เฟดเปลี่ยนท่าที-อีซีบี ขึ้นดอกเบี้ยรอบแรกใน 3 ปี วิกฤตน้ำมันอิหร่านยังกดเงินเฟ้อโลก
ฉากทัศน์เศรษฐกิจโลกในช่วงกลางปี 2026 กำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญที่นักลงทุนทั่วโลกต้องจับตาอย่างใกล้ชิด หลังจากธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ภายใต้การนำของประธานคนใหม่ Kevin Warsh ตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 3.50-3.75% ในการประชุมวันที่ 17 มิถุนายนที่ผ่านมา แต่สิ่งที่ทำให้ตลาดต้องสะดุ้งคือน้ำเสียงที่ “แข็งกร้าวกว่าที่คาด” ของถ้อยแถลง พร้อมกับการเปิดเผยว่าคณะกรรมการ FOMC เกือบครึ่งเห็นว่าธนาคารกลางอาจต้องขึ้นดอกเบี้ยภายในปีนี้ ไม่ใช่ลดดอกเบี้ยตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ก่อนหน้า ขณะเดียวกัน ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนกันยายน 2023 เพื่อสกัดเงินเฟ้อที่กลับมาคุกรุ่นจากวิกฤตพลังงาน ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในเงาของสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านที่ปะทุขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ และยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่กดทับราคาพลังงานและความเชื่อมั่นของตลาดทุนทั่วโลกอยู่จนถึงวันนี้ สำหรับนักลงทุนไทยที่ต้องวางแผนพอร์ตการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ บทความนี้จะพาไปเจาะลึกทุกแง่มุมของสถานการณ์ พร้อมประเมินผลกระทบที่อาจตามมา
เฟดเปลี่ยนเกม: ประธานใหม่ ท่าทีใหม่ ความเสี่ยงขึ้นดอกเบี้ยกลับมาอีกครั้ง
การประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2026 ถือเป็นการประชุมแรกที่ Kevin Warsh นั่งเก้าอี้ประธานเฟดอย่างเป็นทางการ และผลลัพธ์ที่ออกมาก็สร้างความประหลาดใจให้กับตลาดไม่น้อย คณะกรรมการมีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่กรอบ 3.50-3.75% ซึ่งเป็นการคงดอกเบี้ยติดต่อกันเป็นครั้งที่สี่ของปีนี้
สิ่งที่น่าสนใจกว่าตัวเลขดอกเบี้ยคือรูปแบบการสื่อสารที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ในการประชุมครั้งแรกของ Warsh แถลงการณ์ของเฟดได้รับการปรับให้สั้นกระชับขึ้นอย่างมาก และที่สำคัญกว่านั้น Warsh เลือกที่จะไม่ส่งตัวเลขคาดการณ์ดอกเบี้ยส่วนตัวของเขาเองเข้าสู่ระบบ “dot plot” โดยให้เหตุผลว่าวิธีนี้ไม่ได้ช่วยอะไรในการดำเนินนโยบาย และเขากำลังจัดตั้งคณะทำงานเพื่อปฏิรูปการดำเนินงานหลักของเฟด ซึ่งอาจรวมถึงการพิจารณารูปแบบการแถลงข่าว การเปิดเผย dot plot และรายงานการประชุมในอนาคต
ที่ทำให้ตลาดต้องปรับมุมมองใหม่คือการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยในอนาคต จากการสำรวจความเห็นกรรมการ 18 จาก 19 คน ค่ากลางของอัตราดอกเบี้ยกองทุนเฟดที่คาดว่าจะอยู่ ณ สิ้นปี 2026 ปรับขึ้นมาอยู่ที่ 3.8% จากเดิมที่คาดไว้ 3.4% ในการประมาณการเดือนมีนาคม ซึ่งสะท้อนว่าคณะกรรมการส่วนหนึ่งมองว่าจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยอย่างน้อยหนึ่งครั้งในปีนี้ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แนวทางของเฟดซับซ้อนขึ้นคือตลาดแรงงานที่แข็งแกร่งเกินคาด การจ้างงานนอกภาคเกษตรในเดือนพฤษภาคมเพิ่มขึ้น 172,000 ตำแหน่ง สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ ขณะที่อัตราการว่างงานทรงตัวอยู่ที่ 4.3% ไม่เปลี่ยนแปลงจากปีก่อน
ก่อนการประชุม ตลาดยังเชื่อว่าเฟดจะไม่ปรับลดดอกเบี้ยในปี 2026 แต่คาดว่าอาจมีการขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ก่อนสิ้นปี แต่หลังการแถลงของ Warsh ที่มีน้ำเสียงแข็งกร้าวกว่าคาด นักเทรดในตลาดเริ่มปรับมุมมองว่าการขึ้นดอกเบี้ยอาจมาเร็วกว่าที่คิด โดยคาดว่าอาจเกิดขึ้นได้เร็วที่สุดในเดือนตุลาคม Jeff Cox ผู้สื่อข่าวอาวุโสของ CNBC รายงานว่าหลังตัวเลขการจ้างงานเดือนพฤษภาคมออกมา นักเทรดได้ปรับโอกาสที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยภายในสิ้นปี 2026 ขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 70%
มุมมองจากภาคการเงินก็สอดคล้องไปในทางเดียวกัน นักวิเคราะห์จาก BNP Paribas เตือนว่าหากเฟดไม่ส่งสัญญาณ hawkish ที่เพียงพอ ตลาดตราสารหนี้อาจเกิดการ “คุมเข้มเอง” ก่อนที่ธนาคารกลางจะลงมือทำนโยบายจริง ปฏิกิริยาของตลาดหุ้นนั้นออกมาในเชิงลบในทันที โดยจากผู้กำหนดนโยบายเฟดที่ให้ตัวเลขคาดการณ์ทั้งหมด 18 คน มี 9 คนเห็นว่าดอกเบี้ยควรปรับขึ้นในปี 2026 และ ดัชนี S&P 500 ปรับตัวลดลง 0.6% ในวันประกาศ ส่วนตามรายงานของ CNN ดัชนีดาวโจนส์ปรับตัวลดลง 410 จุดหรือ 0.8% ดัชนี S&P 500 ลดลง 1.06% และดัชนี Nasdaq ที่มีหุ้นเทคโนโลยีเป็นองค์ประกอบหลักลดลง 1% ขณะที่ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 2 ปี ซึ่งเป็นตัวสะท้อนการคาดการณ์ดอกเบี้ยเฟด พุ่งขึ้น 14 basis points แตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 1 ปี
นักวิเคราะห์จาก eToro มองว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เป็นการ “รีเซ็ต” มุมมองตลาดอย่างแท้จริง โดยBret Kenwell นักวิเคราะห์การลงทุนของ eToro ระบุว่าตลาดเตรียมรับมือกับดอกเบี้ยที่สูงขึ้นไว้แล้ว แต่การประมาณการของผู้กำหนดนโยบายเฟดบ่งชี้ว่าอาจยังคงท่าที hawkish มากกว่าที่นักลงทุนคาดไว้ ที่น่าสนใจคือมิติทางการเมืองที่แทรกเข้ามาในเรื่องนี้ วุฒิสมาชิก Elizabeth Warren จากพรรคเดโมแครต ซึ่งเป็นสมาชิกอาวุโสของคณะกรรมการธนาคารวุฒิสภา ออกแถลงการณ์กล่าวโทษประธานาธิบดี Trump ว่าได้พยายามแทรกแซงธนาคารกลางอย่างผิดกฎหมายเพื่อกดดันให้ลดดอกเบี้ย ซึ่งสะท้อนความตึงเครียดทางการเมืองที่ยังคงล้อมรอบสถาบันการเงินที่ควรจะเป็นอิสระแห่งนี้
ผลกระทบยังลามไปถึงตลาดสินเชื่อผู้บริโภค โดยอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านแบบคงที่ 30 ปีของสหรัฐฯ อยู่ที่ระดับเฉลี่ย 6.54% ณ วันที่ 16 มิถุนายน ขณะที่สินเชื่อบ้าน 15 ปีอยู่ที่ 6.11% ซึ่งยังคงเป็นภาระหนักสำหรับผู้บริโภคชาวอเมริกันที่กำลังเผชิญกับค่าครองชีพที่สูงขึ้นจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นจากวิกฤตตะวันออกกลาง
อีซีบีขึ้นดอกเบี้ยรอบแรกในรอบ 3 ปี ยุโรปเผชิญวิกฤตพลังงานซ้อนเงินเฟ้อ
ขณะที่เฟดเลือกที่จะ “รอดูสถานการณ์” ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) กลับตัดสินใจลงมือทันที ในการประชุมวันที่ 11 มิถุนายน 2026 สภาบริหารอีซีบีปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายหลักทั้งสามตัวขึ้น 25 basis points ตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้อย่างใกล้เคียงแน่นอน โดยอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก (deposit facility rate) ปรับขึ้นจาก 2.00% เป็น 2.25% อัตราดอกเบี้ยรีไฟแนนซ์หลักขึ้นเป็น 2.40% และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 2.65% โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 17 มิถุนายน
การปรับขึ้นครั้งนี้มีความหมายเชิงสัญลักษณ์อย่างมาก เพราะนี่คือการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกของอีซีบีนับตั้งแต่สิ้นสุดวงจรการคุมเข้มนโยบายการเงินครั้งใหญ่ในเดือนกันยายน 2023 และถือเป็นการพลิกกลับทิศทางอย่างชัดเจนจากที่ผ่านมา หลังจากที่อีซีบีปรับลดดอกเบี้ยต่อเนื่องถึง 8 ครั้งระหว่างเดือนมิถุนายน 2024 ถึงมิถุนายน 2025
สาเหตุหลักที่ผลักดันให้อีซีบีต้องกลับลำคือแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่มาจากวิกฤตพลังงานในตะวันออกกลาง ตามรายงานของ FXStreet การคาดการณ์เงินเฟ้อที่ปรับปรุงใหม่ของอีซีบีคาดว่าตัวเลขเงินเฟ้อปี 2026 อาจถูกปรับขึ้นใกล้ระดับ 3% จาก 2.6% ที่คาดการณ์ไว้ในเดือนมีนาคม ขณะที่การคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจมีแนวโน้มถูกปรับลดลง เนื่องจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นกดดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ล่าสุดยังสะท้อนสภาวะธุรกิจที่แย่ลง โดยกิจกรรมทางเศรษฐกิจของยูโรโซนยังคงอยู่ในเขตหดตัว
Christine Lagarde ประธานอีซีบี ได้ออกมาปกป้องการตัดสินใจครั้งนี้อย่างหนักแน่น โดยตามรายงานของ Euronews เธอระบุว่า การควบคุมเงินเฟ้อให้อยู่ภายใต้การควบคุมคือภารกิจอันดับหนึ่งของธนาคารกลาง เพราะหากปล่อยให้เงินเฟ้อวิ่งออกนอกการควบคุม การจะนำกลับมาสู่ระดับเสถียรภาพด้านราคาจะกลายเป็นเรื่องยากลำบากกว่ามาก Lagarde ยังยืนยันว่าธนาคารกลางจะไม่ยึดติดกับแนวทางที่กำหนดไว้ล่วงหน้า โดยการตัดสินใจเรื่องดอกเบี้ยจะขึ้นอยู่กับการประเมินแนวโน้มเงินเฟ้อและความเสี่ยงโดยรอบ ควบคู่กับข้อมูลเศรษฐกิจและการเงินที่เข้ามาใหม่ พลวัตของเงินเฟ้อพื้นฐาน และความแข็งแรงของการส่งผ่านนโยบายการเงิน
ที่น่าสนใจคือ อีซีบีได้นำเสนอภาพฉากทัศน์ในอนาคตสามรูปแบบเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอน ฉากทัศน์ที่ดีที่สุดคือราคาน้ำมันกลับสู่ภาวะปกติเร็วกว่าที่คาดการณ์ในกรณีฐาน ซึ่งจะทำให้เงินเฟ้อชะลอตัวเร็วขึ้นจนต่ำกว่าเป้าหมาย 2% ในปี 2027-2028 และการเติบโตทางเศรษฐกิจจะฟื้นตัวเร็วขึ้น ในทางตรงกันข้าม ฉากทัศน์ที่รุนแรงที่สุดคือสหภาพยุโรปจะเผชิญกับวิกฤตราคาพลังงานที่รุนแรงและยืดเยื้อ ซึ่งจะทำให้การเติบโตของ GDP จริงชะลอตัวลงเหลือ 0.5% ในช่วงปี 2026-2027 ก่อนจะฟื้นตัวเร็วขึ้นเล็กน้อยในปี 2028
ตัวเลขเศรษฐกิจล่าสุดของยุโรปยังสะท้อนภาพความท้าทายนี้ ตามการคาดการณ์เศรษฐกิจยุโรปฉบับล่าสุดที่เผยแพร่ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม การเติบโตของ GDP สหภาพยุโรปคาดว่าจะชะลอตัวจาก 1.1% ในปี 2026 เป็น 1.4% ในปี 2027 ขณะที่อัตราเงินเฟ้อคาดว่าจะเร่งตัวขึ้นจาก 3.1% ในปี 2026 ก่อนชะลอลงเป็น 2.4% ในปี 2027 ส่วนในระดับประเทศ ฝรั่งเศสเป็นอีกตัวอย่างที่ชัดเจนของแรงกดดันเงินเฟ้อจากพลังงาน โดยข้อมูลล่าสุดระบุว่าอัตราเงินเฟ้อรายปีของฝรั่งเศสปรับขึ้นเป็น 2.4% ในเดือนพฤษภาคม สอดคล้องกับที่คาดการณ์ไว้และสูงกว่าตัวเลขเดือนเมษายนที่ 2.2% โดยราคาพลังงานที่สูงขึ้นเป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันให้เงินเฟ้อแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2024 ขณะที่ฝั่งอังกฤษ เศรษฐกิจกลับส่งสัญญาณอ่อนแอลง โดยผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของสหราชอาณาจักรหดตัว 0.1% เมื่อเทียบเดือนต่อเดือนในเดือนเมษายน หลังจากที่เติบโต 0.3% ในเดือนมีนาคม โดยภาคบริการเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจหดตัว ขณะที่ภาคสารสนเทศและการสื่อสารยังคงอยู่ในเขตขยายตัว
วิกฤตน้ำมันจากสงครามอิหร่าน: ต้นตอของแรงกดดันเงินเฟ้อทั่วโลก
เพื่อเข้าใจว่าทำไมธนาคารกลางทั่วโลกต้องเปลี่ยนท่าทีจาก “ลดดอกเบี้ย” เป็น “อาจต้องขึ้นดอกเบี้ย” จำเป็นต้องย้อนกลับไปดูจุดเริ่มต้นของวิกฤตที่ส่งแรงสะเทือนมาตั้งแต่ต้นปี สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านที่ปะทุขึ้นเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ได้สร้างผลกระทบต่อตลาดน้ำมันโลกในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
ตามการวิเคราะห์ของนักวิจัยจาก Dallas Fed เหตุการณ์นี้ถือเป็นการก่อกวนตลาดน้ำมันจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ มีขนาดใหญ่กว่าวิกฤตน้ำมันในปี 1973 และ 1990 ถึงสองถึงสามเท่า ข้อมูลจากธนาคารโลกยืนยันความรุนแรงของสถานการณ์ โดยราว ๆ สิ้นเดือนมีนาคม ราคาน้ำมันเบรนท์พุ่งขึ้นประมาณ 65% หรือราว 46 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สร้างสถิติการปรับขึ้นรายเดือนที่สูงที่สุดเท่าที่เคยมีมา ก่อนที่ราคาจะเริ่มผ่อนคลายลงบ้างในช่วงต้นเดือนเมษายนหลังมีการประกาศหยุดยิงชั่วคราว
ผลกระทบด้านอุปทานนั้นรุนแรงมาก ผลผลิตน้ำมันทั่วโลกคาดว่าจะลดลง 6.9 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือ 6.6% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าในไตรมาสที่ 2 ของปี 2026 ซึ่งถือเป็นการลดลงรายไตรมาสที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่การระบาดของโควิด-19 ขณะที่ความต้องการใช้น้ำมันก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน เนื่องจากราคาที่สูงขึ้นเริ่มสร้าง “demand destruction” การบริโภคน้ำมันทั่วโลกลดลงประมาณ 0.8 ล้านบาร์เรลต่อวันเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าในเดือนมีนาคม
สถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซเป็นจุดศูนย์กลางของความตึงเครียดทั้งหมด ตามรายงานของวิกิพีเดียที่อ้างอิงจากสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) วิกฤตในปี 2026 นี้ถูกระบุว่าเป็น “การก่อกวนอุปทานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดน้ำมันโลก” หลังจากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2026 ทำให้การส่งออกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ LNG ติดค้าง และส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งทะลุ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และผลผลิตน้ำมันรวมของคูเวต อิรัก ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ลดลงรวมกันถึง 6.7 ล้านบาร์เรลต่อวันภายในวันที่ 10 มีนาคม และลดลงอย่างน้อย 10 ล้านบาร์เรลต่อวันภายในวันที่ 12 มีนาคม
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ไม่ได้นิ่งอยู่ในจุดวิกฤตตลอดไป ความพยายามทางการทูตได้นำมาซึ่งช่วงเวลาของการคลี่คลายและกลับมาตึงเครียดสลับกันไปหลายรอบ ในเดือนเมษายน ราคาน้ำมันร่วงลงเกือบ 12% หลังอิหร่านประกาศเปิดช่องแคบฮอร์มุซในช่วงที่มีการหยุดยิงระหว่างอิสราเอลกับเลบานอนเป็นเวลา 10 วัน โดยรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน Seyed Abbas Araghchi ได้ออกแถลงการณ์ผ่าน X ว่าช่องแคบฮอร์มุซ “เปิดอย่างสมบูรณ์แล้ว” ซึ่งตามมาด้วยถ้อยแถลงของประธานาธิบดี Trump ที่ระบุว่าสงครามกับอิหร่านซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ได้สิ้นสุดลงแล้ว
แต่ความสงบนั้นไม่ยืนยาว ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม สถานการณ์กลับมาผันผวนอีกครั้ง ราคาน้ำมันเบรนท์ร่วงลงเกือบ 19% ในเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นเดือนที่แย่ที่สุดนับตั้งแต่การระบาดของโควิด-19 และปรับลดลงประมาณ 20% จากระดับสูงสุดของปี 2026 เนื่องจากนักลงทุนมีความหวังมากขึ้นต่อแนวโน้มการบรรลุข้อตกลงหยุดยิงระยะยาวระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน โดยทั้งสองฝ่ายเข้าใจว่าได้ “เห็นพ้องเป็นส่วนใหญ่” ในเงื่อนไขของบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระยะเวลา 60 วันเพื่อขยายการหยุดยิง แม้ว่ายังมีการยิงขีปนาวุธในอ่าวเปอร์เซียอยู่บ้าง
แต่นักวิเคราะห์เตือนว่าอย่าด่วนมองโลกในแง่ดีเกินไป เพราะนักวิเคราะห์จาก UBS ที่นำโดย Henri Patricot ระบุว่ายังมี “หลักฐานเพียงเล็กน้อย” ที่บ่งชี้ว่าการขนส่งทางเรือหรือการไหลของพลังงานในภูมิภาคจะกลับมาดีขึ้นในระยะสั้น โดยปริมาณการขนส่งน้ำมันดิบในอ่าวยังคง “ต่ำมาก” ข้อมูลที่ยืนยันความกังวลนี้คือปริมาณการขนส่งน้ำมันดิบของอิหร่านในเดือนพฤษภาคมยังต่ำกว่า 0.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน ลดลงอย่างมากจากค่าเฉลี่ยเดือนเมษายนที่ 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน และเดือนมีนาคมที่ 1.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน
และในช่วงต้นเดือนมิถุนายน สถานการณ์กลับมาตึงเครียดอีกครั้งเมื่ออิหร่านและอิสราเอลแลกการโจมตีกันอีกครั้ง ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับการหยุดยิงที่เปราะบางและความขัดแย้งที่อาจยืดเยื้อ ราคาน้ำมันเบรนท์ปรับขึ้น 3.18% สู่ระดับ 96.05 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคา WTI ของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 3.46% สู่ 93.67 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากกองทัพอากาศอิสราเอลโจมตีเป้าหมายทางทหารในอิหร่านตอนกลางและตะวันตก และอิสราเอลถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธจากอิหร่านเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่การหยุดยิงเริ่มต้น ซึ่งทำให้แหล่งข่าวอิหร่านที่ใกล้ชิดกับการเจรจาระบุว่า “ข้อตกลงกับประธานาธิบดี Trump ไม่สามารถเป็นไปได้แล้วในขั้นตอนนี้”
ท่ามกลางความปั่นป่วนนี้ OPEC+ เลือกที่จะเดินหน้าเพิ่มกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง โดยกลุ่ม OPEC+ ได้เห็นพ้องที่จะเพิ่มเป้าหมายการผลิต 188,000 บาร์เรลต่อวันตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ซึ่งเป็นการปรับเพิ่มโควต้าการผลิตน้ำมันครั้งที่สี่นับตั้งแต่ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด
นักวิเคราะห์จาก Allianz ประเมินไว้ว่าหากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลายอย่างสมบูรณ์ ในกรณีที่ความขัดแย้งยืดเยื้อพร้อมการก่อกวนช่องแคบฮอร์มุซในระดับที่มีนัยสำคัญ ราคาน้ำมันอาจแตะระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่ก็ยังคาดว่าจะปิดสิ้นปี 2026 ที่ระดับประมาณ 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เนื่องจากตลาดจะปรับตัวได้ในที่สุด ส่วนในกรณีเลวร้ายที่สุด หากระบอบการปกครองอิหร่านโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในภูมิภาคและก่อกวนการขนส่งในช่องแคบ ราคาน้ำมันเบรนท์อาจพุ่งสูงกว่า 130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ทองคำพุ่งแล้วร่วง: นักลงทุนเอเชียแห่ซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย
ความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายการเงินที่ไม่แน่นอนได้ผลักดันให้ทองคำกลายเป็นสินทรัพย์ที่นักลงทุนทั่วโลกให้ความสนใจอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา ข้อมูลจาก Capital.com ระบุว่าราคาทองคำสปอตปิดปี 2024 ที่ระดับประมาณ 2,625 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หลังจากนั้นได้พุ่งทำสถิติสูงสุดตลอดกาลที่ 5,595.75 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในวันที่ 29 มกราคม 2026 หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 113% ในช่วงเวลาเพียงสองปี ปัจจัยที่ผลักดันการพุ่งขึ้นดังกล่าวมาจากการสะสมทองคำของธนาคารกลางต่างๆ ความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย และการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐในวงกว้าง โดยสภาทองคำโลกรายงานว่าธนาคารกลางมียอดซื้อทองคำสุทธิถึง 244 ตันในไตรมาสแรกของปี 2026
อย่างไรก็ดี หลังจากแตะจุดสูงสุด ทองคำก็เผชิญกับการปรับฐานที่รุนแรง ราคาทองคำร่วงลงมากกว่า 17% จากจุดสูงสุดจนถึงเดือนมีนาคม 2026 เนื่องจากดอลลาร์สหรัฐและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปรับตัวแข็งค่าขึ้น และล่าสุดนับตั้งแต่จุดสูงสุดในเดือนมกราคม ทองคำได้ปรับลดลงรวมประมาณ 22% โดยการปรับลดล่าสุดเกิดขึ้นหลังตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ ที่แข็งแกร่งกว่าคาดเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2026 ซึ่งทำให้ตลาดปรับเพิ่มการคาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ยของเฟด และกดดันสินทรัพย์ที่ไม่มีดอกเบี้ยอย่างทองคำ
ในมุมของเอเชีย ทองคำยังคงมีความสำคัญเป็นพิเศษในฐานะเครื่องมือถ่ายโอนความมั่งคั่งระหว่างรุ่น ตามรายงานของ Yahoo Finance ทองคำมีอิทธิพลอย่างมากในเอเชีย ซึ่งเป็นภูมิภาคที่ใช้ทองคำเป็นวิธีการถ่ายโอนความมั่งคั่งระหว่างรุ่นมายาวนาน Joshua Rotbart ผู้ก่อตั้งบริษัทค้าทองคำที่ดำเนินงานในเอเชียและตะวันออกกลางให้มุมมองที่น่าสนใจว่านักลงทุนรุ่นใหม่ได้เห็นวิกฤตที่ทำให้พอร์ตหุ้นของพวกเขาร่วงลงถึง 30% มาแล้ว และรู้ว่าความรู้สึกแบบนั้นเป็นอย่างไร ขณะที่ Stephanie Leung ประธานเจ้าหน้าที่ด้านการลงทุนของ StashAway ในสิงคโปร์ ตั้งข้อสังเกตว่าตลอด 20-30 ปีที่ผ่านมา สินทรัพย์ปลอดภัยที่ถือว่า “ไร้ความเสี่ยง” โดยพฤตินัยคือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ แต่ขณะนี้สหรัฐฯ กำลังเข้าสู่ช่วงที่การใช้จ่ายภาครัฐเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และกำลังถอยห่างจากบทบาทการดูแลความสงบเรียบร้อยของโลก
เศรษฐกิจโลกในภาพรวม: IMF เตือนความเสี่ยง Stagflation
ในระดับมหภาค กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ปรับลดประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจโลกลงอย่างมีนัยสำคัญในรายงาน World Economic Outlook ฉบับฤดูใบไม้ผลิ โดยระบุว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจโลกในปีนี้จะลดลงสู่ระดับ 3.1% ซึ่งเป็นการปรับลดจากประมาณการเดือนมกราคม ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะปรับขึ้นสู่ 4.4% ภายใต้สมมติฐานของฉากทัศน์ที่เลวร้ายกว่า IMF ตั้งสมมติฐานว่าหากเกิดการก่อกวนเพิ่มเติม จะนำไปสู่ราคาพลังงานและการคาดการณ์เงินเฟ้อที่สูงขึ้น พร้อมกับเงื่อนไขทางการเงินที่เข้มงวดขึ้น
ประเด็นที่ผู้บริหาร IMF ให้ความสำคัญอย่างมากคือการเปรียบเทียบกับวิกฤตเงินเฟ้อในยุค 1970s ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เกิดภาวะ stagflation รุนแรง อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ IMF ชี้ให้เห็นความแตกต่างที่สำคัญ โดยระบุว่าทั้งภาคครัวเรือนและภาคเอกชนยังคงมีการคาดการณ์เงินเฟ้อที่ค่อนข้างต่ำ เพราะพวกเขาเชื่อว่าธนาคารกลางจะสามารถส่งมอบผลลัพธ์ตามภารกิจของตนได้ ซึ่งถือเป็นความแตกต่างที่สำคัญจากสถานการณ์ในยุค 1970s
ในรายงานฉบับเดือนเมษายน IMF ได้ให้คำแนะนำเชิงนโยบายที่ชัดเจนต่อธนาคารกลางทั่วโลก โดยระบุว่าธนาคารกลางควรเตรียมพร้อมที่จะดำเนินการอย่างเด็ดขาดตามภารกิจของตน นโยบายการเงินควรรักษาเสถียรภาพด้านราคาและให้ความสำคัญอย่างรอบคอบต่อผลกระทบจากเงินเฟ้อจริงที่ส่งผลต่อการคาดการณ์เงินเฟ้อ โดยเฉพาะในระยะกลางถึงระยะยาว พร้อมเตือนถึงความเสี่ยงของ second-round effect ที่อาจรุนแรงกว่าครั้งก่อน เนื่องจากความทรงจำเกี่ยวกับวิกฤตเงินเฟ้อหลังการระบาดของโควิด-19 ยังคงสดใหม่ ผลกระทบรอบสองจากวิกฤตในครั้งนี้อาจรุนแรงกว่าที่เกิดขึ้นในปี 2021-2022 แต่ในขณะเดียวกัน IMF ก็เตือนไม่ให้ธนาคารกลางคุมเข้มเร็วเกินไปจนเกินกว่าเหตุ เพราะการคุมเข้มนโยบายก่อนเวลาอาจสร้างความไม่มั่นคงได้หากเงื่อนไขทางการเงินตึงตัวขึ้นไปอีก
ในส่วนของญี่ปุ่น ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) ก็อยู่ในเส้นทางเดียวกันกับอีซีบีในการปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อรับมือกับเงินเฟ้อที่มาจากวิกฤตพลังงาน ตลาดยังคงเชื่อมั่นว่าธนาคารกลางจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายแม้จะมีข่าวว่าผู้ว่าการ BoJ Kazuo Ueda เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลและจะพลาดการประชุมนโยบายการเงินที่กำลังจะมาถึง ซึ่งสะท้อนว่าBoJ ถูกคาดหมายอย่างกว้างขวางว่าจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 25 basis points สู่ระดับ 1% ซึ่งจะเป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2025 ขณะที่ผู้กำหนดนโยบายพยายามรับมือกับแรงกดดันเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นจากสงครามในตะวันออกกลางและการอ่อนค่าของเยนอย่างต่อเนื่อง
ผลกระทบต่อนักลงทุนไทย: ต้องระวังอะไรบ้าง
สำหรับนักลงทุนไทยที่ติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจโลกในขณะนี้ มีประเด็นสำคัญหลายด้านที่ควรนำมาพิจารณาในการวางแผนพอร์ตการลงทุน
ประเด็นที่หนึ่ง: ทิศทางดอกเบี้ยโลกที่กลับมา “สูงนานขึ้น” อาจกดดันสินทรัพย์เสี่ยง การที่เฟดส่งสัญญาณว่าอาจต้องขึ้นดอกเบี้ยแทนที่จะลด หลังจากที่ตลาดเคยตั้งความหวังว่าจะเห็นวงจรการลดดอกเบี้ยต่อเนื่อง สร้างแรงกดดันต่อสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกรวมถึงตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ซึ่งไทยเป็นส่วนหนึ่งในกลุ่มนี้ เมื่ออัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ มีแนวโน้มสูงขึ้นหรือทรงตัวในระดับสูงนานกว่าที่คาด นักลงทุนต่างชาติมักจะลดน้ำหนักการลงทุนในสินทรัพย์ตลาดเกิดใหม่เพื่อกลับไปถือดอลลาร์และตราสารหนี้สหรัฐฯ ที่ให้ผลตอบแทนสูงขึ้น ซึ่งอาจกดดันค่าเงินบาทและกระแสเงินทุนไหลเข้าตลาดหุ้นไทยในระยะข้างหน้า
ประเด็นที่สอง: ราคาพลังงานที่ผันผวนส่งผลตรงต่อเงินเฟ้อในประเทศ ไทยเป็นประเทศนำเข้าพลังงานสุทธิ การที่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกยังคงผันผวนสูงจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง แม้จะมีช่วงที่ราคาผ่อนคลายลงหลังข้อตกลงหยุดยิงต่าง ๆ แต่ความไม่แน่นอนที่ยังคงมีอยู่ หมายความว่าผู้บริโภคและภาคธุรกิจไทยยังต้องเตรียมรับมือกับความเสี่ยงด้านต้นทุนพลังงานที่อาจพุ่งสูงขึ้นอีกได้ทุกเมื่อหากสถานการณ์ความขัดแย้งทวีความรุนแรงขึ้น สิ่งนี้อาจส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังต้นทุนการขนส่ง ค่าไฟฟ้า และราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในประเทศ
ประเด็นที่สาม: ทองคำยังเป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงที่น่าสนใจ แต่ต้องระวังความผันผวน จากข้อมูลที่พบว่าทองคำพุ่งขึ้นแรงแล้วปรับฐานลงอย่างรุนแรงในช่วงครึ่งปีแรกของ 2026 สะท้อนว่าทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ที่มีบทบาทในการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตในภาวะที่ตลาดการเงินโลกเผชิญความไม่แน่นอนสูง แต่นักลงทุนไทยที่นิยมถือทองคำเป็นส่วนหนึ่งของพอร์ตควรตระหนักว่าความผันผวนระยะสั้นอาจสูงมาก และไม่ควรไล่ราคาซื้อในจังหวะที่ทองคำกำลังอยู่ในช่วงพุ่งขึ้นรุนแรงจากความตื่นตระหนก
ประเด็นที่สี่: ติดตามอีซีบีและธนาคารกลางอื่น ๆ ที่อาจกลับมาขึ้นดอกเบี้ย การที่อีซีบีตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี และ BoJ มีแนวโน้มจะตามมา สะท้อนว่าทิศทางนโยบายการเงินโลกอาจกำลังเข้าสู่วงจร “การคุมเข้มรอบใหม่” ที่ไม่ใช่แค่ในสหรัฐฯ เท่านั้น หากธนาคารกลางหลักทั่วโลกหันมาขึ้นดอกเบี้ยพร้อมกัน จะส่งผลให้สภาพคล่องในระบบการเงินโลกตึงตัวขึ้น ซึ่งอาจกดดันการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในภาพรวมและอาจส่งผลกระทบทางอ้อมต่อภาคการส่งออกของไทยที่พึ่งพาการเติบโตของเศรษฐกิจคู่ค้าหลักอย่างยุโรปและสหรัฐฯ
ในภาพรวม นักลงทุนไทยควรให้ความสำคัญกับการกระจายความเสี่ยงในพอร์ตให้เหมาะสม ทั้งในส่วนของสินทรัพย์ในประเทศและต่างประเทศ พร้อมติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเป็นปัจจัยเสี่ยงหลักที่ยังมีความไม่แน่นอนสูงและส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อทั้งราคาพลังงาน เงินเฟ้อ และทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางทั่วโลกในช่วงครึ่งปีหลังของ 2026
