โภคภัณฑ์โลกเดือดร้อน: น้ำมันพุ่ง ทองยืนสูง เงินผันผวน เมื่อฮอร์มุซยังคับแคบ
|

โภคภัณฑ์โลกเดือดร้อน: น้ำมันพุ่ง ทองยืนสูง เงินผันผวน เมื่อฮอร์มุซยังคับแคบ

ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์โลกยังคงอยู่ในภาวะปั่นป่วนสูงในเดือนพฤษภาคม 2569 หลังวิกฤตการณ์ตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ ส่งผลให้ช่องแคบฮอร์มุซปิดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ กระทบการส่งออกน้ำมันดิบกว่า 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือราว 1 ใน 5 ของอุปทานโลก ณ วันที่ 21 พฤษภาคม 2569 ราคาน้ำมัน Brent อยู่ที่ประมาณ 105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ทองคำซื้อขายบริเวณ 4,550 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และตลาดพลังงานโลกก็เผชิญกับความตึงเครียดที่ไม่เคยพบเห็นในรอบหลายทศวรรษ นักลงทุนไทยและภาคธุรกิจไม่อาจเมินเฉยต่อคลื่นยักษ์ลูกนี้ได้อีกต่อไป

ช่องแคบฮอร์มุซ: หัวใจที่หยุดเต้นของตลาดพลังงานโลก

เหตุการณ์ที่เริ่มปะทุขึ้นในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 กลายเป็นจุดเปลี่ยนครั้งประวัติศาสตร์ของตลาดพลังงานโลก เมื่อความขัดแย้งทางทหารในตะวันออกกลางลุกลามจนนำไปสู่การปิดตัวของช่องแคบฮอร์มุซอย่างมีนัยสำคัญ การปิดช่องแคบดังกล่าวนับเป็นการปิดที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ โดยก่อนเกิดความขัดแย้ง มีน้ำมันดิบราว 20 ล้านบาร์เรลต่อวันผ่านช่องแคบแห่งนี้ คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 20% ของปริมาณน้ำมันทั้งหมดในโลก

ผลกระทบปรากฏชัดเจนในทันที รัฐบาลสหรัฐฯ และพันธมิตรประเมินว่าอิรัก ซาอุดีอาระเบีย คูเวต สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ และบาห์เรน รวมกันลดการผลิตน้ำมันดิบลงถึง 10.5 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนเมษายน ซึ่งเป็นตัวเลขที่สั่นสะเทือนตลาดพลังงานโลกอย่างรุนแรง

สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ออกรายงานฉบับเดือนพฤษภาคมระบุว่า การหยุดชะงักของเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซส่งผลให้สต็อกน้ำมันบนบกลดลงถึง 170 ล้านบาร์เรล หรือ 5.7 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนเมษายนเพียงเดือนเดียว ขณะที่ North Sea Dated ซื้อขายในช่วงกว้างที่ผิดปกติถึงเกือบ 50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในเดือนเดียวกัน

ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งแตะระดับสูงสุดที่ 138 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในวันที่ 7 เมษายน และเฉลี่ยอยู่ที่ 117 ดอลลาร์ตลอดทั้งเดือน ก่อนที่จะปรับตัวลงมาบริเวณ 105 ดอลลาร์ในช่วงกลางถึงปลายเดือนพฤษภาคม โดย WTI ก็ซื้อขายอยู่ที่บริเวณ 99.85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในการซื้อขายช่วงบ่ายของวันที่ 18 พฤษภาคม

US EIA คาดการณ์ว่า สต็อกน้ำมันโลกจะลดลงเฉลี่ย 8.5 ล้านบาร์เรลต่อวันในไตรมาส 2 ปีนี้ กดดันให้ราคา Brent ยืนอยู่ที่บริเวณ 106 ดอลลาร์ในเดือนพฤษภาคมและมิถุนายน ก่อนที่จะค่อยๆ ผ่อนคลายลงเมื่อการผลิตน้ำมันในตะวันออกกลางฟื้นตัว โดยคาดว่าราคาจะลดลงสู่เฉลี่ย 89 ดอลลาร์ในไตรมาส 4

ทองคำ: ระหว่างพายุเงินเฟ้อและความต้องการความปลอดภัย

ทองคำในปี 2569 กลายเป็นสนามรบของแรงกดดันสองทิศทาง ด้านหนึ่งคือความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยจากความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์ อีกด้านคือแรงกดดันจากเงินเฟ้อและการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยที่พุ่งสูง

ราคาทองคำที่ทำสถิติสูงสุดตลอดกาลอยู่ที่ 5,589 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในเดือนมกราคม 2569 แต่ทองคำต้องเผชิญแรงกดดันอย่างหนักนับตั้งแต่ความขัดแย้งปะทุขึ้น เนื่องจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงจุดชนวนความกังวลด้านเงินเฟ้อและเสริมความคาดหวังว่าธนาคารกลางจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม

เหตุการณ์ที่น่าจับตามองคือช่วงต้นเดือนพฤษภาคม ทองคำปรับขึ้นราว 1.7% จาก 4,702 ดอลลาร์ไปสู่ 4,783 ดอลลาร์ระหว่างวันที่ 7 ถึงกลางสัปดาห์ แต่ราคากลับพลิกดิ่งลงอีกครั้ง โดยนักวิเคราะห์เชิงเทคนิคจัดให้เป็น “การฟื้นตัวชั่วคราว” ในกระแสขาลงระยะยาว มากกว่าจะเป็นสัญญาณกลับทิศทางที่แท้จริง

ณ วันที่ 19 พฤษภาคม ทองคำซื้อขายอยู่ที่ราว 4,550 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ยืนหยัดจากเซสชันก่อนหน้าด้วยความหวังว่าสหรัฐฯ และอิหร่านอาจกลับสู่โต๊ะเจรจา ซึ่งช่วยบรรเทาความกังวลด้านเงินเฟ้อบางส่วน

ตัวเลขจาก State Street Investment Management ชี้ให้เห็นภาพที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น กองทุน ETF ทองคำที่จดทะเบียนในสหรัฐฯ มีเงินไหลเข้าสุทธิ 0.83 พันล้านดอลลาร์ในเดือนเมษายน ลดยอดไหลออก YTD ลงเหลือ 1.5 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่จีนยังคงสะสมทองคำอย่างต่อเนื่อง และการซื้อขายในเอเชียชัดเจนว่าช่วยพยุงตลาดทองคำในช่วงที่ราคาอ่อนตัว

ปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนต้องจับตาคือการยืนยันตำแหน่งประธาน Fed คนใหม่ Kevin Warsh ผู้ถูกมองว่ามีแนวคิดเหยี่ยว ได้รับการยืนยันจากวุฒิสภาแล้ว สร้างความกังวลต่อทิศทางนโยบายการเงิน ขณะที่อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ อยู่ที่ 3.8% ซึ่งร้อนแรงที่สุดนับตั้งแต่พฤษภาคม 2566 และดัชนีราคาผู้ผลิตบันทึกการปรับขึ้นสูงสุดในรอบ 4 ปีในเดือนเดียว

เงิน (Silver): พระเอกหรือผู้แพ้ในศึกโลหะมีค่า?

เงินกลายเป็นสินทรัพย์ที่ผันผวนที่สุดในกลุ่มโลหะมีค่าในปี 2569 ผสมผสานระหว่างคุณสมบัติของสินทรัพย์ปลอดภัยและโลหะอุตสาหกรรม

ในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม เงินพุ่งขึ้นถึง 15.8% จาก 77.83 ดอลลาร์ไปสู่ 90.11 ดอลลาร์ต่อออนซ์ใน 5 วันทำการ แต่จากนั้นกลับดิ่งลง 15.6% จากจุดสูงสุด ภายในสัปดาห์เดียวกัน แสดงให้เห็นความผันผวนสูงกว่าทองคำอย่างชัดเจน และนักวิเคราะห์ระบุว่าเงินมักเป็น “ทองคำที่ถูกขยายสัญญาณ” ทั้งด้านบวกและด้านลบ

ณ วันที่ 20 พฤษภาคม ราคาเงินบน Multi Commodity Exchange ของอินเดียปรับตัวขึ้น 0.82% มาอยู่ที่ 272,325 รูปีต่อกิโลกรัม แม้ทองคำจะลดลง 0.23%

สถาบันวิจัยด้านสินค้าโภคภัณฑ์ระดับโลกมองภาพระยะยาวของเงินอย่างมีความหวัง หลังจากทำสถิติขึ้น 120% ในปี 2568 เงินได้ก้าวเข้าสู่ “พื้นที่ค้นพบราคา” ใหม่ ด้วยการขาดดุลอุปทานเชิงโครงสร้างต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 และความต้องการทางอุตสาหกรรมที่เร่งตัวขึ้นจากกระแสการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ธนาคารชั้นนำคาดว่าราคาเงินปี 2569 จะอยู่ที่ 56-65 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ส่วนโมเดลเชิงเทคนิคบางแห่งชี้ว่าอาจสูงถึง 72-88 ดอลลาร์

ความต้องการเงินจากภาคอุตสาหกรรมเป็นหัวใจสำคัญของเรื่องนี้ โดยเฉพาะการผลิตแผงโซลาร์เซลล์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และยานยนต์ไฟฟ้า นักวิเคราะห์บางรายยังคงตั้งเป้าหมายราคาเงินสิ้นปีไว้สูง โดยอาศัยเหตุผลว่าการขาดดุลอุปทานครั้งใหญ่ที่คาดการณ์ไว้สำหรับช่วงปี 2569-2573 จะถูกขับเคลื่อนด้วยการเปลี่ยนผ่านพลังงานระดับโลก

LNG และพลังงาน: เอเชียในสถานการณ์ฉุกเฉิน

ผลกระทบจากวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซไม่ได้จำกัดอยู่แค่น้ำมันดิบ LNG หรือก๊าซธรรมชาติเหลวซึ่งเป็นเส้นเลือดพลังงานสำหรับเอเชียได้รับแรงกระทบรุนแรงพอๆ กัน

ราคา LNG ในเอเชียพุ่งขึ้นถึง 94% ตลอดเดือนมีนาคม ขณะที่ราคาก๊าซธรรมชาติในยุโรปปรับขึ้น 59% ในช่วงเวลาเดียวกัน สาเหตุหลักคือการหยุดชะงักของการส่งออก LNG จากตะวันออกกลาง โดยเฉพาะจากกาตาร์และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

LNG ประมาณ 300 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน หรือราว 1 ใน 5 ของอุปทานโลก ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง โดยสถานีส่งออก Ras Laffan ของกาตาร์ซึ่งเป็นคอมเพล็กซ์ส่งออก LNG ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ยังคงออฟไลน์อยู่ตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม

เอเชียเผชิญความเสี่ยงสูงเป็นพิเศษ มีการประมาณการว่า 80-90% ของปริมาณ LNG ที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซมีจุดหมายปลายทางที่ตลาดเอเชีย ส่งผลให้ราคา LNG ของญี่ปุ่นพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก

ธนาคารโลกระบุในรายงาน Commodity Markets Outlook ว่า ราคาพลังงานโดยรวมในปี 2569 คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 24% ขณะที่ราคาปุ๋ยจะปรับขึ้น 31% โดยราคาสินค้าโภคภัณฑ์โดยรวมจะปรับเพิ่มขึ้น 16% ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นรายปีครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2565

กระทบไทยอย่างไร: บาทอ่อน น้ำมันแพง กองทุนน้ำมันวิกฤต

ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงานครั้งนี้อย่างหนักหน่วง เนื่องจากโครงสร้างการนำเข้าพลังงานที่พึ่งพาตะวันออกกลางสูง

ไทยมีความเสี่ยงเป็นพิเศษ เนื่องจากเกือบครึ่งหนึ่งของการนำเข้าน้ำมันและก๊าซมาจากตะวันออกกลาง ขณะที่นักลงทุนต่างชาติเริ่มถอยออกจากสินทรัพย์ไทยในช่วงที่ราคาพลังงานพุ่งสูง

ในส่วนของ LNG ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักสำหรับการผลิตไฟฟ้า ราคา LNG สปอตได้ปรับตัวขึ้นจากราว 10 ดอลลาร์ต่อล้าน BTU ไปสู่ระหว่าง 14-15 ดอลลาร์ และส่วนต่างนี้จะถูกนำไปคำนวณในอัตราค่าไฟฟ้างวดถัดไป ขณะที่รัฐบาลใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่ออุดหนุนและกำหนดเพดานราคาดีเซลที่ 30 บาทต่อลิตร

สถานการณ์กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง ณ วันที่ 22 มีนาคม 2569 กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงกลับมาอยู่ในภาวะขาดดุลที่ 28,109 ล้านบาท โดยดีเซลความเร็วสูงสามัญได้รับการอุดหนุนสูงถึง 26.99 บาทต่อลิตร ณ วันที่ 24 มีนาคม และหากไม่มีมาตรการควบคุมราคา ดีเซลจะขยับขึ้นไปอยู่ที่ 54.19 บาทต่อลิตร

นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ต้องเผชิญกับแรงกดดันทั้งจากภายในและภายนอก เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2569 ความขัดแย้งได้ลุกลามกลายเป็นวิกฤตพลังงานระดับโลก โดยการปิดช่องแคบฮอร์มุซส่งผลให้ Brent ทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และพุ่งสูงสุดที่ 126 ดอลลาร์ในต้นเดือนมีนาคม สำหรับไทยผลกระทบมาในรูปแบบของต้นทุนที่สูงขึ้นผ่านราคาเชื้อเพลิง ค่าขนส่ง การขาดแคลนวัตถุดิบ และต้นทุนโลจิสติกส์ ซึ่งทั้งหมดกลายเป็นปัญหาค่าครองชีพในประเทศ

ภาคเอกชนไทยก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ซีอีโอของ Osotspa ระบุว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้ผลักดันให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น โดยเฉพาะต้นทุนพลังงานรวมถึง LNG ที่ใช้สำหรับโรงงานแก้วบรรจุภัณฑ์ และบริษัทได้จัดการความเสี่ยงล่วงหน้าด้วยการทำสัญญากับ PTT เพื่อล็อคราคาพลังงานถึงปี 2571 และ 2572

ด้านนักวิเคราะห์จาก Bank of America ได้ปรับคาดการณ์เกี่ยวกับค่าเงินบาทโดยอ้างถึงสองปัจจัยหลัก ได้แก่ ราคาน้ำมันโลกที่ยังคงสูงซึ่งกดดันต้นทุนนำเข้าของไทย และการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวที่ยังต่ำกว่าประมาณการ ทั้งสองปัจจัยส่งผลให้ค่าบาทอยู่ในแรงกดดันต่อเนื่อง

มุมมองผู้เชี่ยวชาญ: ตลาดยังไม่สิ้นสุดปั่นป่วน

นักเศรษฐศาสตร์และนักวิเคราะห์ตลาดโภคภัณฑ์ชั้นนำในเอเชียมีมุมมองที่หลากหลายต่อทิศทางตลาดในระยะข้างหน้า

สถาบัน Westpac ในออสเตรเลียปรับคาดการณ์ราคาน้ำมันขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยคาดว่า Brent จะเฉลี่ยอยู่ที่ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในไตรมาส 2 ปีนี้ ก่อนที่จะผ่อนคลายลงสู่เฉลี่ย 87 ดอลลาร์ในไตรมาส 4 เมื่อความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์คลี่คลายและราคาที่สูงเริ่มทำลายอุปสงค์

ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานจาก IG International ชี้ว่าตลาดน้ำมันกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ อุปทานนอก OPEC กำลังเติบโตเร็วกว่าความต้องการถึง 3 เท่า ซึ่งหากความตึงเครียดในช่องแคบฮอร์มุซคลี่คลายลง แรงกดดันด้านอุปทานจะลดลงอย่างรวดเร็ว

สำหรับทองคำ State Street ระบุว่า การขึ้นราคาน้ำมันดิบอย่างรุนแรงและต่อเนื่องสู่ 120-140 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อาจเป็นปัจจัยถ่วงให้ราคาทองคำอย่างน้อยในระยะสั้น ทำให้สถานการณ์กดดันให้ทองคำทดสอบระดับ 4,000 ดอลลาร์ แต่นักลงทุนน่าจะเข้าซื้อและพยุงราคาไว้ได้ในที่สุด

ด้านนักวิเคราะห์เทคนิคจาก Discovery Alert เตือนว่า กระแสขาลงของทองคำในระยะสั้นยังคงมีอยู่ โดยเสนอแนะให้นักลงทุนพิจารณาขนาดของ Position และการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ

นักวิเคราะห์หลายรายมองไปในทิศทางเดียวกันว่า ตัวแปรที่จะกำหนดทิศทางตลาดในครึ่งปีหลังของปี 2569 คือความคืบหน้าของการเจรจาสันติภาพในตะวันออกกลาง โดย IEA คาดว่า หากมีข้อตกลงยุติสงครามและเส้นทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซค่อยๆ เปิดขึ้นอีกครั้งตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2569 อุปทานน้ำมันจะฟื้นตัวได้ช้ากว่าอุปสงค์ ทำให้ตลาดน้ำมันยังคงขาดดุลจนถึงไตรมาสสุดท้ายของปี

บทสรุปและผลกระทบต่อนักลงทุนไทย

ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์โลกในเดือนพฤษภาคม 2569 สะท้อนภาพที่ชัดเจนว่า เราอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญที่หาได้ยากในรอบหลายทศวรรษ การปิดช่องแคบฮอร์มุซไม่ใช่เพียงเหตุการณ์ชั่วคราว แต่เป็นการทดสอบโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของโลกอย่างแท้จริง

สำหรับนักลงทุนไทย มีประเด็นที่ต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน ดังนี้

ด้านพลังงาน: ราคาน้ำมันที่ยืนเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลส่งผลทางตรงต่อต้นทุนการผลิต การขนส่ง และค่าครองชีพ หุ้นกลุ่มพลังงานอาจได้รับประโยชน์ในระยะสั้น แต่กลุ่มที่พึ่งพาพลังงานสูงอย่างปิโตรเคมี สายการบิน และโลจิสติกส์จะเผชิญแรงกดดันต้นทุนต่อเนื่อง

ด้านทองคำ: ทองคำยังคงมีบทบาทเป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง แม้ว่าแรงกดดันจากการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นจะจำกัดศักยภาพขาขึ้นในระยะสั้น นักลงทุนที่ต้องการ Hedge ความเสี่ยงควรพิจารณาการกระจายลงทุนในทองคำระดับ 5-10% ของพอร์ต

ด้านเงิน (Silver): เงินมีโอกาสน่าสนใจในระยะยาวจากแรงขับเคลื่อนของการเปลี่ยนผ่านพลังงาน แต่ความผันผวนสูงในระยะสั้นต้องการการบริหารความเสี่ยงที่รัดกุม

ด้านค่าเงิน: ค่าเงินบาทยังเผชิญความเสี่ยงขาอ่อนจากทั้งราคาพลังงานที่สูงและการไหลออกของนักลงทุนต่างชาติ ธุรกรรมนำเข้าที่ต้องใช้เงินดอลลาร์ควรพิจารณา Hedging ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน

สัญญาณที่สำคัญที่สุดในช่วง 2-3 เดือนข้างหน้าคือความคืบหน้าของการเจรจาสันติภาพในตะวันออกกลาง หากมีสัญญาณบวกของการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ราคาน้ำมันอาจร่วงลงอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ทองคำอาจฟื้นตัวพร้อมกับการลดความคาดหวังเรื่องการขึ้นอัตราดอกเบี้ย ทั้งหมดนี้บ่งชี้ว่าปี 2569 จะยังคงเป็นปีแห่งความผันผวนที่นักลงทุนต้องตื่นตัวและปรับกลยุทธ์ได้อย่างรวดเร็ว

Similar Posts

  • เศรษฐกิจโลกสั่นคลอน: สงครามตะวันออกกลาง เงินเฟ้อพุ่ง และยุคใหม่ของธนาคารกลางสหรัฐฯ

    เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับบทพิสูจน์ครั้งสำคัญในรอบหลายปี เมื่อสงครามในตะวันออกกลางปะทุขึ้นต้นปี 2569 ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะลุระดับ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล กระตุ้นให้เงินเฟ้อทั่วโลกกลับมาเร่งตัวอีกครั้ง ขณะที่ธนาคารกลางสำคัญต่าง ๆ ยังคงต้องเดินหน้าต่อสู้กับแรงกดดันด้านราคา ท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจ และการเปลี่ยนตัวประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ ครั้งประวัติศาสตร์ วิกฤตพลังงานจากตะวันออกกลาง: ตัวแปรที่พลิกทุกสมการ จุดเริ่มต้นของความปั่นป่วนในปีนี้มาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการส่งออกพลังงานโลก โดยเฉพาะการปิดช่องแคบ Hormuz ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันดิบทางทะเลราว 35% ของโลก ธนาคารโลกระบุในรายงาน Commodity Markets Outlook ประจำเดือนเมษายนว่า การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและการหยุดชะงักของการขนส่งในช่องแคบ Hormuz ก่อให้เกิดการลดลงของอุปทานน้ำมันโลกครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยอุปทานลดลงในช่วงแรกประมาณ 10 ล้านบาร์เรลต่อวัน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบสูงขึ้นกว่า 50% เมื่อเทียบกับต้นปี Indermit Gill หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารโลก ให้ความเห็นไว้อย่างตรงไปตรงมาว่า “สงครามกำลังกระทบเศรษฐกิจโลกเป็นระลอก ๆ ต่อเนื่องกัน ทั้งจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น ราคาอาหารที่ตามมา และสุดท้ายเงินเฟ้อที่จะดันดอกเบี้ยขึ้นและทำให้หนี้แพงขึ้นอีก คนจนที่สุดจะได้รับผลกระทบหนักที่สุด เพราะต้องใช้รายได้ส่วนใหญ่ไปกับอาหารและพลังงาน” กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจโลกในรายงาน World Economic Outlook เดือนเมษายน โดยในกรณีฐาน…

  • | |

    เศรษฐกิจโลกสั่นคลอน สงครามอิหร่านปลุกเงินเฟ้อ ธนาคารกลางเผชิญทางเลือกที่เจ็บปวด

    โลกในช่วงกลางปี 2569 กำลังเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจที่ซับซ้อนที่สุดนับตั้งแต่ยุควิกฤตพลังงานในทศวรรษที่ผ่านมา สงครามอิหร่านที่ปะทุขึ้นในต้นปีส่งแรงกระเพื่อมไปทั่วโลก ราคาพลังงานทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่ธนาคารกลางชั้นนำต้องตัดสินใจในสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ระหว่างการสกัดเงินเฟ้อที่พุ่งสูงกับการพยุงเศรษฐกิจที่เริ่มส่งสัญญาณชะลอตัว ขณะเดียวกัน ธนาคารโลกยืนยันว่าเศรษฐกิจโลกยังแสดงความยืดหยุ่นเกินคาด แต่ก็ส่งสัญญาณเตือนถึงอนาคตที่มีความไม่แน่นอนสูง ภาพรวม GDP โลก: ทนทานกว่าที่คาด แต่ยังไม่พ้นวิกฤต ในเดือนมกราคม 2569 ธนาคารโลกได้เปิดเผยรายงาน Global Economic Prospects ฉบับล่าสุด ซึ่งส่งสัญญาณที่ค่อนข้างน่าพอใจในช่วงต้นปี เศรษฐกิจโลกพิสูจน์ให้เห็นว่ามีความยืดหยุ่นสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดย GDP โลกในปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวที่ระดับ 2.6% ชะลอลงเล็กน้อยจาก 2.7% ในปี 2568 ก่อนที่จะฟื้นตัวกลับมาที่ 2.7% ในปี 2570 สิ่งที่น่าสนใจคือสาเหตุที่ทำให้ตัวเลขถูกปรับขึ้น ธนาคารโลกระบุว่าประมาณสองในสามของการปรับประมาณการที่ดีขึ้นสะท้อนถึงการเติบโตที่ดีกว่าคาดของสหรัฐอเมริกา แม้จะต้องเผชิญกับความปั่นป่วนจากมาตรการภาษีนำเข้า โดยคาดว่า GDP สหรัฐฯ จะขยายตัวที่ 2.2% ในปี 2569 เทียบกับ 2.1% ในปีก่อน แต่ภาพที่สวยงามในต้นปีเริ่มมัวหมองลงเมื่อสงครามอิหร่านทวีความรุนแรงขึ้น OECD ปรับมุมมองใหม่อย่างมีนัยสำคัญ โดยคาดการณ์ว่า…

  • โลกในไฟสงคราม: ช่องแคบฮอร์มุซ สงครามการค้า และจุดเปลี่ยนภูมิรัฐศาสตร์โลก พ.ศ. 2569

    โลกในกลางปี 2569 กำลังเผชิญกับพายุสามลูกที่ซ้อนทับกันอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในรอบหลายทศวรรษ ได้แก่ สงครามในตะวันออกกลางที่ปิดช่องแคบฮอร์มุซ วิกฤตพลังงานที่กระหน่ำซัดเศรษฐกิจเอเชีย และการประชุมสุดยอดสหรัฐฯ-จีนที่กรุงปักกิ่งซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์การค้าโลกได้อีกครั้ง นักลงทุนทั่วโลกกำลังจับตามองอย่างใจจดใจจ่อว่าปัจจัยเหล่านี้จะสร้างโอกาสหรือความเสียหายครั้งใหญ่เพียงใด วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ: ภัยพิบัติพลังงานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ นับตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เมื่อสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางอากาศต่ออิหร่าน ช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของการค้าพลังงานโลกก็แทบจะปิดตายสนิท การหยุดชะงักของการขนส่งผ่านช่องแคบดังกล่าวก่อให้เกิดการหยุดชะงักการจัดหาครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดน้ำมันโลก ผู้อำนวยการบริหารของ IEA ถึงกับบรรยายสถานการณ์นี้ว่าเป็น “ภัยคุกคามด้านความมั่นคงพลังงานโลกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์” การไหลของน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมผ่านช่องแคบฮอร์มุซลดลงจากประมาณ 20 ล้านบาร์เรลต่อวันก่อนสงคราม เหลือเพียงกว่า 2 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนมีนาคม ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่าโลกกำลังสูญเสียน้ำมันไปกว่า 90% ของปริมาณที่เคยไหลผ่านช่องแคบนี้ทุกวัน ตลาดน้ำมันตอบสนองอย่างรวดเร็ว โดยราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งสูงเกิน 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ต้นทุนพลังงาน ปุ๋ย และการขนส่งที่สูงขึ้น รวมถึงค่าระวางเรือ ราคาเชื้อเพลิงสำหรับเรือ และเบี้ยประกันภัย อาจส่งผลให้ต้นทุนอาหารเพิ่มสูงขึ้นและกดดันค่าครองชีพ โดยเฉพาะกับกลุ่มเปราะบางที่สุด Bloomberg รายงานว่า ราคาเชื้อเพลิงกลั่นอย่างดีเซลและน้ำมันเครื่องบินพุ่งสูงอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา บางครั้งทะลุ 200 ดอลลาร์ นำมาซึ่งสัญญาณแรกของการชะลอความต้องการในตลาดเอเชียซึ่งพึ่งพาน้ำมันดิบและก๊าซปิโตรเลียมเหลวจากช่องแคบฮอร์มุซเป็นหลัก ในส่วนของก๊าซธรรมชาติ สถานการณ์เลวร้ายยิ่งกว่า การหยุดชะงักของการขนส่ง LNG…

  • |

    ทรัมป์ เผย อิหร่านเตรียมระงับโครงการนิวเคลียร์ ขณะที่ช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเปิดอีกครั้ง

    ประธานาธิบดีสหรัฐ Donald Trump เปิดเผยว่า อิหร่านได้ตกลงที่จะ “ระงับโครงการนิวเคลียร์อย่างไม่มีกำหนด” ซึ่งถือเป็นสัญญาณเชิงบวกครั้งสำคัญที่อาจนำไปสู่ข้อตกลงยุติสงครามระหว่างทั้งสองประเทศ หลังจากที่เตหะรานประกาศเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้การเดินเรือพาณิชย์กลับมาใช้งานได้อีกครั้ง ในการให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์เมื่อวันศุกร์ ทรัมป์ยืนยันว่า ข้อตกลงในการหยุดกิจกรรมนิวเคลียร์ของอิหร่านจะเป็นแบบ “ไม่มีกำหนดสิ้นสุด” หรือกล่าวได้ว่าเป็นการระงับแบบถาวร “ประเด็นสำคัญส่วนใหญ่ตกลงกันได้แล้ว และทุกอย่างน่าจะดำเนินไปได้อย่างรวดเร็ว” ทรัมป์กล่าว ขณะเดียวกัน เขายังปฏิเสธข้อเรียกร้องสำคัญของอิหร่านอย่างชัดเจน นั่นคือ การปล่อยเงินที่ถูกอายัดไว้ โดยยืนยันว่า สหรัฐจะไม่คืนเงินดังกล่าวให้ รายละเอียดข้อตกลงยังไม่ชัดเจน แม้ทรัมป์จะแสดงความมั่นใจ แต่รายละเอียดของข้อตกลงยังคงไม่ชัดเจน และทางอิหร่านเองก็ยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อคำกล่าวอ้างนี้ ประเด็นสำคัญคือ ข้อเสนอเรื่องการระงับโครงการนิวเคลียร์นั้น อาจขัดแย้งกับจุดยืนเดิมของอิหร่าน ที่ยืนยันมาโดยตลอดว่าประเทศมี “สิทธิในการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม” เพื่อการพัฒนาด้านพลังงาน สัญญาณบวกเพิ่มขึ้นหลังเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ในวันเดียวกัน ผู้นำอิหร่านประกาศว่า ช่องแคบฮอร์มุซเปิดให้เรือพาณิชย์ผ่านได้ หลังจากที่อิสราเอลตกลงหยุดยิงในเลบานอน หลังการประกาศดังกล่าว มีเรือบรรทุกน้ำมันอย่างน้อย 8 ลำ ที่ติดค้างอยู่ในอ่าวเปอร์เซีย รีบเคลื่อนตัวเข้าสู่ช่องแคบฮอร์มุซทันที เพื่อทดสอบว่าการเปิดเส้นทางครั้งนี้เป็นจริงหรือไม่ ทรัมป์ส่งสัญญาณเชิงบวกเพิ่มเติม ระหว่างเดินทางกลับกรุงวอชิงตันด้วยเครื่อง Air Force One ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า เขาได้รับ “ข่าวดีบางอย่าง” ที่เกี่ยวข้องกับอิหร่าน แม้จะไม่ได้เปิดเผยรายละเอียด เขายังระบุว่า…

  • |

    ราคาน้ำมันพุ่งต่อเนื่อง หลัง Trump ขู่อิหร่านรอบใหม่ Brent ทะลุ 114 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

    ตลาดน้ำมันโลกยังคงร้อนแรงไม่หยุด เมื่อราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นอีกครั้งในวันพุธ ขณะที่นักเทรดต้องชั่งน้ำหนักระหว่างสองปัจจัยที่กำลังสั่นสะเทือนตลาดพร้อมกัน ทั้งการที่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ตัดสินใจถอนตัวออกจาก OPEC อย่างกะทันหันจนตลาดตกใจ และสัญญาณที่ชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าสงครามอิหร่านจะไม่สิ้นสุดลงในเร็ววันอย่างที่หลายฝ่ายเคยหวัง น้ำมันดิบ Brent มาตรฐานสากล สัญญาส่งมอบเดือนมิถุนายน ปรับตัวขึ้น 2.8% มาอยู่ที่ 114.37 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ณ เวลา 7:18 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ ต่อเนื่องจากการปรับตัวขึ้นในเซสชันวันอังคารที่ทำให้ Brent บันทึกสถิติการปรับตัวขึ้นเป็นบวก 7 เซสชันติดต่อกัน ซึ่งเป็นสถิติที่ไม่เคยเกิดขึ้นมานานหลายปี ขณะที่น้ำมันดิบ West Texas Intermediate (WTI) ของสหรัฐฯ สัญญาส่งมอบเดือนมิถุนายน พุ่งขึ้น 3.3% ไปอยู่ที่ 103.18 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ต่อจากที่ปิดบวก 3.7% ในเซสชันก่อนหน้า และเมื่อมองภาพรวมนับตั้งแต่สงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่านปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 WTI สะสมกำไรไว้มากกว่า 49%…

  • |

    จากสิงคโปร์ถึงบรัสเซลส์ ผู้นำโลกจับตาดูการประชุมสุดยอด Trump-Xi จากระยะไกล

    เมื่อประธานาธิบดีสหรัฐฯ Donald Trump และประธานาธิบดีจีน Xi Jinping พบกันในกรุงปักกิ่งในวันพฤหัสบดี ทั้งสองและทีมงานจะปิดผนึกผลลัพธ์ในประเด็นที่อาจครอบคลุมได้อย่างกว้างขวางอย่างที่ไม่เคยเห็นในการประชุมทวิภาคีครั้งใดในรอบหลายทศวรรษ วาระการประชุมครอบคลุมตั้งแต่การค้า เทคโนโลยี การควบคุมการส่งออกแร่หายาก ไต้หวัน สงครามอิหร่าน ไปจนถึงปัญญาประดิษฐ์ ทำให้การประชุมสุดยอดครั้งนี้กลายเป็นเหตุการณ์ที่ทั้งโลกกำลังจับตามองด้วยความกังวลและความหวังพร้อมกัน Chad Bown นักวิจัยอาวุโสของ Peterson Institute for International Economics สรุปความสำคัญได้อย่างกระชับว่า “แทบทุกคนมีส่วนได้เสียในผลลัพธ์ของการประชุมครั้งนี้” และนั่นคือความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้ เพราะในโลกที่เชื่อมโยงกันอย่างแน่นแฟ้น การตัดสินใจที่เกิดขึ้นในห้องประชุมที่ปักกิ่งจะส่งผลกระทบต่อชีวิตผู้คนนับพันล้านคนที่ไม่ได้อยู่ในห้องนั้น บริบทและเส้นทางสู่การประชุม การประชุมสุดยอดครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในสุญญากาศ แต่เป็นผลจากเส้นทางที่ขรุขระและซับซ้อนในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา การประชุมซึ่งเดิมกำหนดไว้ในเดือนมีนาคม ถูกเลื่อนออกไปเมื่อสหรัฐฯ ตกอยู่ในสงครามกับอิหร่าน ซึ่งก่อให้เกิดวิกฤตพลังงานที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์โลก ก่อนการประชุม ทั้งสองฝ่ายต่างเพิ่มแรงกดดันซึ่งกันและกันอย่างต่อเนื่อง วอชิงตันกล่าวหาปักกิ่งว่าดำเนินแคมเปญ “ระดับอุตสาหกรรม” เพื่อขโมยเทคโนโลยี AI ของสหรัฐฯ ในขณะที่จีนสั่งให้บริษัทต่างๆ ไม่ปฏิบัติตามมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันอิหร่านของสหรัฐฯ พร้อมกับเป็นเจ้าภาพต้อนรับรัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่าน ก่อนการประชุมสุดยอดในปักกิ่ง ยังมีการประชุมเตรียมการสำคัญในเกาหลีใต้วันพุธ เมื่อ He Lifeng รองนายกรัฐมนตรีจีน และ Scott Bessent รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *