โภคภัณฑ์โลกเดือดร้อน: น้ำมันพุ่ง ทองยืนสูง เงินผันผวน เมื่อฮอร์มุซยังคับแคบ
|

โภคภัณฑ์โลกเดือดร้อน: น้ำมันพุ่ง ทองยืนสูง เงินผันผวน เมื่อฮอร์มุซยังคับแคบ

ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์โลกยังคงอยู่ในภาวะปั่นป่วนสูงในเดือนพฤษภาคม 2569 หลังวิกฤตการณ์ตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ ส่งผลให้ช่องแคบฮอร์มุซปิดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ กระทบการส่งออกน้ำมันดิบกว่า 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือราว 1 ใน 5 ของอุปทานโลก ณ วันที่ 21 พฤษภาคม 2569 ราคาน้ำมัน Brent อยู่ที่ประมาณ 105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ทองคำซื้อขายบริเวณ 4,550 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และตลาดพลังงานโลกก็เผชิญกับความตึงเครียดที่ไม่เคยพบเห็นในรอบหลายทศวรรษ นักลงทุนไทยและภาคธุรกิจไม่อาจเมินเฉยต่อคลื่นยักษ์ลูกนี้ได้อีกต่อไป

ช่องแคบฮอร์มุซ: หัวใจที่หยุดเต้นของตลาดพลังงานโลก

เหตุการณ์ที่เริ่มปะทุขึ้นในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 กลายเป็นจุดเปลี่ยนครั้งประวัติศาสตร์ของตลาดพลังงานโลก เมื่อความขัดแย้งทางทหารในตะวันออกกลางลุกลามจนนำไปสู่การปิดตัวของช่องแคบฮอร์มุซอย่างมีนัยสำคัญ การปิดช่องแคบดังกล่าวนับเป็นการปิดที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ โดยก่อนเกิดความขัดแย้ง มีน้ำมันดิบราว 20 ล้านบาร์เรลต่อวันผ่านช่องแคบแห่งนี้ คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 20% ของปริมาณน้ำมันทั้งหมดในโลก

ผลกระทบปรากฏชัดเจนในทันที รัฐบาลสหรัฐฯ และพันธมิตรประเมินว่าอิรัก ซาอุดีอาระเบีย คูเวต สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ และบาห์เรน รวมกันลดการผลิตน้ำมันดิบลงถึง 10.5 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนเมษายน ซึ่งเป็นตัวเลขที่สั่นสะเทือนตลาดพลังงานโลกอย่างรุนแรง

สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ออกรายงานฉบับเดือนพฤษภาคมระบุว่า การหยุดชะงักของเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซส่งผลให้สต็อกน้ำมันบนบกลดลงถึง 170 ล้านบาร์เรล หรือ 5.7 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนเมษายนเพียงเดือนเดียว ขณะที่ North Sea Dated ซื้อขายในช่วงกว้างที่ผิดปกติถึงเกือบ 50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในเดือนเดียวกัน

ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งแตะระดับสูงสุดที่ 138 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในวันที่ 7 เมษายน และเฉลี่ยอยู่ที่ 117 ดอลลาร์ตลอดทั้งเดือน ก่อนที่จะปรับตัวลงมาบริเวณ 105 ดอลลาร์ในช่วงกลางถึงปลายเดือนพฤษภาคม โดย WTI ก็ซื้อขายอยู่ที่บริเวณ 99.85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในการซื้อขายช่วงบ่ายของวันที่ 18 พฤษภาคม

US EIA คาดการณ์ว่า สต็อกน้ำมันโลกจะลดลงเฉลี่ย 8.5 ล้านบาร์เรลต่อวันในไตรมาส 2 ปีนี้ กดดันให้ราคา Brent ยืนอยู่ที่บริเวณ 106 ดอลลาร์ในเดือนพฤษภาคมและมิถุนายน ก่อนที่จะค่อยๆ ผ่อนคลายลงเมื่อการผลิตน้ำมันในตะวันออกกลางฟื้นตัว โดยคาดว่าราคาจะลดลงสู่เฉลี่ย 89 ดอลลาร์ในไตรมาส 4

ทองคำ: ระหว่างพายุเงินเฟ้อและความต้องการความปลอดภัย

ทองคำในปี 2569 กลายเป็นสนามรบของแรงกดดันสองทิศทาง ด้านหนึ่งคือความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยจากความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์ อีกด้านคือแรงกดดันจากเงินเฟ้อและการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยที่พุ่งสูง

ราคาทองคำที่ทำสถิติสูงสุดตลอดกาลอยู่ที่ 5,589 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในเดือนมกราคม 2569 แต่ทองคำต้องเผชิญแรงกดดันอย่างหนักนับตั้งแต่ความขัดแย้งปะทุขึ้น เนื่องจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงจุดชนวนความกังวลด้านเงินเฟ้อและเสริมความคาดหวังว่าธนาคารกลางจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม

เหตุการณ์ที่น่าจับตามองคือช่วงต้นเดือนพฤษภาคม ทองคำปรับขึ้นราว 1.7% จาก 4,702 ดอลลาร์ไปสู่ 4,783 ดอลลาร์ระหว่างวันที่ 7 ถึงกลางสัปดาห์ แต่ราคากลับพลิกดิ่งลงอีกครั้ง โดยนักวิเคราะห์เชิงเทคนิคจัดให้เป็น “การฟื้นตัวชั่วคราว” ในกระแสขาลงระยะยาว มากกว่าจะเป็นสัญญาณกลับทิศทางที่แท้จริง

ณ วันที่ 19 พฤษภาคม ทองคำซื้อขายอยู่ที่ราว 4,550 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ยืนหยัดจากเซสชันก่อนหน้าด้วยความหวังว่าสหรัฐฯ และอิหร่านอาจกลับสู่โต๊ะเจรจา ซึ่งช่วยบรรเทาความกังวลด้านเงินเฟ้อบางส่วน

ตัวเลขจาก State Street Investment Management ชี้ให้เห็นภาพที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น กองทุน ETF ทองคำที่จดทะเบียนในสหรัฐฯ มีเงินไหลเข้าสุทธิ 0.83 พันล้านดอลลาร์ในเดือนเมษายน ลดยอดไหลออก YTD ลงเหลือ 1.5 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่จีนยังคงสะสมทองคำอย่างต่อเนื่อง และการซื้อขายในเอเชียชัดเจนว่าช่วยพยุงตลาดทองคำในช่วงที่ราคาอ่อนตัว

ปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนต้องจับตาคือการยืนยันตำแหน่งประธาน Fed คนใหม่ Kevin Warsh ผู้ถูกมองว่ามีแนวคิดเหยี่ยว ได้รับการยืนยันจากวุฒิสภาแล้ว สร้างความกังวลต่อทิศทางนโยบายการเงิน ขณะที่อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ อยู่ที่ 3.8% ซึ่งร้อนแรงที่สุดนับตั้งแต่พฤษภาคม 2566 และดัชนีราคาผู้ผลิตบันทึกการปรับขึ้นสูงสุดในรอบ 4 ปีในเดือนเดียว

เงิน (Silver): พระเอกหรือผู้แพ้ในศึกโลหะมีค่า?

เงินกลายเป็นสินทรัพย์ที่ผันผวนที่สุดในกลุ่มโลหะมีค่าในปี 2569 ผสมผสานระหว่างคุณสมบัติของสินทรัพย์ปลอดภัยและโลหะอุตสาหกรรม

ในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม เงินพุ่งขึ้นถึง 15.8% จาก 77.83 ดอลลาร์ไปสู่ 90.11 ดอลลาร์ต่อออนซ์ใน 5 วันทำการ แต่จากนั้นกลับดิ่งลง 15.6% จากจุดสูงสุด ภายในสัปดาห์เดียวกัน แสดงให้เห็นความผันผวนสูงกว่าทองคำอย่างชัดเจน และนักวิเคราะห์ระบุว่าเงินมักเป็น “ทองคำที่ถูกขยายสัญญาณ” ทั้งด้านบวกและด้านลบ

ณ วันที่ 20 พฤษภาคม ราคาเงินบน Multi Commodity Exchange ของอินเดียปรับตัวขึ้น 0.82% มาอยู่ที่ 272,325 รูปีต่อกิโลกรัม แม้ทองคำจะลดลง 0.23%

สถาบันวิจัยด้านสินค้าโภคภัณฑ์ระดับโลกมองภาพระยะยาวของเงินอย่างมีความหวัง หลังจากทำสถิติขึ้น 120% ในปี 2568 เงินได้ก้าวเข้าสู่ “พื้นที่ค้นพบราคา” ใหม่ ด้วยการขาดดุลอุปทานเชิงโครงสร้างต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 และความต้องการทางอุตสาหกรรมที่เร่งตัวขึ้นจากกระแสการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ธนาคารชั้นนำคาดว่าราคาเงินปี 2569 จะอยู่ที่ 56-65 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ส่วนโมเดลเชิงเทคนิคบางแห่งชี้ว่าอาจสูงถึง 72-88 ดอลลาร์

ความต้องการเงินจากภาคอุตสาหกรรมเป็นหัวใจสำคัญของเรื่องนี้ โดยเฉพาะการผลิตแผงโซลาร์เซลล์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และยานยนต์ไฟฟ้า นักวิเคราะห์บางรายยังคงตั้งเป้าหมายราคาเงินสิ้นปีไว้สูง โดยอาศัยเหตุผลว่าการขาดดุลอุปทานครั้งใหญ่ที่คาดการณ์ไว้สำหรับช่วงปี 2569-2573 จะถูกขับเคลื่อนด้วยการเปลี่ยนผ่านพลังงานระดับโลก

LNG และพลังงาน: เอเชียในสถานการณ์ฉุกเฉิน

ผลกระทบจากวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซไม่ได้จำกัดอยู่แค่น้ำมันดิบ LNG หรือก๊าซธรรมชาติเหลวซึ่งเป็นเส้นเลือดพลังงานสำหรับเอเชียได้รับแรงกระทบรุนแรงพอๆ กัน

ราคา LNG ในเอเชียพุ่งขึ้นถึง 94% ตลอดเดือนมีนาคม ขณะที่ราคาก๊าซธรรมชาติในยุโรปปรับขึ้น 59% ในช่วงเวลาเดียวกัน สาเหตุหลักคือการหยุดชะงักของการส่งออก LNG จากตะวันออกกลาง โดยเฉพาะจากกาตาร์และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

LNG ประมาณ 300 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน หรือราว 1 ใน 5 ของอุปทานโลก ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง โดยสถานีส่งออก Ras Laffan ของกาตาร์ซึ่งเป็นคอมเพล็กซ์ส่งออก LNG ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ยังคงออฟไลน์อยู่ตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม

เอเชียเผชิญความเสี่ยงสูงเป็นพิเศษ มีการประมาณการว่า 80-90% ของปริมาณ LNG ที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซมีจุดหมายปลายทางที่ตลาดเอเชีย ส่งผลให้ราคา LNG ของญี่ปุ่นพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก

ธนาคารโลกระบุในรายงาน Commodity Markets Outlook ว่า ราคาพลังงานโดยรวมในปี 2569 คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 24% ขณะที่ราคาปุ๋ยจะปรับขึ้น 31% โดยราคาสินค้าโภคภัณฑ์โดยรวมจะปรับเพิ่มขึ้น 16% ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นรายปีครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2565

กระทบไทยอย่างไร: บาทอ่อน น้ำมันแพง กองทุนน้ำมันวิกฤต

ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงานครั้งนี้อย่างหนักหน่วง เนื่องจากโครงสร้างการนำเข้าพลังงานที่พึ่งพาตะวันออกกลางสูง

ไทยมีความเสี่ยงเป็นพิเศษ เนื่องจากเกือบครึ่งหนึ่งของการนำเข้าน้ำมันและก๊าซมาจากตะวันออกกลาง ขณะที่นักลงทุนต่างชาติเริ่มถอยออกจากสินทรัพย์ไทยในช่วงที่ราคาพลังงานพุ่งสูง

ในส่วนของ LNG ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักสำหรับการผลิตไฟฟ้า ราคา LNG สปอตได้ปรับตัวขึ้นจากราว 10 ดอลลาร์ต่อล้าน BTU ไปสู่ระหว่าง 14-15 ดอลลาร์ และส่วนต่างนี้จะถูกนำไปคำนวณในอัตราค่าไฟฟ้างวดถัดไป ขณะที่รัฐบาลใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่ออุดหนุนและกำหนดเพดานราคาดีเซลที่ 30 บาทต่อลิตร

สถานการณ์กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง ณ วันที่ 22 มีนาคม 2569 กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงกลับมาอยู่ในภาวะขาดดุลที่ 28,109 ล้านบาท โดยดีเซลความเร็วสูงสามัญได้รับการอุดหนุนสูงถึง 26.99 บาทต่อลิตร ณ วันที่ 24 มีนาคม และหากไม่มีมาตรการควบคุมราคา ดีเซลจะขยับขึ้นไปอยู่ที่ 54.19 บาทต่อลิตร

นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ต้องเผชิญกับแรงกดดันทั้งจากภายในและภายนอก เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2569 ความขัดแย้งได้ลุกลามกลายเป็นวิกฤตพลังงานระดับโลก โดยการปิดช่องแคบฮอร์มุซส่งผลให้ Brent ทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และพุ่งสูงสุดที่ 126 ดอลลาร์ในต้นเดือนมีนาคม สำหรับไทยผลกระทบมาในรูปแบบของต้นทุนที่สูงขึ้นผ่านราคาเชื้อเพลิง ค่าขนส่ง การขาดแคลนวัตถุดิบ และต้นทุนโลจิสติกส์ ซึ่งทั้งหมดกลายเป็นปัญหาค่าครองชีพในประเทศ

ภาคเอกชนไทยก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ซีอีโอของ Osotspa ระบุว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้ผลักดันให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น โดยเฉพาะต้นทุนพลังงานรวมถึง LNG ที่ใช้สำหรับโรงงานแก้วบรรจุภัณฑ์ และบริษัทได้จัดการความเสี่ยงล่วงหน้าด้วยการทำสัญญากับ PTT เพื่อล็อคราคาพลังงานถึงปี 2571 และ 2572

ด้านนักวิเคราะห์จาก Bank of America ได้ปรับคาดการณ์เกี่ยวกับค่าเงินบาทโดยอ้างถึงสองปัจจัยหลัก ได้แก่ ราคาน้ำมันโลกที่ยังคงสูงซึ่งกดดันต้นทุนนำเข้าของไทย และการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวที่ยังต่ำกว่าประมาณการ ทั้งสองปัจจัยส่งผลให้ค่าบาทอยู่ในแรงกดดันต่อเนื่อง

มุมมองผู้เชี่ยวชาญ: ตลาดยังไม่สิ้นสุดปั่นป่วน

นักเศรษฐศาสตร์และนักวิเคราะห์ตลาดโภคภัณฑ์ชั้นนำในเอเชียมีมุมมองที่หลากหลายต่อทิศทางตลาดในระยะข้างหน้า

สถาบัน Westpac ในออสเตรเลียปรับคาดการณ์ราคาน้ำมันขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยคาดว่า Brent จะเฉลี่ยอยู่ที่ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในไตรมาส 2 ปีนี้ ก่อนที่จะผ่อนคลายลงสู่เฉลี่ย 87 ดอลลาร์ในไตรมาส 4 เมื่อความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์คลี่คลายและราคาที่สูงเริ่มทำลายอุปสงค์

ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานจาก IG International ชี้ว่าตลาดน้ำมันกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ อุปทานนอก OPEC กำลังเติบโตเร็วกว่าความต้องการถึง 3 เท่า ซึ่งหากความตึงเครียดในช่องแคบฮอร์มุซคลี่คลายลง แรงกดดันด้านอุปทานจะลดลงอย่างรวดเร็ว

สำหรับทองคำ State Street ระบุว่า การขึ้นราคาน้ำมันดิบอย่างรุนแรงและต่อเนื่องสู่ 120-140 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อาจเป็นปัจจัยถ่วงให้ราคาทองคำอย่างน้อยในระยะสั้น ทำให้สถานการณ์กดดันให้ทองคำทดสอบระดับ 4,000 ดอลลาร์ แต่นักลงทุนน่าจะเข้าซื้อและพยุงราคาไว้ได้ในที่สุด

ด้านนักวิเคราะห์เทคนิคจาก Discovery Alert เตือนว่า กระแสขาลงของทองคำในระยะสั้นยังคงมีอยู่ โดยเสนอแนะให้นักลงทุนพิจารณาขนาดของ Position และการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ

นักวิเคราะห์หลายรายมองไปในทิศทางเดียวกันว่า ตัวแปรที่จะกำหนดทิศทางตลาดในครึ่งปีหลังของปี 2569 คือความคืบหน้าของการเจรจาสันติภาพในตะวันออกกลาง โดย IEA คาดว่า หากมีข้อตกลงยุติสงครามและเส้นทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซค่อยๆ เปิดขึ้นอีกครั้งตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2569 อุปทานน้ำมันจะฟื้นตัวได้ช้ากว่าอุปสงค์ ทำให้ตลาดน้ำมันยังคงขาดดุลจนถึงไตรมาสสุดท้ายของปี

บทสรุปและผลกระทบต่อนักลงทุนไทย

ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์โลกในเดือนพฤษภาคม 2569 สะท้อนภาพที่ชัดเจนว่า เราอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญที่หาได้ยากในรอบหลายทศวรรษ การปิดช่องแคบฮอร์มุซไม่ใช่เพียงเหตุการณ์ชั่วคราว แต่เป็นการทดสอบโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของโลกอย่างแท้จริง

สำหรับนักลงทุนไทย มีประเด็นที่ต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน ดังนี้

ด้านพลังงาน: ราคาน้ำมันที่ยืนเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลส่งผลทางตรงต่อต้นทุนการผลิต การขนส่ง และค่าครองชีพ หุ้นกลุ่มพลังงานอาจได้รับประโยชน์ในระยะสั้น แต่กลุ่มที่พึ่งพาพลังงานสูงอย่างปิโตรเคมี สายการบิน และโลจิสติกส์จะเผชิญแรงกดดันต้นทุนต่อเนื่อง

ด้านทองคำ: ทองคำยังคงมีบทบาทเป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง แม้ว่าแรงกดดันจากการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นจะจำกัดศักยภาพขาขึ้นในระยะสั้น นักลงทุนที่ต้องการ Hedge ความเสี่ยงควรพิจารณาการกระจายลงทุนในทองคำระดับ 5-10% ของพอร์ต

ด้านเงิน (Silver): เงินมีโอกาสน่าสนใจในระยะยาวจากแรงขับเคลื่อนของการเปลี่ยนผ่านพลังงาน แต่ความผันผวนสูงในระยะสั้นต้องการการบริหารความเสี่ยงที่รัดกุม

ด้านค่าเงิน: ค่าเงินบาทยังเผชิญความเสี่ยงขาอ่อนจากทั้งราคาพลังงานที่สูงและการไหลออกของนักลงทุนต่างชาติ ธุรกรรมนำเข้าที่ต้องใช้เงินดอลลาร์ควรพิจารณา Hedging ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน

สัญญาณที่สำคัญที่สุดในช่วง 2-3 เดือนข้างหน้าคือความคืบหน้าของการเจรจาสันติภาพในตะวันออกกลาง หากมีสัญญาณบวกของการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ราคาน้ำมันอาจร่วงลงอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ทองคำอาจฟื้นตัวพร้อมกับการลดความคาดหวังเรื่องการขึ้นอัตราดอกเบี้ย ทั้งหมดนี้บ่งชี้ว่าปี 2569 จะยังคงเป็นปีแห่งความผันผวนที่นักลงทุนต้องตื่นตัวและปรับกลยุทธ์ได้อย่างรวดเร็ว

Similar Posts

  • |

    ทรัมป์ ระงับ Project Freedom กะทันหัน อ้างความคืบหน้าการเจรจากับอิหร่าน

    ในการพลิกผันที่ไม่มีใครคาดคิดและสร้างความประหลาดใจให้กับทั้งวงการทหาร การทูต และตลาดการเงินพร้อมกัน ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศในวันอังคารว่าจะระงับ “Project Freedom” ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ที่มีเป้าหมายนำทางเรือสินค้าพลเรือนออกจากช่องแคบฮอร์มุซ เพียงหนึ่งวันหลังจากที่ปฏิบัติการดังกล่าวเพิ่งเริ่มต้นอย่างเป็นทางการ การตัดสินใจที่พลิกกลับอย่างรวดเร็วครั้งนี้ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนแปลงทางยุทธวิธีทางทหาร แต่เป็นสัญญาณที่สำคัญอย่างยิ่งว่ากระบวนการทางการทูตระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านกำลังมีความคืบหน้าที่น่าสนใจมากพอที่ ทรัมป์ จะเลือกหยุดปฏิบัติการที่เขาเพิ่งสั่งการไปเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน และมีนัยสำคัญอย่างมากต่อทั้งตลาดการเงินโลกและอนาคตของสงครามที่ยังคงคุกรุ่นอยู่ ถ้อยคำของ ทรัมป์: ความคืบหน้าที่เขาอ้างถึง ทรัมป์ เผยแพร่ประกาศบน Truth Social โดยระบุว่าการตัดสินใจระงับปฏิบัติการนี้มาจากส่วนหนึ่งของ “ความจริงที่ว่ามีความคืบหน้าครั้งใหญ่สู่ข้อตกลงที่สมบูรณ์และขั้นสุดท้าย” กับอิหร่าน Project Freedom “จะถูกระงับชั่วคราวเพื่อดูว่าข้อตกลงสามารถสรุปและลงนามได้หรือไม่” ทรัมป์ เขียน น่าสนใจที่ว่า ทรัมป์ ดูเหมือนจะคาดการณ์ถึงความขัดแย้งระหว่างปฏิบัติการทางทหารกับความพยายามทางการทูตไว้ก่อนแล้ว เมื่อเขาเพิ่มเติมในโพสต์ว่า “ผมตระหนักดีถึงข้อเท็จจริงที่ว่าตัวแทนของผมกำลังมีการพูดคุยที่เป็นบวกมากกับประเทศอิหร่าน และการพูดคุยเหล่านี้อาจนำไปสู่สิ่งที่เป็นบวกมากสำหรับทุกคน การเคลื่อนย้ายเรือเพียงแต่มีเจตนาเพื่อปลดปล่อยผู้คน บริษัท และประเทศที่ไม่ได้ทำสิ่งผิดใดๆ เลย พวกเขาเป็นเหยื่อของสถานการณ์” ถ้อยคำเหล่านี้เปิดเผยให้เห็นถึงความขัดแย้งภายในของรัฐบาล ทรัมป์ เองที่ต้องสมดุลระหว่างการกดดันทางทหารซึ่งอาจทำให้ฝ่ายอิหร่านรู้สึกว่าถูกบีบบังคับจนยากที่จะยอมรับข้อตกลง กับการเจรจาทางการทูตที่ต้องการพื้นที่และความไว้วางใจในระดับหนึ่ง ตลาดการเงินตอบสนองทันที: หุ้นฟิวเจอร์สพุ่ง ปฏิกิริยาของตลาดการเงินต่อการประกาศระงับ Project Freedom นั้นรวดเร็วและชัดเจน ฟิวเจอร์สของดัชนีหุ้นสหรัฐฯ…

  • |

    Lufthansa แบกต้นทุนเชื้อเพลิงพิเศษเกือบ 2,000 ล้านดอลลาร์ จากผลพวงความขัดแย้งตะวันออกกลาง

    ในขณะที่สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังคงดำเนินต่อไปโดยไม่มีสัญญาณยุติที่ชัดเจน ผลกระทบกำลังแผ่ขยายออกไปไกลกว่าที่หลายคนคาดการณ์ไว้ และกำลังโจมตีอุตสาหกรรมที่ไม่ใช่ผู้เล่นโดยตรงในความขัดแย้งแต่กลับต้องรับภาระหนักที่สุดรายหนึ่ง นั่นคือ อุตสาหกรรมการบิน Lufthansa สายการบินที่ใหญ่ที่สุดของเยอรมนีและหนึ่งในสายการบินที่ใหญ่ที่สุดในโลก รายงานผลประกอบการไตรมาสแรกในวันพุธพร้อมกับตัวเลขที่น่าตกใจ นั่นคือบริษัทคาดว่าจะแบกรับต้นทุนเชื้อเพลิงเพิ่มเติม 1,700 ล้านยูโร หรือเกือบ 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2569 อันเป็นผลโดยตรงจากวิกฤตพลังงานที่เกิดจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ตัวเลขนี้ไม่ใช่แค่ความท้าทายทางธุรกิจของ Lufthansa เท่านั้น แต่คือสัญญาณเตือนระบบสำหรับอุตสาหกรรมการบินยุโรปและผู้บริโภคที่อาจต้องจ่ายค่าตั๋วแพงขึ้นในฤดูท่องเที่ยวที่กำลังมาถึงในไม่ช้า ผลประกอบการไตรมาสแรก: ดีกว่าปีที่แล้วแต่เมฆฝนกำลังก่อตัว ในแง่ผลประกอบการพื้นฐาน Lufthansa รายงานตัวเลขที่น่าพอใจ โดย กำไร EBIT ปรับปรุง พุ่งขึ้นมาอยู่ที่ 612 ล้านยูโร และ รายได้รวม เพิ่มขึ้น 8% จาก 8,100 ล้านยูโรในปีก่อนมาอยู่ที่ 8,700 ล้านยูโร (ประมาณ 10,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ตัวเลขเหล่านี้ดูดีบนกระดาษ แต่ Carsten Spohr CEO ของ Lufthansa เลือกที่จะพูดถึงอนาคตมากกว่าอดีตในแถลงการณ์ของเขา “ในไตรมาสแรก…

  • | |

    S&P 500 ปิดทำสถิติสูงสุดใหม่เปิดศักราชเดือนพฤษภาคม ขณะราคาน้ำมันร่วงและ Apple พุ่ง

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เริ่มต้นเดือนพฤษภาคมด้วยบรรยากาศที่สดใส เมื่อ S&P 500 พุ่งทำสถิติสูงสุดในประวัติศาสตร์ทั้งในแง่ระดับราคาระหว่างเซสชันและราคาปิด ได้รับแรงหนุนจากผลประกอบการที่แข็งแกร่งของ Apple และสัญญาณที่ดีขึ้นจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แม้ว่าความหวังด้านสันติภาพจะยังคงเปราะบางและห่างไกลจากความแน่นอนก็ตาม ตัวเลขตลาด: สถิติที่บันทึกประวัติศาสตร์ ดัชนี S&P 500 ปรับตัวขึ้น 0.29% ปิดที่ 7,230.12 จุด ทะลุระดับ 7,200 จุด เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ขณะที่ Nasdaq Composite พุ่งขึ้น 0.89% ปิดที่ 25,114.44 จุด ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เช่นกัน ทั้งสองดัชนีบันทึกสถิติปิดสูงสุดในวันเดียวกัน สะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งที่กว้างขวางของตลาด โดยเฉพาะในกลุ่มเทคโนโลยี ในทางตรงกันข้าม Dow Jones Industrial Average ปรับตัวลดลง 152.87 จุด หรือ 0.31% ปิดที่ 49,499.27 จุด ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างในองค์ประกอบของดัชนี เนื่องจาก Dow มีสัดส่วนของหุ้นอุตสาหกรรมและพลังงานสูงกว่า ซึ่งได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลงในวันนี้ เดือนเมษายนที่ยิ่งใหญ่:…

  • โลกกำลังสั่นสะเทือน: สงครามอิหร่าน สงครามการค้า และวิกฤตพลังงาน บทเรียนที่นักลงทุนไทยต้องอ่าน

    โลกในปี 2569 กำลังเผชิญกับพายุภูมิรัฐศาสตร์ที่ซับซ้อนที่สุดในรอบหลายทศวรรษ ตั้งแต่สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านที่ปิดช่องแคบฮอร์มุซ ไปจนถึงสงครามการค้าระหว่างมหาอำนาจที่ยังไม่สิ้นสุด ทุกสิ่งเหล่านี้กำลังกดดันเศรษฐกิจโลกอย่างพร้อมกัน กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ออก World Economic Outlook ฉบับเดือนเมษายน 2569 ชื่อ “Global Economy in the Shadow of War” ประเมินว่าการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปี 2569 จะชะลอเหลือเพียง 3.1% พร้อมส่งสัญญาณชัดว่าความเสี่ยงเอนเอียงไปทางด้านลบอย่างมีนัยสำคัญ ท่ามกลางเงาสงครามที่ยาวและไม่แน่นอน สำหรับไทย ซึ่งเป็นประเทศที่พึ่งพาพลังงานนำเข้าและการท่องเที่ยวเป็นหลัก แรงกระแทกดังกล่าวไม่ได้หยุดอยู่ที่พาดหัวข่าว แต่กำลังซึมเข้าสู่ปั๊มน้ำมัน ห้องเครื่องโรงงาน และกระเป๋าเงินของคนไทยทุกคน สงครามอิหร่าน: วิกฤตพลังงานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน โดยมีเป้าหมายคือโครงสร้างพื้นฐานทางทหาร นิวเคลียร์ และผู้นำระดับสูง รวมถึงผู้นำสูงสุดอาลี คาเมเนอี ซึ่งเสียชีวิตในการโจมตีดังกล่าว อิหร่านตอบโต้ด้วยการปิดช่องแคบฮอร์มุซ — เส้นเลือดใหญ่ของการค้าพลังงานโลกที่รับผ่านน้ำมันดิบและก๊าซ LNG ราว 20% ของปริมาณการค้าทางทะเลทั่วโลก…

  • |

    ตลาดหุ้นเอเชียระส่ำ นิกเกอิดิ่ง-เซตร่วง ขณะนักลงทุนจับตาซัมมิต Trump-Xi และสงครามอิหร่าน

    ตลาดหุ้นเอเชียสัปดาห์นี้ดำเนินไปท่ามกลางความไม่แน่นอนหลายชั้น ทั้งผลลัพธ์ของการประชุมสุดยอด Trump-Xi ณ กรุงปักกิ่ง ความตึงเครียดจากสงครามอิหร่านที่กระทบเส้นทางพลังงานโลก และการตีความนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ดัชนีนิกเกอิ 225 ของญี่ปุ่นปรับตัวลงแตะระดับ 61,644 จุด ในขณะที่ฮั่งเส็งของฮ่องกงเคลื่อนไหวรอบ 25,962 จุด ส่วนดัชนี SET ของไทยปิดที่ 1,517.95 จุด ลดลง 21.17 จุด สะท้อนแรงกดดันรอบด้านที่นักลงทุนต้องเผชิญในช่วงสัปดาห์สำคัญนี้ ซัมมิต Trump-Xi: เหตุการณ์ที่โลกจับตา การเดินทางเยือนปักกิ่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อวันที่ 14-15 พฤษภาคมที่ผ่านมา ถือเป็นการเยือนจีนของผู้นำสหรัฐฯ ที่นั่งตำแหน่งครั้งแรกในรอบเกือบ 10 ปี การเดินทางครั้งนี้ยังมีซีอีโอรายใหญ่ของสหรัฐฯ ร่วมคณะด้วย ไม่ว่าจะเป็นอีลอน มัสก์ จากเทสลา, ทิม คุก จากแอปเปิล, แลร์รี ฟิงก์ จากแบล็คร็อก และเคลลี ออร์เทอร์เบิร์ก ซีอีโอของโบอิ้ง นักวิเคราะห์จาก Goldman Sachs ระบุว่าการพูดคุยครั้งนี้มีแนวโน้มมุ่งเน้นประเด็นการค้าและการควบคุมการส่งออก ครอบคลุมทั้งภาษีศุลกากร…

  • |

    Private Credit มูลค่า 2 ล้านล้านดอลลาร์ จุดชนวนความกังวลด้านเสถียรภาพโลก หน่วยงานกำกับดูแลส่งสัญญาณเตือน

    ในช่วงเวลาที่ตลาดการเงินโลกกำลังเผชิญกับแรงกดดันจากหลายทิศทางพร้อมกัน ทั้งความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ราคาพลังงานที่พุ่งสูง และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ มีความเสี่ยงอีกประเภทหนึ่งที่กำลังเติบโตอย่างเงียบๆ แต่ทรงพลังอย่างมากในระบบการเงินโลก นั่นคือ Private Credit หรือสินเชื่อเอกชนที่ไม่ผ่านตลาดทุนสาธารณะ Financial Stability Board (FSB) หน่วยงานกำกับดูแลเสถียรภาพทางการเงินระดับโลกที่ประกอบด้วยธนาคารกลาง หน่วยงานกำกับดูแล และรัฐมนตรีการคลังจากประเทศกลุ่ม G20 ออกรายงานที่ครอบคลุมและเตือนอย่างชัดเจนในวันพุธว่า อุตสาหกรรม Private Credit ที่กำลังเติบโตจนมีมูลค่าใกล้ 2 ล้านล้านดอลลาร์ กำลังสร้างความเปราะบางให้กับตลาดการเงินโดยรวม และเรียกร้องให้หน่วยงานกำกับดูแลในระดับชาติเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลอุตสาหกรรมนี้โดยเร็ว Private Credit คืออะไร และทำไมมันถึงเติบโตขึ้นมาขนาดนี้? ก่อนที่จะเข้าใจความเสี่ยงที่ FSB กำลังเตือน จำเป็นต้องเข้าใจว่า Private Credit คืออะไรและมันเติบโตมาได้อย่างไร Private Credit หรือสินเชื่อเอกชนคือการปล่อยกู้โดยตรงจากกองทุนและนักลงทุนสถาบันไปยังบริษัทต่างๆ โดยไม่ผ่านธนาคารพาณิชย์หรือตลาดตราสารหนี้สาธารณะ มันเปรียบเสมือน “ธนาคารเงาที่มีขนาดใหญ่มาก” ที่ดำเนินงานนอกสายตาของสาธารณชนและนอกระบบกำกับดูแลแบบดั้งเดิม รากเหง้าของการเติบโตอย่างรวดเร็วของ Private Credit มาจากวิกฤตการเงินโลกในปี 2551 เมื่อธนาคารพาณิชย์และธนาคารเพื่อการลงทุนถอนตัวออกจากการปล่อยกู้ในส่วนที่มีความเสี่ยงสูงกว่าเดิม เพื่อปฏิบัติตามกฎระเบียบใหม่ที่เข้มงวดขึ้น ช่องว่างที่เกิดขึ้นนั้นถูกเติมเต็มโดยกองทุน Private Credit…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *