โลกในไฟสงคราม: ช่องแคบฮอร์มุซ สงครามการค้า และจุดเปลี่ยนภูมิรัฐศาสตร์โลก พ.ศ. 2569
โลกในกลางปี 2569 กำลังเผชิญกับพายุสามลูกที่ซ้อนทับกันอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในรอบหลายทศวรรษ ได้แก่ สงครามในตะวันออกกลางที่ปิดช่องแคบฮอร์มุซ วิกฤตพลังงานที่กระหน่ำซัดเศรษฐกิจเอเชีย และการประชุมสุดยอดสหรัฐฯ-จีนที่กรุงปักกิ่งซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์การค้าโลกได้อีกครั้ง นักลงทุนทั่วโลกกำลังจับตามองอย่างใจจดใจจ่อว่าปัจจัยเหล่านี้จะสร้างโอกาสหรือความเสียหายครั้งใหญ่เพียงใด
วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ: ภัยพิบัติพลังงานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์
นับตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เมื่อสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางอากาศต่ออิหร่าน ช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของการค้าพลังงานโลกก็แทบจะปิดตายสนิท การหยุดชะงักของการขนส่งผ่านช่องแคบดังกล่าวก่อให้เกิดการหยุดชะงักการจัดหาครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดน้ำมันโลก ผู้อำนวยการบริหารของ IEA ถึงกับบรรยายสถานการณ์นี้ว่าเป็น “ภัยคุกคามด้านความมั่นคงพลังงานโลกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์”
การไหลของน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมผ่านช่องแคบฮอร์มุซลดลงจากประมาณ 20 ล้านบาร์เรลต่อวันก่อนสงคราม เหลือเพียงกว่า 2 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนมีนาคม ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่าโลกกำลังสูญเสียน้ำมันไปกว่า 90% ของปริมาณที่เคยไหลผ่านช่องแคบนี้ทุกวัน
ตลาดน้ำมันตอบสนองอย่างรวดเร็ว โดยราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งสูงเกิน 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ต้นทุนพลังงาน ปุ๋ย และการขนส่งที่สูงขึ้น รวมถึงค่าระวางเรือ ราคาเชื้อเพลิงสำหรับเรือ และเบี้ยประกันภัย อาจส่งผลให้ต้นทุนอาหารเพิ่มสูงขึ้นและกดดันค่าครองชีพ โดยเฉพาะกับกลุ่มเปราะบางที่สุด
Bloomberg รายงานว่า ราคาเชื้อเพลิงกลั่นอย่างดีเซลและน้ำมันเครื่องบินพุ่งสูงอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา บางครั้งทะลุ 200 ดอลลาร์ นำมาซึ่งสัญญาณแรกของการชะลอความต้องการในตลาดเอเชียซึ่งพึ่งพาน้ำมันดิบและก๊าซปิโตรเลียมเหลวจากช่องแคบฮอร์มุซเป็นหลัก
ในส่วนของก๊าซธรรมชาติ สถานการณ์เลวร้ายยิ่งกว่า การหยุดชะงักของการขนส่ง LNG ผ่านช่องแคบทำให้ปริมาณ LNG จากกาตาร์และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ลดลงกว่า 300 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวันนับตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม โรงงาน Ras Laffan ในกาตาร์ซึ่งเป็นโรงงานผลิต LNG ที่ใหญ่ที่สุดในโลกหยุดดำเนินการตั้งแต่ถูกโจมตีเมื่อวันที่ 2 มีนาคม
ไทยและอาเซียน: แนวหน้าของวิกฤตพลังงาน
ไทยกำลังเผชิญผลกระทบโดยตรงในฐานะหนึ่งในประเทศที่พึ่งพาพลังงานจากตะวันออกกลางสูงมาก ไทยนำเข้าน้ำมัน 57% จากตะวันออกกลางซึ่งต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ราคาน้ำมันดีเซลพุ่งขึ้นจาก 29.94 บาทต่อลิตรในเดือนกุมภาพันธ์ สู่ระดับสูงสุดที่ 50.54 บาทต่อลิตรเมื่อวันที่ 7 เมษายน
JP Morgan ระบุในรายงานว่า เศรษฐกิจอาเซียนอยู่ในกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากความขัดแย้งนี้ เนื่องจากพึ่งพาพลังงานนำเข้าจากตะวันออกกลางในสัดส่วนสูง โดยฟิลิปปินส์ประกาศสภาวะฉุกเฉินด้านพลังงานแห่งชาติหลังราคาน้ำมันพุ่งสูงกว่าเท่าตัว อินโดนีเซียและเวียดนามใช้มาตรการปันส่วนพลังงาน และภาคประมงของไทยเริ่มหยุดดำเนินการเนื่องจากต้นทุนน้ำมันเรือพุ่งสูง
CNN Business รายงานว่า เอเชียซึ่งพึ่งพาตะวันออกกลางด้านพลังงานเป็นอย่างมากได้รับผลกระทบจากราคาที่สูงขึ้นก่อน โดยเฉพาะประเทศอย่างอินเดีย ฟิลิปปินส์ และไทย ที่เศรษฐกิจพึ่งพาการผลิตแบบดั้งเดิมและภาคบริการ กำลังเผชิญความยากลำบากในการจัดหาเชื้อเพลิงมากกว่า
ภาคเกษตรไทยกำลังเจ็บปวดหนัก นอกจากน้ำมันแล้ว ปุ๋ยยูเรียที่ต้องอาศัยก๊าซธรรมชาติในการผลิตก็หายากขึ้นและราคาพุ่งสูง ซึ่งส่งผลกระทบต่อต้นทุนการเกษตรโดยตรง IMF คาดการณ์ว่า ในสถานการณ์ฐาน ซึ่งสมมติว่าความขัดแย้งสั้นและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ด้านพลังงานเพิ่มขึ้น 19% ในปี 2569 การเติบโตของเศรษฐกิจโลกจะอยู่ที่เพียง 3.1% และเงินเฟ้อจะอยู่ที่ 4.4%
สงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน: จากไฟสงครามสู่โต๊ะเจรจาปักกิ่ง
ขณะที่วิกฤตพลังงานยังลุกโชน ความสนใจของโลกการเงินก็จับจ้องไปที่กรุงปักกิ่ง ซึ่งประธานาธิบดีทรัมป์เดินทางพบกับประธานาธิบดีสีจิ้นผิงเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคมที่ผ่านมา
CNBC รายงานว่า การประชุมสุดยอดครั้งนี้ต่อยอดจากการพบกันของทรัมป์และสีจิ้นผิงในเกาหลีใต้เมื่อปลายปีที่แล้ว ซึ่งนำมาสู่การละลายความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสองประเทศ โดยทรัมป์เรียกกลุ่มนี้ว่า G2 จุดประกายความหวังว่าจะมีการขยายการสงบศึก
วอชิงตันและปักกิ่งเคยติดหล่มในสงครามการค้าอันขมขื่นเมื่อปีที่แล้ว โดยความขัดแย้งส่วนใหญ่มีศูนย์กลางอยู่ที่นโยบายภาษีศุลกากรที่ก้าวร้าวของทรัมป์และการตอบโต้ของจีน ความตึงเครียดเริ่มคลายลงในช่วงปลายปีหลังการเจรจาระหว่างนักเจรจาการค้าสหรัฐฯ กับฝ่ายจีน
ประเด็นเทคโนโลยีเป็นจุดร้อนหลักของการประชุม CNBC รายงานว่า หลังจากทรัมป์พบสีจิ้นผิงในวันพฤหัสบดี Reuters รายงานว่าวอชิงตันได้อนุมัติการขายชิป AI รุ่น H200 ของ Nvidia ให้กับบริษัทเทคโนโลยีจีนรายใหญ่หลายราย
McKinsey Global Institute ชี้ให้เห็นภาพใหญ่ว่า ภาษีศุลกากรก่อให้เกิดการปรับโครงสร้างการค้า โดยการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนลดลงประมาณ 30% สหรัฐฯ ชดเชยส่วนที่ขาดไปราว 2 ใน 3 ด้วยการนำเข้าจากประเทศอื่น ขณะที่ผู้ส่งออกจีนในสินค้าอุปโภคบริโภคตั้งแต่รถยนต์ไฟฟ้าจนถึงของเล่น ลดราคาเฉลี่ย 8% เพื่อหาผู้ซื้อในตลาดใหม่ และอาเซียนได้ประโยชน์จากการเพิ่มการค้ากับทั้งสองเศรษฐกิจ
มาตรการคว่ำบาตรและสงครามแร่หายาก: อาวุธเศรษฐกิจยุคใหม่
ความจริงที่ว่าโลกพึ่งพาดอลลาร์สหรัฐในการทำธุรกรรมระหว่างธนาคาร ให้อำนาจสหรัฐฯ ในการคุกคามประเทศอื่นด้วยมาตรการคว่ำบาตรทางการเงิน โดยผลักออกจากระบบดอลลาร์ ขณะที่จีนกำลังพัฒนาจุดคอขวดของตัวเอง ที่โดดเด่นที่สุดคือแร่ธาตุสำคัญ
กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้ออกมาตรการคว่ำบาตรบริษัทในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โอมาน และฮ่องกง ที่ถูกกล่าวหาว่าอำนวยความสะดวกในการขายน้ำมันอิหร่านให้จีน ส่งผลให้ตลาดน้ำมันตึงตัวขึ้น โดยนักวิเคราะห์ที่ Saxo Bank เตือนว่าราคา Brent อาจเกิน 110 ดอลลาร์หากภาวะชะงักงันทางการทูตยังดำเนินต่อไ
ในฝั่งจีน การที่จีนควบคุมแร่ธาตุสำคัญและแร่หายากเป็นปัจจัยสำคัญในการตอบโต้ภาษีสหรัฐฯ ปี 2568 โดยปักกิ่งจำกัดการส่งออกบางส่วนไปสหรัฐฯ ก่อนที่การสงบศึกทางการค้าจะมีผลบังคับใช้ แม้ภายใต้การสงบศึกดังกล่าว การควบคุมการส่งออกแร่หายากหนักและแม่เหล็กบางส่วนของจีนก็ยังไม่ได้รับการยกเลิกอย่างสมบูรณ์
Foreign Policy วิเคราะห์ว่า จีนพบอาวุธอสมมาตรที่สมบูรณ์แบบในรูปแบบการจำกัดแร่หายากที่สร้างต้นทุนเพียงเล็กน้อยแก่เศรษฐกิจจีนเอง ขณะที่สร้างความเสียหายอย่างมากต่ออุตสาหกรรมสหรัฐฯ
เศรษฐกิจโลกแตกขั้ว: IMF และธนาคารโลกปรับลดการคาดการณ์
IMF ออกรายงาน World Economic Outlook ฉบับเดือนเมษายน 2569 ภายใต้ชื่อ “เศรษฐกิจโลกในเงามืดของสงคราม” สงครามในตะวันออกกลางได้หยุดยั้งโมเมนตัมการเติบโตที่คาดว่าจะพาเศรษฐกิจโลกเติบโต 3.4% ในปี 2569 การปิดช่องแคบฮอร์มุซและความเสียหายต่อสิ่งอำนวยความสะดวกสำคัญในภูมิภาคที่เป็นศูนย์กลางการจัดหาไฮโดรคาร์บอนของโลก ก่อให้เกิดความเสี่ยงของวิกฤตพลังงานครั้งใหญ่หากการสู้รบยังดำเนินต่อไป
ในสถานการณ์เลวร้ายที่การหยุดชะงักด้านพลังงานยืดเยื้อไปจนถึงปีหน้า ความคาดหวังด้านเงินเฟ้อจะถูกปล่อยออกจากกรอบอย่างชัดเจน และภาวะทางการเงินจะตึงตัวอย่างรุนแรง การเติบโตของเศรษฐกิจโลกจะลดลงเหลือ 2% ในปีนี้และปีหน้า ขณะที่เงินเฟ้อจะเกิน 6%
ในส่วนของจีน แม้จะรายงานการเติบโต GDP ที่ 5% ในไตรมาสแรกปี 2569 การตรวจสอบอย่างละเอียดเผยให้เห็นการบริโภคที่อ่อนแอ วิธีการรายงานข้อมูลที่ขาดความสม่ำเสมอ และปัจจัยลมหัวจากแรงกดดันเงินเฟ้อที่เกิดจากสงครามในอิหร่าน
ขณะที่ยุโรปเผชิญแรงกดดันสองทาง ยูโรโซนกำลังต่อสู้กับการผลิตอุตสาหกรรมที่หยุดนิ่งและขาดแคลนตัวเร่งทางการคลังที่ชัดเจน โดยมีอัตราการเติบโต GDP เพียง 0.1%
บทสรุป: ผลกระทบต่อนักลงทุนไทยและกลยุทธ์รับมือ
สำหรับนักลงทุนไทย วิกฤตหลายชั้นที่กำลังเกิดขึ้นพร้อมกันสร้างทั้งความเสี่ยงและโอกาสที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ
ความเสี่ยงเร่งด่วน ได้แก่ เงินเฟ้อในประเทศที่จะยังคงสูงตราบใดที่ราคาน้ำมันยังไม่ลดลง ต้นทุนการผลิตของภาคอุตสาหกรรมและเกษตรที่สูงขึ้น และความผันผวนของค่าเงินบาทท่ามกลางความไม่แน่นอน ราคาพลังงานที่สูงส่งผลโดยตรงต่อเงินเฟ้ออาหาร ซึ่งคิดเป็น 25-35% ของตะกร้าดัชนีผู้บริโภคในอาเซียน กดดันกำลังซื้อครัวเรือนและฉุดการบริโภค
โอกาสที่น่าจับตา ได้แก่ หุ้นพลังงานทางเลือกและพลังงานหมุนเวียน ซึ่งวิกฤตครั้งนี้เป็นตัวเร่งการเปลี่ยนผ่านพลังงาน เป้าหมายของอาเซียนที่จะมีกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียน 45% ภายในปี 2573 จะเป็นธีมการลงทุนระยะยาวที่สำคัญ นอกจากนี้ หากการเจรจาสหรัฐฯ-จีนสำเร็จ ไทยในฐานะฐานการผลิตที่ได้รับอานิสงส์จากการ Diversify Supply Chain จะยังคงได้รับการลงทุนจากต่างชาติต่อเนื่อง
คำแนะนำเชิงกลยุทธ์ สำหรับนักลงทุนในช่วงนี้ควรกระจายความเสี่ยงโดยลดสัดส่วนสินทรัพย์ที่ไวต่อราคาพลังงาน พิจารณาสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงอย่างทองคำที่มักแข็งค่าในช่วงภูมิรัฐศาสตร์ตึงเครียด และรอจับตาสัญญาณจากการประชุม OPEC+ และความคืบหน้าการเจรจา Trump-Xi ว่าจะนำมาซึ่งเสถียรภาพหรือความวุ่นวายรอบใหม่
ในโลกที่ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และความผันผวนด้านกฎระเบียบกำลังปรับเปลี่ยนการค้าโลกในปี 2569 ความสำเร็จขึ้นอยู่กับความสามารถในการคาดการณ์การเปลี่ยนแปลง ปรับตัวอย่างรวดเร็ว และสร้างห่วงโซ่อุปทานที่มีความยืดหยุ่น โปร่งใส และพร้อมรับมือกับความไม่แน่นอน
โลกกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ที่ความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจถูกทดสอบโดยภูมิรัฐศาสตร์ นักลงทุนที่เข้าใจพลวัตนี้และวางกลยุทธ์รับมืออย่างรอบคอบจะอยู่ในตำแหน่งที่ดีกว่าในเกมระยะยาว
