตีราคาความเสี่ยงอยู่ตลอดเวลา ภาพรวมตลาดหุ้นยุโรป: ทิศทางที่แตกต่างกัน ในรายละเอียดของดัชนีแต่ละประเทศพบว่ามีทิศทางที่แตกต่างกันอย่างน่าสนใจ FTSE 100 ของสหราชอาณาจักรปรับตัวลง 0.1% ณ เวลา 8:10 น. ตามเวลาลอนดอน ขณะที่ DAX ของเยอรมนีลดลง 0.2% และ CAC 40 ของฝรั่งเศสปรับตัวลง 0.3% อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางทิศทางที่ลบของตลาดส่วนใหญ่ FTSE MIB ของอิตาลีกลับโดดเด่นขึ้นมาในทางตรงข้ามด้วยการปรับตัวขึ้น 0.5% ซึ่งอาจสะท้อนถึงปัจจัยเฉพาะของตลาดอิตาลี ซึ่งมีสัดส่วนของหุ้นกลุ่มธนาคารและพลังงานสูง และอาจได้รับประโยชน์จากบริบทของราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ความแตกต่างในทิศทางระหว่างตลาดยุโรปนี้บ่งบอกว่านักลงทุนในแต่ละประเทศกำลังตีความสัญญาณจากสงครามอิหร่านและข้อเสนอสันติภาพแตกต่างกัน โดยได้รับอิทธิพลจากองค์ประกอบของดัชนีและความเชื่อมโยงของเศรษฐกิจแต่ละประเทศกับตลาดพลังงาน หัวใจของความไม่แน่นอน: ข้อเสนอสันติภาพที่ยังไม่ได้คำตอบ ปัจจัยที่กำหนดบรรยากาศในตลาดวันนี้มากที่สุดคือข่าวที่ Karoline Leavitt โฆษกทำเนียบขาวยืนยันเมื่อวันจันทร์ว่าประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ และทีมความมั่นคงแห่งชาติได้หารือถึงข้อเสนอของอิหร่านที่จะเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง หากสหรัฐฯ ยกเลิกการปิดล้อมและสงครามสิ้นสุดลง…

  • นักเทรดบน Kalshi คาด WTI จะพุ่งทะลุ 125 ดอลลาร์ เกินสถิติสูงสุดในช่วงสงครามอิหร่าน

    ในขณะที่ตลาดน้ำมันดิบโลกยังคงผันผวนอย่างต่อเนื่องท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง นักเทรดบนแพลตฟอร์ม Kalshi ซึ่งเป็นตลาดทำนายเหตุการณ์ (Prediction Markets) ที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดแห่งหนึ่งในสหรัฐฯ กำลังส่งสัญญาณที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง โดยคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันดิบ West Texas Intermediate (WTI) ยังไม่ถึงจุดสูงสุดของปีนี้ และยังมีโอกาสที่จะพุ่งขึ้นไปสูงกว่าระดับสูงสุดในช่วงสงครามอีกมาก ตัวเลขที่ตลาดทำนายบอก: มากกว่าครึ่งหนึ่งเชื่อว่าจะแตะ 127 ดอลลาร์ ข้อมูลจาก Kalshi ระบุว่ามีโอกาส มากกว่า 50% ที่ราคา WTI จะแตะระดับ 127 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในปีนี้ ซึ่งสูงกว่าระดับปิดสูงสุดในปัจจุบันที่ประมาณ 113 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เมื่อวันที่ 7 เมษายนอย่างมีนัยสำคัญ และนักเทรดยังประเมินโอกาส 63% ที่ราคาจะข้ามระดับ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในขณะที่ราคา WTI ยังคงต่ำกว่าจุดสูงสุดก่อนที่สหรัฐฯ และอิหร่านจะประกาศหยุดยิง แต่ก็ยังสูงกว่าระดับต่ำสุดที่ 82.59 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เมื่อวันที่ 17 เมษายนอย่างมาก ราคาปัจจุบันกลับมาอยู่เหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อีกครั้ง…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *