โภคภัณฑ์โลกเดือดร้อน: น้ำมันพุ่ง ทองยืนสูง เงินผันผวน เมื่อฮอร์มุซยังคับแคบ
|

โภคภัณฑ์โลกเดือดร้อน: น้ำมันพุ่ง ทองยืนสูง เงินผันผวน เมื่อฮอร์มุซยังคับแคบ

ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์โลกยังคงอยู่ในภาวะปั่นป่วนสูงในเดือนพฤษภาคม 2569 หลังวิกฤตการณ์ตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ ส่งผลให้ช่องแคบฮอร์มุซปิดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ กระทบการส่งออกน้ำมันดิบกว่า 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือราว 1 ใน 5 ของอุปทานโลก ณ วันที่ 21 พฤษภาคม 2569 ราคาน้ำมัน Brent อยู่ที่ประมาณ 105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ทองคำซื้อขายบริเวณ 4,550 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และตลาดพลังงานโลกก็เผชิญกับความตึงเครียดที่ไม่เคยพบเห็นในรอบหลายทศวรรษ นักลงทุนไทยและภาคธุรกิจไม่อาจเมินเฉยต่อคลื่นยักษ์ลูกนี้ได้อีกต่อไป

ช่องแคบฮอร์มุซ: หัวใจที่หยุดเต้นของตลาดพลังงานโลก

เหตุการณ์ที่เริ่มปะทุขึ้นในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 กลายเป็นจุดเปลี่ยนครั้งประวัติศาสตร์ของตลาดพลังงานโลก เมื่อความขัดแย้งทางทหารในตะวันออกกลางลุกลามจนนำไปสู่การปิดตัวของช่องแคบฮอร์มุซอย่างมีนัยสำคัญ การปิดช่องแคบดังกล่าวนับเป็นการปิดที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ โดยก่อนเกิดความขัดแย้ง มีน้ำมันดิบราว 20 ล้านบาร์เรลต่อวันผ่านช่องแคบแห่งนี้ คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 20% ของปริมาณน้ำมันทั้งหมดในโลก

ผลกระทบปรากฏชัดเจนในทันที รัฐบาลสหรัฐฯ และพันธมิตรประเมินว่าอิรัก ซาอุดีอาระเบีย คูเวต สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ และบาห์เรน รวมกันลดการผลิตน้ำมันดิบลงถึง 10.5 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนเมษายน ซึ่งเป็นตัวเลขที่สั่นสะเทือนตลาดพลังงานโลกอย่างรุนแรง

สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ออกรายงานฉบับเดือนพฤษภาคมระบุว่า การหยุดชะงักของเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซส่งผลให้สต็อกน้ำมันบนบกลดลงถึง 170 ล้านบาร์เรล หรือ 5.7 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนเมษายนเพียงเดือนเดียว ขณะที่ North Sea Dated ซื้อขายในช่วงกว้างที่ผิดปกติถึงเกือบ 50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในเดือนเดียวกัน

ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งแตะระดับสูงสุดที่ 138 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในวันที่ 7 เมษายน และเฉลี่ยอยู่ที่ 117 ดอลลาร์ตลอดทั้งเดือน ก่อนที่จะปรับตัวลงมาบริเวณ 105 ดอลลาร์ในช่วงกลางถึงปลายเดือนพฤษภาคม โดย WTI ก็ซื้อขายอยู่ที่บริเวณ 99.85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในการซื้อขายช่วงบ่ายของวันที่ 18 พฤษภาคม

US EIA คาดการณ์ว่า สต็อกน้ำมันโลกจะลดลงเฉลี่ย 8.5 ล้านบาร์เรลต่อวันในไตรมาส 2 ปีนี้ กดดันให้ราคา Brent ยืนอยู่ที่บริเวณ 106 ดอลลาร์ในเดือนพฤษภาคมและมิถุนายน ก่อนที่จะค่อยๆ ผ่อนคลายลงเมื่อการผลิตน้ำมันในตะวันออกกลางฟื้นตัว โดยคาดว่าราคาจะลดลงสู่เฉลี่ย 89 ดอลลาร์ในไตรมาส 4

ทองคำ: ระหว่างพายุเงินเฟ้อและความต้องการความปลอดภัย

ทองคำในปี 2569 กลายเป็นสนามรบของแรงกดดันสองทิศทาง ด้านหนึ่งคือความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยจากความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์ อีกด้านคือแรงกดดันจากเงินเฟ้อและการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยที่พุ่งสูง

ราคาทองคำที่ทำสถิติสูงสุดตลอดกาลอยู่ที่ 5,589 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในเดือนมกราคม 2569 แต่ทองคำต้องเผชิญแรงกดดันอย่างหนักนับตั้งแต่ความขัดแย้งปะทุขึ้น เนื่องจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงจุดชนวนความกังวลด้านเงินเฟ้อและเสริมความคาดหวังว่าธนาคารกลางจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม

เหตุการณ์ที่น่าจับตามองคือช่วงต้นเดือนพฤษภาคม ทองคำปรับขึ้นราว 1.7% จาก 4,702 ดอลลาร์ไปสู่ 4,783 ดอลลาร์ระหว่างวันที่ 7 ถึงกลางสัปดาห์ แต่ราคากลับพลิกดิ่งลงอีกครั้ง โดยนักวิเคราะห์เชิงเทคนิคจัดให้เป็น “การฟื้นตัวชั่วคราว” ในกระแสขาลงระยะยาว มากกว่าจะเป็นสัญญาณกลับทิศทางที่แท้จริง

ณ วันที่ 19 พฤษภาคม ทองคำซื้อขายอยู่ที่ราว 4,550 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ยืนหยัดจากเซสชันก่อนหน้าด้วยความหวังว่าสหรัฐฯ และอิหร่านอาจกลับสู่โต๊ะเจรจา ซึ่งช่วยบรรเทาความกังวลด้านเงินเฟ้อบางส่วน

ตัวเลขจาก State Street Investment Management ชี้ให้เห็นภาพที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น กองทุน ETF ทองคำที่จดทะเบียนในสหรัฐฯ มีเงินไหลเข้าสุทธิ 0.83 พันล้านดอลลาร์ในเดือนเมษายน ลดยอดไหลออก YTD ลงเหลือ 1.5 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่จีนยังคงสะสมทองคำอย่างต่อเนื่อง และการซื้อขายในเอเชียชัดเจนว่าช่วยพยุงตลาดทองคำในช่วงที่ราคาอ่อนตัว

ปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนต้องจับตาคือการยืนยันตำแหน่งประธาน Fed คนใหม่ Kevin Warsh ผู้ถูกมองว่ามีแนวคิดเหยี่ยว ได้รับการยืนยันจากวุฒิสภาแล้ว สร้างความกังวลต่อทิศทางนโยบายการเงิน ขณะที่อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ อยู่ที่ 3.8% ซึ่งร้อนแรงที่สุดนับตั้งแต่พฤษภาคม 2566 และดัชนีราคาผู้ผลิตบันทึกการปรับขึ้นสูงสุดในรอบ 4 ปีในเดือนเดียว

เงิน (Silver): พระเอกหรือผู้แพ้ในศึกโลหะมีค่า?

เงินกลายเป็นสินทรัพย์ที่ผันผวนที่สุดในกลุ่มโลหะมีค่าในปี 2569 ผสมผสานระหว่างคุณสมบัติของสินทรัพย์ปลอดภัยและโลหะอุตสาหกรรม

ในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม เงินพุ่งขึ้นถึง 15.8% จาก 77.83 ดอลลาร์ไปสู่ 90.11 ดอลลาร์ต่อออนซ์ใน 5 วันทำการ แต่จากนั้นกลับดิ่งลง 15.6% จากจุดสูงสุด ภายในสัปดาห์เดียวกัน แสดงให้เห็นความผันผวนสูงกว่าทองคำอย่างชัดเจน และนักวิเคราะห์ระบุว่าเงินมักเป็น “ทองคำที่ถูกขยายสัญญาณ” ทั้งด้านบวกและด้านลบ

ณ วันที่ 20 พฤษภาคม ราคาเงินบน Multi Commodity Exchange ของอินเดียปรับตัวขึ้น 0.82% มาอยู่ที่ 272,325 รูปีต่อกิโลกรัม แม้ทองคำจะลดลง 0.23%

สถาบันวิจัยด้านสินค้าโภคภัณฑ์ระดับโลกมองภาพระยะยาวของเงินอย่างมีความหวัง หลังจากทำสถิติขึ้น 120% ในปี 2568 เงินได้ก้าวเข้าสู่ “พื้นที่ค้นพบราคา” ใหม่ ด้วยการขาดดุลอุปทานเชิงโครงสร้างต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 และความต้องการทางอุตสาหกรรมที่เร่งตัวขึ้นจากกระแสการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ธนาคารชั้นนำคาดว่าราคาเงินปี 2569 จะอยู่ที่ 56-65 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ส่วนโมเดลเชิงเทคนิคบางแห่งชี้ว่าอาจสูงถึง 72-88 ดอลลาร์

ความต้องการเงินจากภาคอุตสาหกรรมเป็นหัวใจสำคัญของเรื่องนี้ โดยเฉพาะการผลิตแผงโซลาร์เซลล์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และยานยนต์ไฟฟ้า นักวิเคราะห์บางรายยังคงตั้งเป้าหมายราคาเงินสิ้นปีไว้สูง โดยอาศัยเหตุผลว่าการขาดดุลอุปทานครั้งใหญ่ที่คาดการณ์ไว้สำหรับช่วงปี 2569-2573 จะถูกขับเคลื่อนด้วยการเปลี่ยนผ่านพลังงานระดับโลก

LNG และพลังงาน: เอเชียในสถานการณ์ฉุกเฉิน

ผลกระทบจากวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซไม่ได้จำกัดอยู่แค่น้ำมันดิบ LNG หรือก๊าซธรรมชาติเหลวซึ่งเป็นเส้นเลือดพลังงานสำหรับเอเชียได้รับแรงกระทบรุนแรงพอๆ กัน

ราคา LNG ในเอเชียพุ่งขึ้นถึง 94% ตลอดเดือนมีนาคม ขณะที่ราคาก๊าซธรรมชาติในยุโรปปรับขึ้น 59% ในช่วงเวลาเดียวกัน สาเหตุหลักคือการหยุดชะงักของการส่งออก LNG จากตะวันออกกลาง โดยเฉพาะจากกาตาร์และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

LNG ประมาณ 300 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน หรือราว 1 ใน 5 ของอุปทานโลก ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง โดยสถานีส่งออก Ras Laffan ของกาตาร์ซึ่งเป็นคอมเพล็กซ์ส่งออก LNG ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ยังคงออฟไลน์อยู่ตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม

เอเชียเผชิญความเสี่ยงสูงเป็นพิเศษ มีการประมาณการว่า 80-90% ของปริมาณ LNG ที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซมีจุดหมายปลายทางที่ตลาดเอเชีย ส่งผลให้ราคา LNG ของญี่ปุ่นพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก

ธนาคารโลกระบุในรายงาน Commodity Markets Outlook ว่า ราคาพลังงานโดยรวมในปี 2569 คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 24% ขณะที่ราคาปุ๋ยจะปรับขึ้น 31% โดยราคาสินค้าโภคภัณฑ์โดยรวมจะปรับเพิ่มขึ้น 16% ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นรายปีครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2565

กระทบไทยอย่างไร: บาทอ่อน น้ำมันแพง กองทุนน้ำมันวิกฤต

ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงานครั้งนี้อย่างหนักหน่วง เนื่องจากโครงสร้างการนำเข้าพลังงานที่พึ่งพาตะวันออกกลางสูง

ไทยมีความเสี่ยงเป็นพิเศษ เนื่องจากเกือบครึ่งหนึ่งของการนำเข้าน้ำมันและก๊าซมาจากตะวันออกกลาง ขณะที่นักลงทุนต่างชาติเริ่มถอยออกจากสินทรัพย์ไทยในช่วงที่ราคาพลังงานพุ่งสูง

ในส่วนของ LNG ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักสำหรับการผลิตไฟฟ้า ราคา LNG สปอตได้ปรับตัวขึ้นจากราว 10 ดอลลาร์ต่อล้าน BTU ไปสู่ระหว่าง 14-15 ดอลลาร์ และส่วนต่างนี้จะถูกนำไปคำนวณในอัตราค่าไฟฟ้างวดถัดไป ขณะที่รัฐบาลใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่ออุดหนุนและกำหนดเพดานราคาดีเซลที่ 30 บาทต่อลิตร

สถานการณ์กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง ณ วันที่ 22 มีนาคม 2569 กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงกลับมาอยู่ในภาวะขาดดุลที่ 28,109 ล้านบาท โดยดีเซลความเร็วสูงสามัญได้รับการอุดหนุนสูงถึง 26.99 บาทต่อลิตร ณ วันที่ 24 มีนาคม และหากไม่มีมาตรการควบคุมราคา ดีเซลจะขยับขึ้นไปอยู่ที่ 54.19 บาทต่อลิตร

นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ต้องเผชิญกับแรงกดดันทั้งจากภายในและภายนอก เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2569 ความขัดแย้งได้ลุกลามกลายเป็นวิกฤตพลังงานระดับโลก โดยการปิดช่องแคบฮอร์มุซส่งผลให้ Brent ทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และพุ่งสูงสุดที่ 126 ดอลลาร์ในต้นเดือนมีนาคม สำหรับไทยผลกระทบมาในรูปแบบของต้นทุนที่สูงขึ้นผ่านราคาเชื้อเพลิง ค่าขนส่ง การขาดแคลนวัตถุดิบ และต้นทุนโลจิสติกส์ ซึ่งทั้งหมดกลายเป็นปัญหาค่าครองชีพในประเทศ

ภาคเอกชนไทยก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ซีอีโอของ Osotspa ระบุว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้ผลักดันให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น โดยเฉพาะต้นทุนพลังงานรวมถึง LNG ที่ใช้สำหรับโรงงานแก้วบรรจุภัณฑ์ และบริษัทได้จัดการความเสี่ยงล่วงหน้าด้วยการทำสัญญากับ PTT เพื่อล็อคราคาพลังงานถึงปี 2571 และ 2572

ด้านนักวิเคราะห์จาก Bank of America ได้ปรับคาดการณ์เกี่ยวกับค่าเงินบาทโดยอ้างถึงสองปัจจัยหลัก ได้แก่ ราคาน้ำมันโลกที่ยังคงสูงซึ่งกดดันต้นทุนนำเข้าของไทย และการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวที่ยังต่ำกว่าประมาณการ ทั้งสองปัจจัยส่งผลให้ค่าบาทอยู่ในแรงกดดันต่อเนื่อง

มุมมองผู้เชี่ยวชาญ: ตลาดยังไม่สิ้นสุดปั่นป่วน

นักเศรษฐศาสตร์และนักวิเคราะห์ตลาดโภคภัณฑ์ชั้นนำในเอเชียมีมุมมองที่หลากหลายต่อทิศทางตลาดในระยะข้างหน้า

สถาบัน Westpac ในออสเตรเลียปรับคาดการณ์ราคาน้ำมันขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยคาดว่า Brent จะเฉลี่ยอยู่ที่ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในไตรมาส 2 ปีนี้ ก่อนที่จะผ่อนคลายลงสู่เฉลี่ย 87 ดอลลาร์ในไตรมาส 4 เมื่อความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์คลี่คลายและราคาที่สูงเริ่มทำลายอุปสงค์

ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานจาก IG International ชี้ว่าตลาดน้ำมันกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ อุปทานนอก OPEC กำลังเติบโตเร็วกว่าความต้องการถึง 3 เท่า ซึ่งหากความตึงเครียดในช่องแคบฮอร์มุซคลี่คลายลง แรงกดดันด้านอุปทานจะลดลงอย่างรวดเร็ว

สำหรับทองคำ State Street ระบุว่า การขึ้นราคาน้ำมันดิบอย่างรุนแรงและต่อเนื่องสู่ 120-140 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อาจเป็นปัจจัยถ่วงให้ราคาทองคำอย่างน้อยในระยะสั้น ทำให้สถานการณ์กดดันให้ทองคำทดสอบระดับ 4,000 ดอลลาร์ แต่นักลงทุนน่าจะเข้าซื้อและพยุงราคาไว้ได้ในที่สุด

ด้านนักวิเคราะห์เทคนิคจาก Discovery Alert เตือนว่า กระแสขาลงของทองคำในระยะสั้นยังคงมีอยู่ โดยเสนอแนะให้นักลงทุนพิจารณาขนาดของ Position และการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ

นักวิเคราะห์หลายรายมองไปในทิศทางเดียวกันว่า ตัวแปรที่จะกำหนดทิศทางตลาดในครึ่งปีหลังของปี 2569 คือความคืบหน้าของการเจรจาสันติภาพในตะวันออกกลาง โดย IEA คาดว่า หากมีข้อตกลงยุติสงครามและเส้นทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซค่อยๆ เปิดขึ้นอีกครั้งตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2569 อุปทานน้ำมันจะฟื้นตัวได้ช้ากว่าอุปสงค์ ทำให้ตลาดน้ำมันยังคงขาดดุลจนถึงไตรมาสสุดท้ายของปี

บทสรุปและผลกระทบต่อนักลงทุนไทย

ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์โลกในเดือนพฤษภาคม 2569 สะท้อนภาพที่ชัดเจนว่า เราอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญที่หาได้ยากในรอบหลายทศวรรษ การปิดช่องแคบฮอร์มุซไม่ใช่เพียงเหตุการณ์ชั่วคราว แต่เป็นการทดสอบโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของโลกอย่างแท้จริง

สำหรับนักลงทุนไทย มีประเด็นที่ต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน ดังนี้

ด้านพลังงาน: ราคาน้ำมันที่ยืนเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลส่งผลทางตรงต่อต้นทุนการผลิต การขนส่ง และค่าครองชีพ หุ้นกลุ่มพลังงานอาจได้รับประโยชน์ในระยะสั้น แต่กลุ่มที่พึ่งพาพลังงานสูงอย่างปิโตรเคมี สายการบิน และโลจิสติกส์จะเผชิญแรงกดดันต้นทุนต่อเนื่อง

ด้านทองคำ: ทองคำยังคงมีบทบาทเป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง แม้ว่าแรงกดดันจากการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นจะจำกัดศักยภาพขาขึ้นในระยะสั้น นักลงทุนที่ต้องการ Hedge ความเสี่ยงควรพิจารณาการกระจายลงทุนในทองคำระดับ 5-10% ของพอร์ต

ด้านเงิน (Silver): เงินมีโอกาสน่าสนใจในระยะยาวจากแรงขับเคลื่อนของการเปลี่ยนผ่านพลังงาน แต่ความผันผวนสูงในระยะสั้นต้องการการบริหารความเสี่ยงที่รัดกุม

ด้านค่าเงิน: ค่าเงินบาทยังเผชิญความเสี่ยงขาอ่อนจากทั้งราคาพลังงานที่สูงและการไหลออกของนักลงทุนต่างชาติ ธุรกรรมนำเข้าที่ต้องใช้เงินดอลลาร์ควรพิจารณา Hedging ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน

สัญญาณที่สำคัญที่สุดในช่วง 2-3 เดือนข้างหน้าคือความคืบหน้าของการเจรจาสันติภาพในตะวันออกกลาง หากมีสัญญาณบวกของการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ราคาน้ำมันอาจร่วงลงอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ทองคำอาจฟื้นตัวพร้อมกับการลดความคาดหวังเรื่องการขึ้นอัตราดอกเบี้ย ทั้งหมดนี้บ่งชี้ว่าปี 2569 จะยังคงเป็นปีแห่งความผันผวนที่นักลงทุนต้องตื่นตัวและปรับกลยุทธ์ได้อย่างรวดเร็ว

Similar Posts

  • เดนมาร์กเผชิญวิกฤตศูนย์ข้อมูล เมื่อโครงข่ายไฟฟ้าสะดุดรับมือความต้องการพลังงานที่พุ่งสูง

    ประเทศกลุ่มนอร์ดิกที่ถูกมองมานานว่าเป็น “แม่เหล็ก” ดึงดูดการลงทุนด้านศูนย์ข้อมูลจากทั่วโลก ด้วยภูมิอากาศที่เสถียรและพลังงานหมุนเวียนที่อุดมสมบูรณ์ กำลังพิจารณาวางข้อจำกัดต่อการเติบโตของสิ่งอำนวยความสะดวกที่กินไฟฟ้ามหาศาลเหล่านี้ เมื่อความต้องการพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วบังคับให้ต้องทบทวนแนวทางกันใหม่ทั้งหมด เดนมาร์ก อยู่ที่ศูนย์กลางของการถกเถียงนี้ ในฐานะประเทศนอร์ดิกประเทศแรกที่เผชิญกับคำถามนี้อย่างตรงไปตรงมา โดยการก่อตัวของรัฐบาลใหม่และการพุ่งขึ้นของคำขอเชื่อมต่อโครงข่ายไฟฟ้าได้นำไปสู่การหยุดชั่วคราวสำหรับโครงการใหม่ๆ สถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศเล็กๆ แห่งนี้ถือเป็นกระจกสะท้อนที่ชัดเจนของความขัดแย้งระดับโลกระหว่างความต้องการโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่ไม่มีขีดจำกัด กับข้อเท็จจริงทางฟิสิกส์ที่โครงข่ายพลังงานมีกำลังการรับรองที่จำกัด ตัวเลขที่บอกทุกอย่าง: ช่องว่างระหว่างความต้องการและความเป็นจริง ในเดือนมีนาคม Energinet ผู้ดำเนินการโครงข่ายไฟฟ้าของรัฐเดนมาร์ก ประกาศหยุดชั่วคราวในการทำข้อตกลงการเชื่อมต่อโครงข่ายใหม่ เนื่องจากมีคำขอกำลังการผลิตเข้ามา “อย่างระเบิด” ตามคำบอกเล่าของโฆษก โดยมีโครงการราว 60 GW ที่กำลังรอการเชื่อมต่อ ตัวเลขนี้ฟังดูน่าตกใจเมื่อเปรียบเทียบกับข้อเท็จจริงว่าความต้องการไฟฟ้าสูงสุดของเดนมาร์กอยู่ที่ประมาณ 7 GW เท่านั้น นั่นหมายความว่าคำขอที่รออยู่มีปริมาณมากกว่าความต้องการสูงสุดของทั้งประเทศถึงเกือบ 9 เท่า และในจำนวน 60 GW นั้น ศูนย์ข้อมูลคิดเป็นเกือบหนึ่งในสี่หรือประมาณ 14 GW ซึ่งตัวเลขเหล่านี้อธิบายได้อย่างชัดเจนว่าทำไมทางการเดนมาร์กจึงต้องหยุดรับคำขอเพิ่มเติมเพื่อประเมินสถานการณ์ก่อน “Hunger Games” ของนโยบายพลังงาน: ใครได้ก่อน? Henrik Hansen CEO ของ Data Center Industry Association…

  • |

    ธุรกิจวิสกี้: นักลงทุนฝากความหวังไว้กับการยกเลิกภาษีนำเข้า Scotch ของ ทรัมป์ หลังจากสามปีที่เลวร้าย

    การตัดสินใจของประธานาธิบดี Donald Trump ที่จะยกเลิกภาษีนำเข้า 10% สำหรับการส่งออก Scotch Whisky ไปยังสหรัฐฯ ได้นำมาซึ่งความโล่งอกให้กับภาคอุตสาหกรรมที่กำลังตกอยู่ในภาวะยากลำบาก และอาจเป็นแรงกระตุ้นที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับมุมเล็กๆ ที่เฉพาะทางของอุตสาหกรรมนี้ นั่นคือ การลงทุนในถังบ่มวิสกี้ ที่กำลังได้รับความสนใจจากนักลงทุนทางเลือกทั่วโลกมากขึ้นเรื่อยๆ การลงทุนในถังบ่มวิสกี้คืออะไร? ก่อนที่จะเข้าใจผลกระทบของการยกเลิกภาษีต่อตลาดนี้ จำเป็นต้องเข้าใจก่อนว่า การลงทุนในถังบ่มวิสกี้ (Cask Investing) คืออะไรและทำงานอย่างไร โดยพื้นฐานแล้ว การลงทุนประเภทนี้คือการซื้อ ถังโอ๊คที่บรรจุ Scotch Whisky ไม่ว่าจะเป็นตอนที่เพิ่งกลั่นออกมาใหม่หรือหลังจากที่ผ่านการบ่มไปแล้วระยะหนึ่ง แล้วปล่อยให้เนื้อสุราในถังสุกเต็มที่ในช่วงเวลา 10 ถึง 20 ปี ก่อนที่จะขายต่อในตลาดรอง ในอุตสาหกรรมปกติ ถังวิสกี้มักถูกซื้อขายระหว่างผู้ผสมวิสกี้และโรงกลั่น ผ่านสัญญาระหว่างกันที่มักเป็นการแลกเปลี่ยนถังแทนเงินสด หรือผ่านนายหน้าเฉพาะทาง แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา นักลงทุนรายบุคคลก็สามารถซื้อถังวิสกี้ที่เพิ่งกลั่นหรืออยู่ระหว่างการบ่มได้ ทั้งเพื่อความสุขส่วนตัวหรือเพื่อเก็งกำไรในตลาดรอง เช่นเดียวกับสินทรัพย์สะสมทางเลือกอื่นๆ เช่น ศิลปะชั้นเลิศ นาฬิกาหายาก หรือรถยนต์คลาสสิก การลงทุนในถังวิสกี้เป็น การเดิมพันระยะยาวที่มีความเสี่ยงสูง เก็งกำไรสูง และอยู่ในตลาดที่ขาดสภาพคล่องและมีการกำกับดูแลน้อย แม้ว่ามักถูกมองว่าเป็นเครื่องป้องกันเงินเฟ้อได้ดี แต่มูลค่าของสินทรัพย์ประเภทนี้ขึ้นอยู่กับความต้องการในตลาดรองอย่างสมบูรณ์ ซึ่งสามารถผันผวนได้อย่างรุนแรงตามปัจจัยภายนอก เช่น ภาวะเศรษฐกิจโลก…

  • | |

    เศรษฐกิจโลกเดือด: เฟดคงดอกเบี้ย น้ำมันพุ่ง เงินเฟ้อกลับมา กระทบหุ้นไทย

    สัปดาห์สุดท้ายของเดือนกรกฎาคม 2569 กลายเป็นหนึ่งในช่วงที่ตลาดการเงินโลกผันผวนรุนแรงที่สุดของปี เมื่อธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ภายใต้การนำของประธานคนใหม่ เควิน วอร์ช ตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 3.50-3.75% เป็นครั้งที่ห้าติดต่อกัน ด้วยมติที่แตกเป็น 9 ต่อ 3 เสียง ท่ามกลางเงินเฟ้อที่กลับมาเร่งตัวจากราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นกว่า 23% ในเดือนเดียว ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ ขยายตัวเพียง 1.5% ในไตรมาสสอง ต่ำกว่าที่ตลาดคาด และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวทะยานขึ้นสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2550 ทั้งหมดนี้สะท้อนภาพเศรษฐกิจโลกที่กำลังเผชิญแรงกดดันจากสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านที่ยืดเยื้อ และความเสี่ยงที่ธนาคารกลางทั่วโลกอาจตกอยู่ในภาวะ “ตามหลัง” เงินเฟ้ออีกครั้ง เฟดคงดอกเบี้ยครั้งที่ 5 ท่ามกลาง “ศึกในครอบครัว” — วอร์ชยืนกรานเป้า 2% เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคมที่ผ่านมา คณะกรรมการนโยบายการเงินสหรัฐฯ (FOMC) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่กรอบ 3.50-3.75% ต่อเนื่องเป็นการประชุมครั้งที่ห้า นับเป็นการตอกย้ำท่าทีระมัดระวังของเฟดตลอดทั้งปี หลังจากที่ปรับลดดอกเบี้ยไปสามครั้งในช่วงปลายปี 2568 อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้การประชุมครั้งนี้แตกต่างจากครั้งก่อนๆ คือความเห็นที่แตกแยกภายในคณะกรรมการอย่างชัดเจน โดยมีกรรมการถึงสามคนลงมติคัดค้าน ต้องการให้ปรับขึ้นดอกเบี้ยทันที 0.25% กรรมการที่ลงมติสวนทาง…

  • |

    ราคาน้ำมันพุ่งหลัง Netanyahu เตือนความขัดแย้งกับอิหร่าน “ยังไม่จบ” ขณะ ทรัมป์ ปฏิเสธข้อเสนอตอบโต้ของเตหะราน

    เมื่อวันจันทร์เริ่มต้นด้วยแรงกระแทกที่ตลาดพลังงานโลกไม่ได้คาดไว้ เมื่อนายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนตันยาฮู ของอิสราเอลออกมาส่งสัญญาณอย่างชัดเจนว่าความขัดแย้งกับอิหร่านยังไม่สิ้นสุด ตามมาด้วยการที่ประธานาธิบดี โดนัล ทรัมป์ ประกาศปฏิเสธข้อเสนอตอบโต้ของอิหร่านอย่างหนักแน่น ทำให้ความหวังสันติภาพที่สั่นคลอนอยู่แล้วยิ่งเปราะบางลงอีก และราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นทันทีเพื่อสะท้อนความเสี่ยงที่กลับมาเพิ่มสูงขึ้น น้ำมันดิบ WTI สัญญาส่งมอบเดือนมิถุนายน ปรับตัวขึ้น 3.08% ไปอยู่ที่ 95.42 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในขณะที่ น้ำมันดิบ Brent มาตรฐานสากล สัญญาส่งมอบเดือนกรกฎาคม ขึ้น 3.16% มาอยู่ที่ 104.49 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล การปรับตัวขึ้นในระดับนี้ภายในวันเดียวสะท้อนให้เห็นว่าตลาดพลังงานยังคงอ่อนไหวอย่างมากต่อสัญญาณใดๆ ที่บ่งชี้ว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะยืดเยื้อออกไปอีก เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้นว่าการปรับตัวขึ้น 3% ในวันเดียวนั้นมีนัยสำคัญแค่ไหน ลองคิดว่าหากราคาน้ำมัน Brent อยู่ที่ประมาณ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล การขึ้น 3% หมายถึงราคาเพิ่มขึ้น 3 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และเมื่อโลกบริโภคน้ำมันดิบประมาณ 100 ล้านบาร์เรลต่อวัน นั่นหมายความว่าต้นทุนพลังงานโลกเพิ่มขึ้นประมาณ 300 ล้านดอลลาร์ต่อวัน จากข่าวเดียว ทรัมป์ ปฏิเสธข้อเสนออิหร่าน: “ยอมรับไม่ได้อย่างสิ้นเชิง” หลังจากที่โลกรอคอยการตอบสนองของอิหร่านต่อข้อเสนอสันติภาพมาหลายวัน…

  • ดาวโจนส์ทะลุ 52,000 จุดเป็นครั้งแรก หุ้นเทคสหรัฐฯ ฟื้นตัวแรง ตลาดจับตารายงานการจ้างงานเดือนมิถุนายน

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดท้ายสัปดาห์การซื้อขายช่วงสั้นก่อนวันหยุดยาว Fourth of July ด้วยบรรยากาศคึกคักเกินคาด เมื่อดัชนีดาวโจนส์อุตสาหกรรม (Dow Jones Industrial Average) ปิดตลาดเหนือระดับ 52,000 จุดเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์เมื่อวันจันทร์ที่ 29 มิถุนายนที่ผ่านมา ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite ที่เน้นหุ้นเทคโนโลยีพุ่งขึ้นถึง 2% และดัชนี S&P 500 บวกแรง 1.2% หลังจากทั้งสองดัชนีปิดสัปดาห์ก่อนหน้าด้วยการร่วงลงอย่างหนัก แรงหนุนสำคัญมาจากการที่หุ้น Alphabet บริษัทแม่ของ Google เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของดัชนีดาวโจนส์อย่างเป็นทางการแทนที่ Verizon ประกอบกับสัญญาณคลี่คลายความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และคำตัดสินของศาลฎีกาสหรัฐฯ ที่ปกป้องความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve) ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาสำคัญที่ตลาดกำลังประเมินทิศทางการลงทุนในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ใหม่อีกครั้ง หลังผ่านพ้นช่วงการเทขายหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ครั้งใหญ่ในเดือนมิถุนายนที่ทำให้มูลค่าตลาดของกลุ่มชิปหายไปกว่า 1.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สำหรับนักลงทุนไทยที่ติดตามทิศทางตลาดโลก สัปดาห์นี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะนอกจากการฟื้นตัวของหุ้นเทคโนโลยีแล้ว ตลาดยังต้องจับตารายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) ประจำเดือนมิถุนายนที่จะประกาศในวันพฤหัสบดีนี้ ซึ่งเลื่อนขึ้นมาจากกำหนดการปกติเนื่องจากตลาดจะปิดทำการในวันศุกร์เพื่อหยุดยาวประกาศอิสรภาพของสหรัฐฯ ตัวเลขดังกล่าวจะเป็นปัจจัยชี้วัดสำคัญต่อทิศทางนโยบายดอกเบี้ยของเฟดในช่วงครึ่งปีหลัง ท่ามกลางกระแสคาดการณ์ที่เริ่มมีน้ำหนักมากขึ้นว่าเฟดอาจพิจารณาขึ้นดอกเบี้ยในบางช่วงของปีนี้…

  • |

    Rubio ระบุสหรัฐฯ คาดรับคำตอบจากอิหร่านเรื่องข้อตกลงสันติภาพ “วันนี้”

    ในวันศุกร์ที่โลกกำลังจับตามองอย่างใจจดใจจ่อ Marco Rubio รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ส่งสัญญาณที่สร้างทั้งความหวังและความไม่แน่นอนพร้อมกัน เมื่อเขาแถลงต่อสื่อมวลชนในกรุงโรมระหว่างการเยือนพระสันตปาปา Leo XIV ว่า สหรัฐฯ คาดว่าจะได้รับการตอบสนองจากอิหร่านเกี่ยวกับข้อเสนอยุติสงครามภายในวันนี้ “เราควรจะได้รู้อะไรบางอย่างวันนี้ เราคาดหวังการตอบสนองจากพวกเขา” Rubio กล่าวเมื่อถูกถามเกี่ยวกับสถานะของการเจรจากับอิหร่าน “เราจะดูว่าการตอบสนองนั้นมีเนื้อหาอะไร ความหวังคือมันเป็นสิ่งที่สามารถนำเราเข้าสู่กระบวนการเจรจาที่จริงจัง” ถ้อยคำเหล่านี้ดูเหมือนเรียบง่าย แต่บรรจุความหมายที่ลึกซึ้งและสะท้อนให้เห็นถึงช่วงเวลาที่ตึงเครียดอย่างยิ่งในกระบวนการทางการทูตที่กำลังดำเนินอยู่ในหลายเมืองพร้อมกัน ทั้งในวอชิงตัน เตหะราน อิสลามาบัด ปักกิ่ง และโรม บริบท: จาก 14 ประเด็นสู่การรอคอยที่เร่งด้วน เพื่อเข้าใจความสำคัญของสิ่งที่ Rubio กล่าวในวันศุกร์ จำเป็นต้องย้อนดูเส้นทางที่นำมาสู่จุดนี้ก่อน ต้นสัปดาห์ Axios และสื่ออื่นๆ รายงานว่าสหรัฐฯ และอิหร่านกำลังเข้าใกล้ บันทึกความเข้าใจ 14 ประเด็นในหน้าเดียว ที่จะยุติสงครามและวางกรอบสำหรับการเจรจาเรื่องโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน วอชิงตันรอการตอบสนองจากเตหะรานใน “ประเด็นสำคัญหลายประการ” ภายใน 48 ชั่วโมง ในวันพฤหัสบดี อิหร่านยืนยันว่ากำลัง “พิจารณาข้อความ” ที่ได้รับจากสหรัฐฯ ผ่านตัวกลางปากีสถาน แต่ยังไม่ได้ข้อสรุปหรือส่งคำตอบ ตามสื่อของรัฐอิหร่านที่อ้างอิงเจ้าหน้าที่อิหร่าน และตอนนี้ในวันศุกร์ Rubio…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *