ตลาดหุ้นเอเชียมิถุนายน 2026: นิกเกอิทะยาน-SET ฟื้นตัว บาทแข็งท่ามกลางสัญญาณสงครามอิหร่าน

ตลาดหุ้นเอเชียมิถุนายน 2026: นิกเกอิทะยาน-SET ฟื้นตัว บาทแข็งท่ามกลางสัญญาณสงครามอิหร่าน

ตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกปิดการซื้อขายสัปดาห์สุดท้ายของเดือนพฤษภาคม 2026 ด้วยบรรยากาศที่คึกคักและเปี่ยมด้วยความหวัง หลังจากสัญญาณการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านเริ่มให้ภาพที่ชัดเจนขึ้น บวกกับกระแสผลประกอบการภาคเทคโนโลยีที่แข็งแกร่งและโมเมนตัมของปัญญาประดิษฐ์ที่ยังคงร้อนแรงไม่หยุด ดัชนีนิกเกอิ 225 ของญี่ปุ่นปิดที่ระดับ 66,934 จุด ขณะที่ดัชนีแฮงเส็งของฮ่องกงแตะ 25,398 จุด และดัชนี SET ของไทยทรงตัวอยู่แถว 1,568 จุด สะท้อนพลวัตที่แตกต่างกันอย่างน่าสนใจระหว่างตลาดที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีกับตลาดที่พึ่งพาปัจจัยภายในประเทศ

สำหรับนักลงทุนไทย สัปดาห์นี้นับว่าเต็มไปด้วยความเคลื่อนไหวที่น่าจับตา ทั้งกระแสเงินทุนต่างชาติที่ยังคงไหลเข้าต่อเนื่อง ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นหลังจากอ่อนค่าในช่วงวิกฤตตะวันออกกลาง นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ “ไทยช่วยไทยพลัส” ที่กำลังจะเริ่มต้น ตลอดจนบรรยากาศการเมืองที่มีเสถียรภาพมากขึ้นหลังพรรคภูมิใจไทยกวาดชัยชนะในการเลือกตั้ง เป็นชุดปัจจัยบวกที่ส่งเสริมให้นักวิเคราะห์หลายรายปรับเป้าดัชนี SET ขึ้นมาที่ระดับ 1,480-1,500 จุดภายในสิ้นปีนี้

ญี่ปุ่นนำโชว์ นิกเกอิทะลุ 66,000 จุด SoftBank พุ่งแรงหลังแผน AI ยักษ์

ดัชนีนิกเกอิ 225 ปิดขึ้น 0.91% ที่ระดับ 66,934.33 จุดในการซื้อขายวันจันทร์ที่ 1 มิถุนายน ขณะที่ดัชนี Topix ปรับตัวลงเล็กน้อยที่ 3,940.7 จุด ความโดดเด่นของตลาดหุ้นญี่ปุ่นในช่วงนี้มาจากหลายปัจจัยที่ทับซ้อนกัน ทั้งกระแสเทคโนโลยี AI ที่ยังคงร้อนแรง ความหวังในการเจรจาสันติภาพตะวันออกกลาง และผลการส่งออกที่แข็งแกร่ง

หุ้น SoftBank Group พุ่งขึ้นถึง 14% หลังบริษัทประกาศแผนลงทุน 4.5 หมื่นล้านยูโร หรือราว 5.3 หมื่นล้านดอลลาร์ เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานปัญญาประดิษฐ์ในฝรั่งเศสในช่วงห้าปีข้างหน้า การประกาศดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงยุทธศาสตร์การขยายตัวในระดับโลกของกลุ่มทุนญี่ปุ่น ซึ่งมองเห็นโอกาสในตลาดยุโรปที่กำลังเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน AI เพื่อแข่งขันกับสหรัฐฯ และจีน

ย้อนไปในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม ตลาดหุ้นญี่ปุ่นยิ่งโชว์ศักยภาพที่น่าประทับใจยิ่งกว่า ดัชนีนิกเกอิ 225 พุ่งขึ้นกว่า 5% ปิดที่ 62,833.84 จุด นำโดยกลุ่มวัตถุดิบขั้นพื้นฐาน เทคโนโลยี และการเงิน โดย SoftBank ขึ้นกว่า 18% ขณะที่บริษัทอิเล็กทรอนิกส์ Ibiden ทะยานถึง 22% และ Sumco Corp บริษัทเซมิคอนดักเตอร์ขึ้น 19.74%

ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม ดัชนีนิกเกอิขึ้น 2.53% ปิดที่ 66,329.5 จุด ขณะที่ Topix พุ่งขึ้น 1.41% แตะสถิติสูงสุดใหม่ที่ 3,957.17 จุด โดยแรงหนุนสำคัญมาจากหุ้น Samsung Electronics ที่พุ่งขึ้นกว่า 5% หลังบริษัทประกาศเริ่มส่งตัวอย่างชิปหน่วยความจำแบนด์วิดท์สูงรุ่นล่าสุดให้ลูกค้าทั่วโลก

แรงซื้อในตลาดญี่ปุ่นยังได้รับแรงหนุนจากรายงานการค้าที่แข็งแกร่ง โดยการส่งออกของญี่ปุ่นในเดือนเมษายนขยายตัวเร็วที่สุดในปีนี้นับตั้งแต่เดือนมกราคม เพิ่มขึ้น 14.8% เมื่อเทียบกับปีก่อน เกินกว่าที่ตลาดคาดการณ์ โดยมีแรงหนุนหลักจากการส่งออกชิปเซมิคอนดักเตอร์ที่พุ่งสูง

นอกจากนี้ หุ้น SoftBank ยังพุ่งทะยานสู่ระดับสูงสุดใหม่ตลอดปีนี้ ด้วยแรงหนุนจากการลงทุนในบริษัทอย่าง SB Energy และ OpenAI โดยหุ้นปรับตัวขึ้นกว่า 297% ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ขับเคลื่อนโดย Vision Fund ซึ่งเป็นกลไกหลักในการสร้างกำไร

ภาพรวมของตลาดญี่ปุ่นในปี 2026 สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่น่าสนใจ เมื่อบริษัทเทคโนโลยีและกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์กลายเป็นหัวรถจักรหลักของตลาด แทนที่กลุ่มยานยนต์แบบดั้งเดิมที่ยังคงแบกรับแรงกดดันจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ

แฮงเส็งอ่อนแรงหลังวิ่งไกล เทคโนโลยีจีนยังฝืดหนักแม้ตลาดโลกบวก

ดัชนีแฮงเส็งปิดบวก 0.86% ที่ 25,398.18 จุดในวันที่ 1 มิถุนายน ขณะที่ดัชนี CSI 300 ของจีนแผ่นดินใหญ่ปรับตัวลง 0.98% ปิดที่ 4,844.26 จุด ความเคลื่อนไหวที่แตกต่างกันระหว่างสองตลาดนี้สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายที่ตลาดหุ้นจีนกำลังเผชิญอยู่

ดัชนีแฮงเส็งมีอัตราส่วน P/E ล่วงหน้า 12 เดือนอยู่ที่ 11.8 เท่า ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปีที่ 10.7 เท่าเกือบหนึ่งส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน แต่ก็ยังห่างไกลจากจุดสูงสุดของ 15.5 เท่าที่เคยทำได้ในปี 2021 ภาพดังกล่าวบ่งชี้ว่าตลาดฮ่องกงยังมีพื้นที่เพิ่มขึ้นในทางทฤษฎี แต่ต้องอาศัยปัจจัยพื้นฐานด้านกำไรของบริษัทที่เติบโตอย่างมีนัยสำคัญเพื่อรองรับการ re-rating ดังกล่าว

สถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงสำหรับตลาดฮ่องกงคือกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำที่ยังคงชะลอตัว หุ้น Alibaba ปรับตัวลงถึง 34% จากจุดสูงสุดของปีที่แล้ว Tencent ร่วงลงกว่า 35% ขณะที่ JD ปรับลง 21% ซึ่งเป็นภาพที่ตัดกันอย่างชัดเจนกับกระแส AI ที่ยกระดับตลาดเทคโนโลยีของสหรัฐฯ และญี่ปุ่น

เป้าหมายราคาพื้นฐานสำหรับดัชนีแฮงเส็งภายในสิ้นปี 2026 อยู่ที่ 28,300 จุด ในขณะที่แนวโน้มการลงทุนในตลาดจีนยังมุ่งเน้นไปที่กลุ่มเทคโนโลยีและผู้บริโภคที่จะเป็นผู้นำในการแข่งขัน AI และครองส่วนแบ่งตลาดในภาคส่วนนวัตกรรม

ปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในตลาดจีน-ฮ่องกงคือความคืบหน้าของการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน แม้ว่าความตึงเครียดจะคลี่คลายลงชั่วคราวหลังจากการระงับภาษีตอบโต้จนถึงเดือนพฤศจิกายน 2026 แต่ยังมีปัจจัยที่ไม่แน่นอน อาทิ จุดยืนของสหรัฐฯ ต่อไต้หวัน และข้อจำกัดด้านการค้าชิปประสิทธิภาพสูงและแร่หายาก ซึ่งอาจกลับมาเพิ่มความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ได้อีกครั้งอย่างรวดเร็ว

วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ แรงกดดันจากราคาน้ำมัน และผลกระทบต่อเอเชีย

ชนวนสำคัญที่ทำให้ตลาดหุ้นเอเชียผันผวนตลอดช่วงเดือนพฤษภาคม 2026 คือสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อราคาน้ำมันและกระแสความกังวลของนักลงทุนทั่วโลก

ประธานาธิบดีทรัมป์โพสต์บน Truth Social ว่า “นาฬิกากำลังเดิน” สำหรับอิหร่าน และเตือนว่า “จะไม่มีอะไรเหลือ” หากไม่มีการดำเนินการ ความตึงเครียดระหว่างวอชิงตันและเตหะรานยังคงสูงขึ้นแม้จะมีการหยุดยิงชั่วคราวในช่วงต้นเดือนเมษายน โดยสหรัฐฯ ยังคงปิดล้อมท่าเรืออิหร่าน ขณะที่อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซนับตั้งแต่เริ่มต้นความขัดแย้ง

น้ำมันดิบเบรนต์สัญญาล่วงหน้าเดือนกรกฎาคมขึ้น 0.79% ซื้อขายที่ระดับ 110.12 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ WTI ล่วงหน้าเดือนมิถุนายนปรับขึ้น 1.17% อยู่ที่ 106.65 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ท่ามกลางความกังวลเรื่องความวุ่นวายในช่องแคบฮอร์มุซ

อิหร่านยื่นข้อเสนอใหม่ต่อผู้เจรจาสหรัฐฯ โดยมุ่งเน้นการยุติความขัดแย้งในทุกแนวรบและการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร แต่ทรัมป์ปฏิเสธและระบุในโพสต์บน Truth Social ว่าเป็นข้อเสนอที่ “ยอมรับไม่ได้โดยสิ้นเชิง”

อย่างไรก็ดี สัปดาห์ปลายเดือนพฤษภาคมนำมาซึ่งสัญญาณบวก เมื่อ เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวยืนยันรายงานของ Axios ที่ว่าสหรัฐฯ และอิหร่าน “ตกลงกันได้ส่วนใหญ่” ในข้อกำหนดของข้อตกลงที่มุ่งหมายจะระงับความขัดแย้งที่ยาวนานสามเดือนนี้ ข่าวดังกล่าวทำให้นักลงทุนเพิกเฉยต่อความตึงเครียดที่ยังคงปะทุขึ้น และผลักดันตลาดหุ้นทั่วเอเชียให้พุ่งสูงขึ้น

สำหรับตลาดหุ้นไทย ช่องแคบฮอร์มุซที่ปิดทำให้เกิดความกังวลเรื่องต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ซึ่งกระทบต่อภาคการผลิตและการขนส่ง แต่ในขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันที่สูงก็ช่วยหนุนหุ้นในกลุ่มพลังงานอย่าง PTT และ PTTEP ให้มีกระแสเงินสดดีขึ้น ถือเป็นดาบสองคมที่นักลงทุนต้องชั่งน้ำหนักอย่างรอบคอบ

ตลาดหุ้นไทยในช่วงก่อนหน้าเคยประสบกับการสั่งพักการซื้อขายหลังดัชนี SET ร่วงลงกว่า 8% ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่กระตุ้นให้ circuit breaker ระดับแรกทำงาน โดยมีมูลค่าการซื้อขายสูงถึง 159 พันล้านบาท ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติถึงสามเท่า เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นบทเรียนสำคัญที่สะท้อนให้เห็นว่าสถานการณ์ตะวันออกกลางมีผลกระทบโดยตรงและรุนแรงต่อตลาดทุนไทย

SET ฟื้นตัวแกร่ง 1,568 จุด หุ้นไทยพลิกโฉมหลังชัยชนะเลือกตั้ง

ดัชนี SET ปิดที่ระดับ 1,568.37 จุดในวันที่ 30 พฤษภาคม 2026 มีมูลค่าการซื้อขายรวม 89,345.46 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นการฟื้นตัวอย่างน่าประทับใจเมื่อเทียบกับจุดต่ำสุดที่เคยแตะระดับประมาณ 1,053 จุดในช่วงที่ตลาดผันผวนหนัก โดยดัชนี SET เปลี่ยนแปลงไป 33.26% ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา และมีช่วงราคาระหว่าง 1,053.79 ถึง 1,558.95 จุด

ปัจจัยขับเคลื่อนหลักที่ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยพลิกฟื้นอย่างแข็งแกร่งคือผลการเลือกตั้งทั่วไปที่เปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์การเมืองไทยอย่างมีนัยสำคัญ พรรคภูมิใจไทยกวาดชัยชนะแบบถล่มทลาย ส่งผลให้นักวิเคราะห์ปรับเป้าดัชนี SET ขึ้นสู่ระดับ 1,480 จุดภายในสิ้นปี 2026 จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ที่ 1,400 จุด โดยอาศัยแรงหนุนจากกระแสเงินทุนต่างชาติที่คาดว่าจะไหลเข้าแข็งแกร่งขึ้น และแนวโน้มการเมืองที่ดีขึ้น

Pichai Lertsupongkit หัวหน้าพาณิชย์ของ InnovestX Securities ระบุว่าเนื่องจากพรรคภูมิใจไทยได้รับเลือกตั้งเกือบ 200 ที่นั่ง พรรคจึงมีอำนาจต่อรองสูงในการจัดตั้งรัฐบาลผสม พร้อมมีอิทธิพลมากขึ้นในกระทรวงสำคัญ และความกังวลเรื่องความล่าช้าในการจัดทำงบประมาณปีนี้ก็เบาบางลงแล้ว

แนวโน้มตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์สุดท้ายของเดือนพฤษภาคมได้รับแรงหนุนจากกระแสเงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้าทั้งในตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ รวมถึงปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ชัดเจนขึ้น โดยนักวิเคราะห์แนะนำให้นักลงทุนทยอยสะสมหุ้นในกลุ่ม Anti-Commodity ที่ได้ประโยชน์จากต้นทุนที่ลดลง หุ้นที่มี Dividend Yield น่าสนใจ หุ้นค้าปลีกที่ได้ประโยชน์จากมาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” รวมถึงหุ้นที่ราคายังตามหลังตลาดในกลุ่มโรงแรม การบิน และโรงไฟฟ้า

ในวันที่ 28 พฤษภาคม ดัชนี SET ปิดที่ 1,568.97 จุด ลดลงเล็กน้อย 1.98 จุด หรือ 0.13% มีมูลค่าการซื้อขาย 62.57 พันล้านบาท โดยตลาดไทยในช่วงบ่ายได้แรงหนุนจากแรงซื้อในธีม Domestic Play อาทิ หุ้นค้าปลีก-ท่องเที่ยว ล่วงหน้าการเริ่มโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ในสัปดาห์ถัดไป

นักวิเคราะห์จาก KSS ชี้ว่าสถานการณ์การเลือกตั้ง 2026 คล้ายกับปี 2011 ซึ่งพรรคเพื่อไทยชนะ 265 ที่นั่ง และส่งผลให้ดัชนี SET ขึ้นถึง 9.5% และ 17% ในช่วงสามถึงหกเดือนถัดมาตามลำดับ โดยเงื่อนไขในปัจจุบันอาจเอื้ออำนวยมากกว่าปี 2011 เนื่องจากความขัดแย้งภายในประเทศลดลง และพรรคภูมิใจไทยมีแนวโน้มผสมผสานนโยบายกระตุ้นระยะสั้นกับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว

ค่าเงินบาทและปัจจัยเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารกลางปรับดอกเบี้ยรับมือการเปลี่ยนแปลง

ในแวดวงอัตราแลกเปลี่ยน ค่าเงินบาทเดินทางผ่านช่วงเวลาที่ท้าทายในปีนี้ แต่ยังคงโมเมนตัมการแข็งค่าในภาพใหญ่ ค่าเงินบาทแข็งค่าจากระดับ 32.5 บาทต่อดอลลาร์ในไตรมาสก่อน มาอยู่ที่ 31.7 บาทต่อดอลลาร์ ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2025 ตามอัตราขายเฉลี่ยของธนาคารแห่งประเทศไทย โดยการแข็งค่าดังกล่าวสะท้อนภาวะดอลลาร์ที่อ่อนค่าลงในวงกว้าง แม้ว่าจะมีความผันผวนรอบเหตุการณ์ความเสี่ยงระดับโลก

ค่าเงินบาทในช่วงต้นปี 2026 ทรงตัวได้ดี โดยอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างธนาคารแบบถัวเฉลี่ยอยู่ในช่วง 31.05-31.11 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ส่วนอัตรากลางตลาดอยู่ใกล้ 30.95-31.00 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งถือว่าแข็งค่ากว่าในช่วงก่อนหน้าที่เคยอ่อนค่าถึงระดับ 34-35 บาทต่อดอลลาร์อย่างมีนัยสำคัญ

ปัจจัยที่หนุนให้บาทแข็งค่าได้แก่ การที่ไทยมียอดเกินดุลบัญชีเดินสะพัด กระแสเงินทุนที่เชื่อมโยงกับการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยว และการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ แต่เจ้าหน้าที่ก็แสดงความกังวลว่าบาทที่แข็งค่าเกินไปอาจบีบอัดภาคการส่งออก

สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้ออกมาส่งสัญญาณเชิงบวก โดยคาดการณ์ว่าค่าเงินบาทจะแข็งค่าต่อเนื่อง โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 31.8 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐในปี 2026 ในกรอบ 31.3-32.3 บาท แข็งค่าขึ้น 3.2% จากปี 2025 โดยการไหลเข้าของเงินทุน โดยเฉพาะในปี 2026 คาดว่าจะดึงดูดการลงทุนต่างชาติในพันธบัตรและหุ้นไทยมากขึ้น

ปัจจัยที่หนุนค่าเงินบาท ได้แก่ พื้นฐานเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะภาคการค้าที่แข็งแกร่ง ดุลบัญชีเดินสะพัดที่เกินดุลต่อเนื่อง และกระแสเงินทุนที่สม่ำเสมอ แต่ยังมีความไม่แน่นอนระยะสั้นหลายประการ อาทิ นโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ ความผันผวนของกระแสเงินทุน ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และข้อพิพาทการค้าระดับโลก

ในด้านนโยบายการเงินภายในประเทศ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เหลือ 1.00% ในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 เพื่อรับมือกับเศรษฐกิจไทยที่คาดว่าจะชะลอตัวในปี 2026-2027 จากการบริโภคและการส่งออกที่อ่อนแอลง แม้ว่าภาคท่องเที่ยวจะอยู่ในวิถีการฟื้นตัว

การประมาณการณ์คาดว่า GDP ไทยจะชะลอตัวจาก 2.2% ในปี 2025 เหลือ 1.6% ในปี 2026 ก่อนที่จะฟื้นตัวขึ้นสู่ 2.3% ในปี 2027 โดยการชะลอตัวสะท้อนถึงการบริโภคภาคเอกชนที่อ่อนแอลง การส่งออกสินค้าที่ช้าลง และการสนับสนุนจากภาคการคลังที่ลดลง พร้อมกับความล่าช้าในการเบิกจ่ายงบประมาณอันเนื่องมาจากการเลือกตั้ง

เกาหลีใต้ทุบสถิติ ออสเตรเลียทรงตัว ภาพรวมอาเซียนและเอเชียกว้าง

เกาหลีใต้สร้างความประหลาดใจด้วยการที่ดัชนี Kospi พุ่งขึ้น 3.68% แตะ 8,788.38 จุด ทำสถิติสูงสุดใหม่ในวันที่ 1 มิถุนายน ขณะที่หุ้น Samsung Electronics พุ่งขึ้นกว่า 10% แตะระดับ All-time High ความแข็งแกร่งของตลาดเกาหลีใต้เป็นที่น่าจับตาในบริบทที่ตลาดอื่นๆ ในภูมิภาคยังคงแกว่งตัวผันผวน

ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม Kospi ทะยานกว่า 3% ปิดที่ 8,476.15 จุด แตะ intraday high ใหม่ โดยแรงหนุนสำคัญมาจากหุ้น Samsung ที่ประกาศเริ่มจัดส่งตัวอย่างชิป HBM (High-Bandwidth Memory) รุ่นล่าสุดให้ลูกค้าทั่วโลก การพัฒนาด้านเซมิคอนดักเตอร์ของเกาหลีใต้เป็นปัจจัยสำคัญที่ดึงดูดนักลงทุนสถาบันระดับโลก

ในออสเตรเลีย ดัชนี S&P/ASX 200 ลดลง 1.45% อยู่ที่ 8,505.30 จุด ผลกระทบจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์กดดันตลาดออสเตรเลีย แม้ว่าในภาพรวมตลาดจะยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง

สำหรับตลาดสิงคโปร์ ดัชนี Straits Times Index ปิดที่ 5,037.86 จุด บวก 0.98% แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของศูนย์กลางการเงินในภูมิภาคที่ยังคงดึงดูดกระแสเงินทุนสถาบัน แม้จะมีแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก

ตลาดอื่นๆ ในเอเชียยังคงสะท้อนภาพความซับซ้อนของเศรษฐกิจโลก โดย ดัชนี Nifty 50 ของอินเดียร่วงลงเล็กน้อย 0.94% สะท้อนความระมัดระวังของนักลงทุนในตลาดเกิดใหม่ต่อภาวะราคาพลังงานที่สูงและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์

มุมมองผู้เชี่ยวชาญ: สัญญาณกลับทิศกระแสทุนต่างชาติและโอกาสการลงทุน

ฝ่ายวิเคราะห์จากสถาบันการเงินชั้นนำต่างออกมาให้มุมมองที่หลากหลายต่อทิศทางตลาดหุ้นเอเชียและไทยในช่วงนี้

Kasem Prunratanamala นักวิเคราะห์อาวุโสจาก CGS International Securities เน้นย้ำถึงการพลิกฟื้นของกระแสเงินทุนต่างชาติในตลาดหุ้นไทย โดยระบุว่านักลงทุนต่างชาติเคยเป็นผู้ขายสุทธิถึง 447 พันล้านบาทในช่วงปี 2023-2025 แต่ตอนนี้กลับมาเป็นผู้ซื้อสุทธิเล็กน้อย โดยมีเงินทุนไหลเข้าสุทธิแล้ว 15 พันล้านบาทนับตั้งแต่ต้นปี ซึ่งถือเป็นสัญญาณการพลิกกลับที่สำคัญ แม้จะยังอยู่ในระดับต่ำ

อาสาเดช คงศิริ ผู้อำนวยการและประธานของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่าในสถานการณ์ที่สงครามตะวันออกกลางยังไม่คลี่คลาย ความไม่แน่นอนทำให้นักลงทุนปรับพอร์ตและย้ายเงินไปยังสินทรัพย์ปลอดภัย ส่งผลต่อทิศทางของกระแสเงินทุน โดยสถิติแสดงให้เห็นว่าตั้งแต่เดือนธันวาคม 2025 ก่อนเหตุการณ์ตะวันออกกลาง เงินทุนต่างชาติไหลเข้าตลาดหุ้นไทยสุทธิกว่า 60 พันล้านบาท แต่ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ราว 30 พันล้านบาทไหลออก ซึ่งถือว่าเป็นความผันผวนปกติ

Jefferies ซึ่งเป็นวาณิชธนกิจชั้นนำจากสหรัฐฯ ออกรายงานระบุว่าความสนใจของนักลงทุนในตลาดหุ้นไทยพุ่งสูงสุดในรอบหลายปี โดยมีแรงหนุนจากเสถียรภาพทางการเมืองและราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อบริษัทในกลุ่มพลังงานของไทย

ด้านการวิเคราะห์เศรษฐกิจไทยในภาพกว้าง ตลาดทุนไทยกำลังอยู่ในช่วงฟื้นตัวในไตรมาสแรกของปี 2026 แต่ก็เผชิญกับแรงกดดันจากความไม่แน่นอนด้านอุปทานและราคาพลังงาน หลังจากเกิดสงครามในตะวันออกกลาง

นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่าระดับ 1,400-1,500 จุดของดัชนี SET คือโซนที่เหมาะสมสำหรับการทยอยสะสมหุ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของการท่องเที่ยว กลุ่มค้าปลีกที่ได้รับอานิสงส์จากนโยบายกระตุ้นของรัฐบาล และกลุ่มสาธารณูปโภคที่มีรายได้สม่ำเสมอ

บทสรุปและผลกระทบต่อนักลงทุนไทย: ยุทธศาสตร์รับมือโลกผันผวน

ภาพรวมตลาดหุ้นเอเชียในสัปดาห์แรกของเดือนมิถุนายน 2026 สะท้อนโลกการลงทุนที่ซับซ้อนและเปี่ยมด้วยโอกาสและความเสี่ยงในเวลาเดียวกัน จากข้อมูลที่รวบรวมได้ สามารถสรุปปัจจัยสำคัญสำหรับนักลงทุนไทยได้ดังนี้

ปัจจัยบวกที่ต้องจับตา

ประการแรกคือโมเมนตัมทางการเมืองในประเทศ ชัยชนะของพรรคภูมิใจไทยในการเลือกตั้งนำมาซึ่งความหวังเรื่องเสถียรภาพในการดำเนินนโยบายและความต่อเนื่องของงบประมาณ ซึ่งเป็นสิ่งที่นักลงทุนต่างชาติให้ความสำคัญมาก ปัจจัยดังกล่าวทำให้นักวิเคราะห์บางราย ปรับคาดการณ์ GDP ขึ้น 0.5% เป็นเกือบ 2% สำหรับปี 2026

ประการที่สองคือโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ “ไทยช่วยไทยพลัส” ที่รัฐบาลกำลังจะเริ่มดำเนินการ ซึ่งคาดว่าจะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายภาคประชาชนและส่งผลดีต่อหุ้นค้าปลีกและบริการในประเทศ

ประการที่สามคือแนวโน้มค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นในภาพใหญ่ ซึ่งลดแรงกดดันด้านต้นทุนการนำเข้าสำหรับกิจการที่พึ่งพาวัตถุดิบจากต่างประเทศ และเพิ่มอำนาจซื้อให้กับนักลงทุนที่ถือสินทรัพย์ต่างประเทศ

ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องระวัง

ความเสี่ยงสำคัญที่สุดยังคงเป็นสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งมีผลโดยตรงต่อราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก หากการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านล้มเหลวและการปิดล้อมยังคงยืดเยื้อ ราคาน้ำมันที่สูงจะกดดันต้นทุนของภาคธุรกิจทั่วโลกและกระตุ้นให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ ซึ่งอาจบีบบังคับให้ธนาคารกลางต่างๆ รวมถึงเฟดปรับขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าที่ตลาดคาดการณ์

ในระยะสั้น นักวิเคราะห์แนะให้ติดตามความคืบหน้าการเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่าน และการปรับพอร์ตตาม MSCI Index ที่คาดว่าจะมีเงินทุนไหลออกจากตลาดหุ้นไทยราว 8 พันล้านบาท ซึ่งอาจสร้างแรงกดดันชั่วคราวต่อดัชนี SET

ความเสี่ยงอีกประการคือเศรษฐกิจจีนที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ โดยเฉพาะกำไรของบริษัทจดทะเบียนที่เติบโตช้ากว่าที่ตลาดหวัง การฟื้นตัวของตลาดหุ้นจีนส่วนใหญ่ขับเคลื่อนโดยการ re-rating ด้านมูลค่า ขณะที่การเติบโตของกำไรองค์กรยังอยู่ในระดับ mid-single digit ซึ่งหากจะให้การปรับตัวขึ้นยั่งยืน จำเป็นต้องอาศัยการเร่งตัวของกำไรอย่างมีนัยสำคัญ

คำแนะนำเชิงกลยุทธ์

สำหรับนักลงทุนไทยในสภาวะปัจจุบัน กลยุทธ์การกระจายความเสี่ยงยังคงเป็นหัวใจสำคัญ โดยแบ่งพอร์ตลงทุนระหว่างหุ้นในประเทศที่ได้ประโยชน์จากปัจจัยภายใน (Domestic Play) กับกองทุน ETF ที่ลงทุนในตลาดญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ซึ่งขับเคลื่อนด้วยกระแส AI และเซมิคอนดักเตอร์ รวมถึงการถือทองคำในสัดส่วนที่เหมาะสมเพื่อป้องกันความเสี่ยงในยามที่ตลาดผันผวนเฉียบพลัน

ตลาดหุ้นเอเชียในช่วงต้นเดือนมิถุนายน 2026 ยังคงเป็น “ตลาดของนักลงทุนที่มีวินัย” มากกว่า “ตลาดของนักเก็งกำไร” เพราะความผันผวนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองยังคงเป็นตัวแปรสำคัญที่สร้างทั้งความเสี่ยงและโอกาสในเวลาเดียวกัน นักลงทุนที่เข้าใจพลวัตเหล่านี้และมีกรอบการลงทุนที่ชัดเจนเท่านั้นที่จะสามารถสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนในสภาวะแวดล้อมที่ท้าทายเช่นนี้ได้

Similar Posts

  • สงครามตะวันออกกลางปลุกความเสี่ยง “Stagflation” ต่อเศรษฐกิจโลกอีกครั้ง

    ผลกระทบสะสมจากสงครามในตะวันออกกลางที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องกว่า 7 สัปดาห์ กำลังเริ่มสะท้อนออกมาในข้อมูลเศรษฐกิจจริง โดยเฉพาะผ่านชุดข้อมูล “ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI)” จากหลายประเทศ ซึ่งถือเป็นตัวชี้วัดล่วงหน้าที่สำคัญของกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งภาคการผลิตและภาคบริการ สิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์และตลาดการเงินกำลังจับตาไม่ใช่เพียงแค่การชะลอตัวของเศรษฐกิจเท่านั้น แต่คือ “ลักษณะของการชะลอตัว” ว่าจะเกิดขึ้นพร้อมกับแรงกดดันด้านเงินเฟ้อหรือไม่ เพราะหากสองสิ่งนี้เกิดขึ้นพร้อมกัน จะนำไปสู่ภาวะที่เรียกว่า stagflation ซึ่งถือเป็นหนึ่งในสถานการณ์ที่ยากต่อการบริหารจัดการมากที่สุดในเชิงนโยบายเศรษฐกิจ ภาพรวมข้อมูล PMI และแนวโน้มเศรษฐกิจโลก การตีความข้อมูล PMI ต้องเข้าใจว่าเป็นการสะท้อน “ความรู้สึกและการตัดสินใจของผู้บริหารธุรกิจ” ไม่ใช่เพียงตัวเลขผลลัพธ์ ดังนั้นหาก PMI ลดลง หมายความว่าภาคธุรกิจเริ่มระมัดระวังมากขึ้น เช่น การชะลอการจ้างงาน การลดคำสั่งซื้อวัตถุดิบ หรือการชะลอการลงทุนใหม่ ในบริบทของสงคราม ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับ PMI ไม่ได้มาจากดีมานด์ที่หายไปเพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจาก “ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น” โดยเฉพาะต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์ ซึ่งทำให้ธุรกิจอยู่ในภาวะที่ต้องตัดสินใจยากขึ้นระหว่างการรักษากำไรและการรักษาปริมาณการผลิต Stagflation: ความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่เริ่มชัดขึ้น คำว่า stagflation กลับมาเป็นประเด็นสำคัญอีกครั้ง โดย S&P Global ได้สะท้อนความกังวลนี้ผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลเดือนมีนาคมที่ผ่านมา Stagflation คือสถานการณ์ที่: สิ่งที่ทำให้ stagflation เป็นปัญหาคือ…

  • Bitcoin ระส่ำหลัง Whale ทุบ IBIT $1.3 พันล้าน สเตเบิลคอยน์ทำลายสถิติ $3.22 แสนล้าน

    ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลโลกยังคงแกว่งตัวด้วยความผันผวนสูงในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2569 ขณะที่ Bitcoin ยังต้องต่อสู้กับแรงกดดันเชิงเทคนิคและมหภาคอย่างหนัก หลังนักลงทุนปริศนารายหนึ่งขาย ETF ของ BlackRock มูลค่า 1.29 พันล้านดอลลาร์ผ่าน Dark Pool ในครั้งเดียว ก่อให้เกิดแรงกระแทกลามไปทั่วตลาด ขณะเดียวกัน มูลค่าสเตเบิลคอยน์รวมทั่วโลกทะลุสถิติใหม่ที่ 3.22 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งมากกว่าทุนสำรองเงินตราต่างประเทศของ 95 ประเทศทั่วโลก รวมถึงสหราชอาณาจักรและแคนาดา ด้านข่าวเชิงบวกยังคงหนุนความเชื่อมั่นระยะยาว เมื่อมีรายงานว่า Elon Musk กำลังหารือการควบรวม Tesla กับ SpaceX ซึ่งหากสำเร็จจะสร้างคลัง Bitcoin ขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดาบริษัทจดทะเบียนที่ 5 อันดับแรกของโลก พร้อมกับการที่ Jefferies ธนาคารเพื่อการลงทุนระดับโลกออกรายงานคาดว่า IPO บริษัทคริปโตและบล็อกเชนจะแตะ 1 ล้านล้านดอลลาร์ภายใน 5 ปี Bitcoin แกว่งแนวรับ $76,000 หลัง Whale ทุบ IBIT $1.29 พันล้านผ่าน…

  • เปลี่ยนมุมมองต่อหุ้น Palantir: จากหุ้นแพงสู่โอกาสเติบโตระยะยาวในยุค AI

    นักลงทุนจำนวนมาก—including ผู้เขียนต้นฉบับ—เคยมีมุมมองเชิงลบต่อ Palantir Technologies มาโดยตลอด สาเหตุหลักไม่ใช่เพราะธุรกิจไม่ดี แต่เป็นเพราะ “ราคา” ที่ดูเหมือนจะสะท้อนอนาคตไปหมดแล้ว ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา Palantir ถูกซื้อขายที่ระดับ valuation สูงมาก เช่น 40 เท่า 60 เท่า หรือแม้แต่ 80 เท่าของรายได้ (revenue multiple) ซึ่งในมุมของนักลงทุนสายพื้นฐานแบบดั้งเดิม ถือว่า “เกินเหตุผล” และมีความเสี่ยงสูง เพราะต้องอาศัยการเติบโตระดับสุดขั้วเพื่อรองรับราคา อย่างไรก็ตาม จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อผู้เขียนเริ่มเปลี่ยนวิธีคิด จากการโฟกัสที่ “ตัวเลข valuation” ไปสู่การวิเคราะห์ “พฤติกรรมของลูกค้า” และ “การใช้งานจริงของเทคโนโลยี” สิ่งนี้ทำให้เกิดคำถามใหม่: “ถ้าบริษัทสามารถสร้าง value จริงในระดับที่เปลี่ยนวิธีการทำงานขององค์กรได้”“valuation ที่ดูแพง อาจไม่แพงก็ได้” โมเดล AIP Boot Camp: เปลี่ยนวิธีขายซอฟต์แวร์องค์กร หนึ่งในจุดแข็งที่สำคัญที่สุดของ Palantir คือวิธีการนำเสนอและขายผลิตภัณฑ์ AI Platform (AIP)…

  • นักเทรดบน Kalshi คาด WTI จะพุ่งทะลุ 125 ดอลลาร์ เกินสถิติสูงสุดในช่วงสงครามอิหร่าน

    ในขณะที่ตลาดน้ำมันดิบโลกยังคงผันผวนอย่างต่อเนื่องท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง นักเทรดบนแพลตฟอร์ม Kalshi ซึ่งเป็นตลาดทำนายเหตุการณ์ (Prediction Markets) ที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดแห่งหนึ่งในสหรัฐฯ กำลังส่งสัญญาณที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง โดยคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันดิบ West Texas Intermediate (WTI) ยังไม่ถึงจุดสูงสุดของปีนี้ และยังมีโอกาสที่จะพุ่งขึ้นไปสูงกว่าระดับสูงสุดในช่วงสงครามอีกมาก ตัวเลขที่ตลาดทำนายบอก: มากกว่าครึ่งหนึ่งเชื่อว่าจะแตะ 127 ดอลลาร์ ข้อมูลจาก Kalshi ระบุว่ามีโอกาส มากกว่า 50% ที่ราคา WTI จะแตะระดับ 127 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในปีนี้ ซึ่งสูงกว่าระดับปิดสูงสุดในปัจจุบันที่ประมาณ 113 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เมื่อวันที่ 7 เมษายนอย่างมีนัยสำคัญ และนักเทรดยังประเมินโอกาส 63% ที่ราคาจะข้ามระดับ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในขณะที่ราคา WTI ยังคงต่ำกว่าจุดสูงสุดก่อนที่สหรัฐฯ และอิหร่านจะประกาศหยุดยิง แต่ก็ยังสูงกว่าระดับต่ำสุดที่ 82.59 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เมื่อวันที่ 17 เมษายนอย่างมาก ราคาปัจจุบันกลับมาอยู่เหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อีกครั้ง…

  • กลยุทธ์พอร์ตการลงทุนปี 2569: ETF ตราสารหนี้ และตลาดเกิดใหม่คือโอกาสทองในยุคดอลลาร์อ่อนค่า

    ในช่วงกลางปี 2569 นักลงทุนทั่วโลกกำลังเผชิญกับสภาวะตลาดที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในรอบหลายทศวรรษ ดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่าลงกว่าร้อยละ 10 นับตั้งแต่ต้นปี การปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่ต่อเนื่อง และกระแสเงินทุนหลีกหนีจากสินทรัพย์สหรัฐที่ทำสถิติใหม่ ได้สร้างจุดเปลี่ยนสำคัญที่นักวางกลยุทธ์พอร์ตการลงทุนต้องทบทวนแนวคิดใหม่ทั้งหมด ตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market Bonds) กำลังกลายเป็นดาวเด่นของปีนี้ ขณะที่ ETF ตราสารหนี้เชิงรุก (Active Fixed Income ETF) ทุบสถิติเงินไหลเข้าทุกรายงานที่ออกมา บทความนี้จะพาผู้อ่านสำรวจแนวโน้มสำคัญและกลยุทธ์ที่นักลงทุนไทยควรรู้ในครึ่งหลังของปีนี้ ดอลลาร์อ่อนค่า: แรงขับเคลื่อนหลักที่เปลี่ยนภูมิทัศน์การลงทุนโลก หัวใจของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในตลาดโลกขณะนี้ไม่ใช่อัตราดอกเบี้ย ไม่ใช่ตัวเลขเศรษฐกิจ แต่คือทิศทางของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ที่กำลังเผชิญแรงกดดันครั้งใหญ่ บริษัทที่ปรึกษาการลงทุนระดับโลก Cambridge Associates ได้ออกคำแนะนำอย่างชัดเจนให้นักลงทุนพิจารณาลดการถือครองหุ้นสหรัฐ เนื่องจากประเมินว่าหุ้นตลาดเกิดใหม่อยู่ในเส้นทางที่จะให้ผลตอบแทนดีกว่าตลาดพัฒนาแล้วเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี ท่ามกลางดอลลาร์ที่อ่อนค่า โดยระบุว่าคาดการณ์ว่าดอลลาร์จะอ่อนค่าต่อเนื่องในปี 2569 เริ่มต้นตลาดหมีหลายปี โดยมีปัจจัยกดดันจากความไม่แน่นอนด้านนโยบายเศรษฐกิจ สินทรัพย์ที่มูลค่าสูงเกินจริง และแรงกดดันทางการคลัง ตัวเลขสนับสนุนมุมมองนี้ชัดเจนมาก ดัชนีดอลลาร์ (DXY) ร่วงลงกว่าร้อยละ 9 นับตั้งแต่ต้นปี และหุ้นนอกสหรัฐในตลาดพัฒนาแล้วและตลาดเกิดใหม่รวมกัน ให้ผลตอบแทนสูงกว่าหุ้นสหรัฐถึง 11.2 เปอร์เซ็นต์พอยท์ในหน่วยดอลลาร์ในปี…

  • |

    เฟดเปลี่ยนยุค! “เควิน วอร์ช” รับตำแหน่งประธานเฟดคนใหม่ ท่ามกลางเงินเฟ้อพุ่ง-ECB คุมเชิง

    ตลาดการเงินโลกกำลังเข้าสู่บทใหม่ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน เมื่อธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) เพิ่งผ่านการเปลี่ยนผู้นำครั้งประวัติศาสตร์ ขณะที่เงินเฟ้อในสหรัฐฯ กลับมาพุ่งสูงเกิน 3.8% ต่อปี และธนาคารกลางยุโรป (ECB) ก็เลือกยืนดอกเบี้ยท่ามกลางสงครามตะวันออกกลางที่ยังคุกรุ่น สถานการณ์เหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อนักลงทุนทั่วโลก รวมถึงไทย ที่ต้องเฝ้าติดตามทิศทางนโยบายการเงินโลกอย่างใกล้ชิด เฟดเปลี่ยนยุค: “เควิน วอร์ช” ขึ้นแท่นประธานคนที่ 17 วุฒิสภาสหรัฐฯ มีมติ 54 ต่อ 45 เสียง รับรองนายเควิน วอร์ช อายุ 56 ปี ให้ดำรงตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) คนที่ 17 สืบต่อจากเจอโรม พาวเวลล์ ซึ่งครบวาระในวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 การโหวตครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในมติที่มีความขัดแย้งสูงที่สุดในประวัติศาสตร์การแต่งตั้งประธานเฟด สะท้อนให้เห็นว่าความเป็นอิสระของธนาคารกลางกลายเป็นประเด็นทางการเมืองอย่างเต็มตัว วอร์ชได้รับการยืนยันจากวุฒิสภาเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2569 และจะเข้ารับตำแหน่งต่อจากพาวเวลล์ที่หมดวาระประธาน สิ่งที่น่าสนใจคือ พาวเวลล์จะยังคงดำรงตำแหน่งกรรมการในคณะกรรมการ Fed ต่อไป หลังการสืบสวนทางอาญาของกระทรวงยุติธรรมที่เกี่ยวกับการปรับปรุงอาคารสำนักงาน Fed ทำให้เขาตัดสินใจอยู่ต่อ โดยเขาย้ำว่าการโจมตีสถาบันเฟดคุกคามความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงินโดยปราศจากปัจจัยทางการเมือง…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *